บทที่ 7 จะได้ไหมนะ

ใกล้ถึงเวลาสัมภาษณ์งานแล้ว ทุกคนดูจะตื่นเต้นไม่น้อย เมญาวีเองก็ตื่นเต้นไม่ต่างกัน เหงื่อของเธอชุ่มไปทั้งฝ่ามือ

คนแรกที่เข้าไปสัมภาษณ์ออกมาหลังจากใช้เวลาเพียง 10 นาที เขาเป็นชายหนุ่มอายุไม่น่าจะเกิน 30 ปี ใบหน้าเขาดูไม่เครียดเท่าไหร่ตอนที่เดินออกมาจากห้องนั้น ชายหนุ่มเก็บกระเป๋าที่วางอยู่บนเก้าอี้แล้วเดินออกไปทันที

จากนั้นคนที่เข้าไปก็เป็นชายหนุ่มอีกสองคน เมญาวีเริ่มนั่งไม่ติดเพราะแต่ละคนที่ออกมาต่างมีสีหน้าเรียบเฉยและไม่ยอมพูดอะไรกับคนที่รออยู่เลย

“โชคดีนะคะพี่” เมญาวีบอกกับรุ่นพี่คนที่เคยทำงานกับนายชาวญี่ปุ่นเมื่อถึงคิวของหญิงสาวที่ต้องเข้าไปในห้องนั้น

“ขอบใจจ้ะ”

หญิงสาวร่างสูงหุ่นดีราวกับนางแบบ เธอยืนตัวตรงก่อนเดินเข้าไปในห้องด้วยท่าทางที่มั่นใจ

ผ่านไปราว ๆ เกือบยี่สิบนาที ประตูบานใหญ่ก็เปิดออกอีกครั้ง หญิงสาวมาดนางแบบเดินกลับออกมาพร้อมกับรอยยิ้มกว้างที่ประดับอยู่บนใบหน้า แววตาเป็นประกายระยิบระยับ ดูจากท่าทางที่มีความสุขขนาดนั้นแล้ว เมญาวีคิดในใจทันทีว่าเธอคนนี้คงได้งานนี้ไปครองอย่างแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์

เมญาวีไม่ได้คุยหรือถามอะไรต่อเพราะเธอถูกเรียกเข้าไปหลังจากนั้นทันที

ภายในห้องมีเพียงผู้หญิงคนหนึ่งที่นั่งอยู่หลังโต๊ะตัวใหญ่

“สวัสดีค่ะ” เมญาวียกมือไหว้ก่อนจะก้าวเข้าไปยืนตรงหน้า

“นั่งก่อนสิ”

“ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวกล่าวขอบคุณแล้วนั่งตรงหน้า สายตาจับจ้องไปยังหญิงวัยกลางคนที่ดูใจดี

“แนะนำตัวเองได้เลยค่ะ”

“สวัสดีค่ะ ฉันชื่อเมญาวี เพิ่งเรียนจบบริหารธุรกิจค่ะ”

“เพิ่งจบเหรอ”

“ค่ะเพิ่งจบ”

“งั้นก็แสดงว่าไม่เคยมีประสบการณ์ทำงานมาก่อน ไม่เคยมีเจ้านาย”

“ค่ะ ไม่เคยมีเจ้านาย”

“เห็นผู้หญิงคนที่เดินออกไปเมื่อครู่ไหม”

“เห็นค่ะ”

“คิดว่าตัวเองจะสู้เธอได้ไหม”

“ในแง่ไหนล่ะคะ ถ้าในแง่ประสบการณ์คงไม่มีอะไรไปสู้กับเธอ แต่ถ้าเรื่องการทำงานก็ไม่แน่ค่ะ อีกอย่างฉันไม่เคยมีเจ้านายมาก่อน คิดว่าถ้าได้ร่วมงานกับเจ้านายก็คงจะเปิดใจและปฏิบัติกับเจ้านายอย่างที่เขาต้องการได้ ไม่ยึดติดกับการทำงานของเจ้านายคนก่อนค่ะ” เธอตอบอย่างฉะฉาน คำถามนี้เธอเจอมาแล้วเกือบทุกบริษัท

“ความหมายของเจ้านายกับเลขาของคุณคืออะไรคะ”

“คือการทำงานเป็นทีมค่ะ”

คำตอบสั้น ๆ แต่แฝงความหมายลึกซึ้งของเธอทำให้ผู้หญิงวัยกลางคนถึงกับหลุดยิ้มออกมาทันที ท่าทางเธอจะคาดไม่ถึงและไม่เคยเจอเด็กจบใหม่คนไหนตอบคำถามด้วยมุมมองแบบนี้มาก่อน

“ขอบคุณมากแล้วเราจะติดต่อกลับไปนะคะ”

“ขอบคุณเช่นกัน”

เมญาวียกมือไหว้แล้วกลับออกมาด้วยความรู้สึกห่อเหี่ยว คำว่า จะติดต่อกลับไป มันมีความหมายที่เธอเข้าใจดี กี่บริษัทแล้วที่บอกกับเธอแบบนี้


หญิงสาวมานั่งยังป้ายรถเมล์หน้าบริษัทด้วยความรู้สึกเหนื่อยล้า แต่ละบริษัทล้วนต้องการคนที่มีประสบการณ์แล้วเธอจะไปหาประสบการณ์ที่ไหนในเมื่อไม่เคยได้รับโอกาสเข้าไปทำงานเลย

“เฮ้อ...” เธอถอนหายใจอย่างแรงจนคนที่นั่งอยู่ก่อนแล้วหันมามอง

“อ้าว น้องที่ไปสัมภาษณ์งานเมื่อกี้นี่ เป็นยังไงถอนหายใจแรงเชียว”

“มีหวังเลยค่ะพี่”

“แล้วพี่ล่ะคะ”

“ก็คงเหมือนกัน”

“พี่มาสมัครตำแหน่งไหนเหรอคะ”

“กราฟิกครับ”

“ทำไมงานมันหายากจังก็ไม่รู้นะคะ”

“น้องเพิ่งจบใช่ไหมครับ”

“ค่ะ พี่ล่ะคะ”

“ตอนพี่จบใหม่ ๆ ก็ลำบากเหมือนกัน สมัครงานไปทั่ว กว่าจะได้งานแรกก็เกือบสองเดือน พอเข้าไปทำงานก็ทนแรงกดดันไม่ได้ อยู่ไม่ครบระยะเวลาทดลองงานด้วยซ้ำ”

“แล้วตอนนี้ล่ะคะ”

“ตอนนี้ก็กำลังจะลาออกจากที่เก่า เลยลองมาสมัครที่นี่ดู”

“ถ้าไม่ได้งานที่นี่พี่ก็ยังมีงานทำ”

“ก็คงอย่างนั้น แต่พี่อยากเปลี่ยนที่ทำงาน อยากลองอะไรใหม่ ๆ บ้าง”

“หวังว่าคงได้งานนะคะ เพราะอย่างน้อยพี่ก็มีประสบการณ์”

“พี่ก็ขออวยพรให้น้องได้งานเหมือนกันนะครับ”

“ขอบคุณค่ะ รถเมล์มาแล้วขอตัวก่อนนะคะ”

“ครับ แล้วเจอกันนะครับ”

เมญาวีโบกมือให้ก่อนจะรีบขึ้นไปนั่งบนรถประจำทางอย่างคล่องแคล่ว

....

จากวันนั้นเมญาวีก็ไปสัมภาษณ์งานอีกหลายที่ คำถามเดิม ๆ ที่เจอเกือบทุกที่ก็คือเคยมีประสบการณ์ไหม

หญิงสาวยังไม่ยอมถอดใจแม้ว่ามารดาจะโทรมาชวนให้กลับไปอยู่บ้านเกือบทุกวัน

บ่ายวันนี้ขณะที่กำลังกลับจากการสมัครงาน เมญาวีก็ได้รับโทรศัพท์จากฝ่ายบุคคลของบริษัท ยัมมี่ฟู้ด โปรดักส์

เธอไม่ได้รับเลือกให้เป็นเลขาอย่างที่ตั้งใจไปสมัครงานในตอนแรก แต่มีตำแหน่งผู้ช่วยของ Project manager หญิงสาวลังเลอยู่เพียงครู่ก็ตอบตกลง เพราะเริ่มจะเหนื่อยกับการต้องหางานทำเต็มที

เมญาวีรีบโทรไปบอกกับมารดาทันที

“แม่คะ เมยได้งานแล้วนะคะ”

“จริงเหรอลูก แม่ดีใจด้วยนะ”

“แม่ดีใจกับเมยจริง ๆ หรือประชดคะแม่”

“ดีใจสิ แล้วได้งานตำแหน่งอะไรเหรอลูก”

“ผู้ช่วย Project manager ค่ะแม่”

“อ๋อ แล้วไอ้ตำแหน่งนี้ต้องทำอะไรบ้างล่ะลูก”

“เมยก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ แต่เท่าที่ศึกษาดูก็คล้ายงานผู้ช่วยทั่วไปนั่นแหละค่ะ”

“ได้งานแล้วก็ตั้งใจทำงานนะลูก ว่าแต่บอกได้ไหมล่ะว่าทำที่บริษัทไหนเผื่อแม่ไปกรุงเทพจะได้แวะไปหา”

“บริษัท ยัมมี่ฟู้ด โปรดักส์ค่ะแม่”

“อะไรนะเมย”

หญิงสาวบอกชื่อบริษัทที่ตัวเองจะต้องไปทำงานให้กับมารดาอีกครั้ง

“มีอะไรหรือเปล่าคะแม่ ทำไมทำเสียงตกใจอย่างนั้นคะ”

“ไม่มีอะไรหรอกลูก ก็แค่คิดว่าเป็นบริษัทที่ค่อนข้างใหญ่เลย”

“ค่ะแม่ ตอนแรกเมยไปสมัครเป็นเลขาของผู้จัดการค่ะ แต่เมยไม่มีประสบการณ์เลยได้อีกตำแหน่งหนึ่งมาค่ะ”

“ดีแล้วล่ะลูก ตำแหน่งเลขาผู้จัดการแม่ว่างานต้องหนักมากแน่ ๆ เลย และอีกอย่างเขาก็คงต้องอยากได้คนที่มีประสบการณ์” เพชรลดาไม่อยากให้ลูกสาวทำงานใกล้ชิดกับคนตำแหน่งสูง ๆ เพราะเหตุผลส่วนตัวหลายอย่างแต่จะห้ามก็ไม่อยากให้ลูกสาวเสียใจ

“ค่ะแม่ เมยก็คิดอย่างนั้น”

หญิงสาวคุยกับมารดาต่ออีกพักใหญ่ก่อนจะขอวางสายเพราะเธอต้องเตรียมตัวสำหรับการเริ่มงานในวันจันทร์ที่จะถึงนี้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป