บทที่ 4 เมียแต่ง

ตอนที่ 4 เมียแต่ง

ธันวาสะดุ้งตื่นผลุดลุกขึ้นมาจากเตียงนอน เมื่อได้ยินเสียงรถยนต์อันคุ้นหู เพราะเสียงเครื่องยนต์อย่างนี้ตนได้ยินมานานหลายปีแล้ว

“ปราณ มาได้ยังไง” ธันวาวิ่งออกมายืนอยู่หน้าประตูรั้ว

“ปราณกลับมาหาธันไง คิดถึงแทบขาดใจเลยรู้มั้ย” ใบหน้าคล้ำกับดวงตาอิดโรย บวมแดง แสดงถึงความสัตย์ในคำพูด ความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสสะท้อนผ่านมาจากแววตาหม่นคู่นั้น

“กลับมาอย่างนั้นเหรอ?”

“ธัน ขอปราณเข้าบ้านได้มั้ย”

ธันวามองใบหน้าซูบแสนโทรม หมองคล้ำนั้นด้วยความสงสาร เสื้อผ้าที่สวมนั้นยังคงเป็นชุดสูทเจ้าบ่าวตัวเมื่อคืน

“ขอโทษนะปราณ แต่ปราณไม่ควรมาที่นี่”

“ทำไม ธันไม่รักปราณแล้วเหรอ”

“เราสองคน ไม่ได้เป็นอะไรกันแล้ว ปราณแต่งงาน มีคุณนทีเป็นภรรยาแล้วนะอย่าลืมสิ”

“ไม่...เมื่อคืนปราณไม่ได้แตะต้องเขาเลย ปราณยังคงเป็นของธันคนเดียว” รีบพูดออกไปเพราะกลัวว่าคนรักจะเข้าใจผิด คิดรังเกียจ

“ปราณ”

“เมียปราณมีคนเดียว คือธันคนเดียวนะ” มือล้วงผ่านซี่รั้วไม้เข้ามาภายใน ควานคว้าเกาะกุมมือนุ่มไว้แล้วพยายามยึดไว้เหนี่ยวแน่น

“ได้นอนบ้างมั้ย” คนที่ยืนอยู่อีกฟากของรั้วบ้านถามด้วยความเป็นห่วง

“ไม่ ปราณจะนอนหลับได้ยังไง ในเมื่อคนที่ปราณรักนอนร้องไห้อยู่ในบ้านนี้คนเดียว” ดวงตาสองคู่ประสานกันอย่างรู้เท่าทันอีกคน

“แต่ปราณจะทรมานตัวเองแบบนี้ไม่ได้นะ”

“ปราณนอนไม่หลับ” แม้ไม่ต้องบอกธันวาก็พอมองเห็น นัยน์ตาอ่อนแรงแสงไม่จรัสอย่างเคยนั้น นอกจากบอกได้ถึงสุขภาพกายอันอ่อนล้าแล้วมันยังสามารถสะท้อนสุขภาพจิตของหราณออกมาได้ด้วย

“เอาอย่างนี้ ปราณกลับไปบ้านคุณแม่ ไปนอนที่บ้านดีมั้ย” ออกความเห็นเสนอแนวทางให้กับช่วงเวลาอันน่าอึดอันนี้อย่างดีที่สุด

“ปราณขอนอนที่นี่ไม่ได้เหรอ”

“ไม่ได้...ไม่ได้อีกแล้ว”

กว่าธันวาจะเกลี้ยกล่อมแกมไล่ให้คนอดนอนกลับบ้านได้ก็ต้องใช้ไม้อ่อนบอกว่าตัวเองง่วง ถ้าเขายอมกลับไปนอนตนก็จะนอนเช่นกัน เพราะตลอดเวลา 7 ปีที่คบกัน ต่างฝ่ายต่างไม่เคยโกหกปราณจึงยอมกลับไปแต่โดยดี หากแต่เมื่อรถยนต์คันหนึ่งเลี้ยวออกไป นอกรั้วไม้นั้นกลับมีรถคันใหม่เข้ามาจอดแทนที่

นที เจ้าสาวใหม่ป้ายแดงเดินลงมาพร้อมบอดี้การ์ดอีกสามคน สายตาเหยียดมองหยามความจนของคนที่มีทุกอย่างน้อยกว่าตนเอง มุมปากข้างหนึ่งยกเหยียดยิ้มน่าเกลียดเกินกว่าธันวาจะทนมอง ท่าทีหยิ่งผยองของคนที่ชาตินี้ไม่รู้ว่าเคยรู้จักคำว่าอ่อนน้อม ถ่อมตัวหรือมารยาทหรือไม่

“คุณมาที่นี่ มีธุระอะไรอย่างนั้นเหรอครับ” เอ่ยถามแขกผู้มาเยือน มั่นใจว่านทีคงไม่ได้มาเพราะความคิดถึงแน่ๆ

“ฉันมา...เก็บของ ของสามี”

“เก็บของ?”

“เข้าไป เอาทุกอย่างที่เป็นของปราณ กลับออกมาให้หมด อย่าทิ้งอะไรเอาไว้แม้แต่ชิ้นเดียว”คนพาลสันดานหยาบช้า ยิ้มยอดอย่างคนเย้ยโลก ดวงตาเหยียดหยามหันไปมองธันวาตรงๆยิ่งเมื่อเห็นแววตาตื่น เห็นความร้อนอบร้อนใจ ของธันวา เหมือนยิ่งทำให้นทีรู้สึกสนุก รู้สึกสะใจมากขึ้นอีกหลายเท่า

“นั่นพวกคุณจะทำอะไร ออกไปจากบ้านผมนะ”ปากร้องตะโกน ขับไล่ผู้บุกรุกที่ไม่ได้รับเชิญ

ธันวามองผู้ชายร่างใหญ่สามคนกระชากเปิดประตูรั้ว แล้วเดินดุ่มๆ เข้าไปภายในบ้าน ข้าวของทุกอย่างถูกรื้อค้นกระจัดกระจาย กรอบรูปบานใหญ่ถูกปลดลงมาจากข้างฝา แล้วโยนมันทิ้งออกมากองไว้ตรงหน้าบ้าน

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ ไม่อย่างนั้นผมจะแจ้งตำรวจ” มือยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาขู่

“ตำรวจเหรอ นายคิดว่าจะมีตำรวจกี่คนกล้าเอาผิดฉัน บุกรุกเคหสถานเหรอมันจะเสียค่าปรับสักเท่าไหร่เชียว หรือต่อให้ต้องสู้กันในชั้นศาล นายคิดว่าจะสู้ฉันได้อย่างนั้นเหรอ”ลูกของผู้ทรงอิทธิพลหัวเราะลั่นออกมา เรากลับไปอยู่นั้นเป็นเรื่องตลก เพราะรู้อยู่เต็มอกว่า ไม่มีตำรวจ ข้าราชการ หรือแม้แต่นักการเมืองคนไหน กล้าที่จะยื่นมือเข้ามา วุ่นวายกับเรื่องของตน

“คุณต้องการอะไร”

“ลบความทรงจำอันแสนหวานที่นายสองคนเคยมี แล้วนับจากนี้ฉันจะสร้างความทรงจำอันใหม่ใส่เข้าไปแทน...”เพราะเติบโตมา กับการถูกสอนสั่งว่าอำนาจเงินนั้น มันสามารถสร้างและทำลายทุกสิ่ง ดังนั้นแล้วมันจะ เป็นอะไรไป ถ้าเขาจะใช้อำนาจเงิน สร้างความทรงจำใหม่ให้กับ สามี และแน่นอนเขาจะใช้สิ่งเดียวกันนี้ ทำลายความทรงจำอันแสนหวาน ระหว่างคนทั้งคู่

“คุณต้องการอะไร”

ธันวาหันไปมองเสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวของแฟนหนุ่ม ที่ถูกรื้อออกมาโยนกองลงตรงสนามหน้าบ้าน ภาพถ่ายพรีเว็ดดิ้งในชุดแต่งงานของคนทั้งสอง ถูกโยนลงมากองอย่างไม่ไยดี คนที่ถูกทำร้ายจิตใจ ทำลายความรัก พยายามวิ่งเข้าไปยื้อแย่งสิ่งที่พอจะเหลือไว้เป็นความทรงจำระหว่างกัน หากแต่ถูกขัดขวางจากคนเอาแต่ใจไร้จิตสำนึกความกระด้างอย่าของคนที่ คิดว่าตัวเองมีอำนาจเหนือคนอื่น ถือวิสาสะหยิบจับข้าวของทุกอย่าง สั่งให้ลูกน้องทุบทำลาย ยังไม่คิดว่ามันจะมีมูลค่า หรือมีคุณค่าทางจิตใจกับใครหรือไม่

“ลบความทรงจำอันแสนหวาน ที่นายสองคนเคยมีต่อกัน แล้วนับจากนี้ ฉันจะสร้างความทรงจำอันใหม่ใส่เข้าไปแทนที่ ความทรงจำที่นายสองคนจะจดจำก็ไม่กล้า จะลืมก็ไม่ได้” หางตาสะบัดเป็นเชิงออกคำสั่ง บอดี้การ์ดที่ติดตามมาทุบทำลาย ฉีกกระชากเสื้อผ้า ข้าวของทุกอย่างทิ้งจนไม่เหลือชิ้นดี

“อย่านะ!” สองมือพยายามไขว่คว้า ปกป้องข้าวของทุกชิ้นด้วยความหวงแหน เสื้อเชิ้ตตัวแรกที่ปราณใส่ไปทำงาน เนกไทของขวัญวันครบรอบ กรอบรูปทำมือที่คนทั้งสองช่วยกันทำสำหรับเอาไว้ใส่รูปคู่ สองมือกอบเก็บเศษซากสิ่งของอันมีคุณค่าทางจิตใจกลับมาไว้บนตักด้วยความทรมาน

“ถ้านายยังไม่เลิกยุ่งกับปราณ ต่อไปจะไม่ใช่แค่สิ่งของ แต่ฉันจะทำลายเขา ฉีกกระชากหัวใจเขา ให้มันแตกสลาย ยับเยินจนเกินกว่าจะเยียวยา เขาจะเจ็บปวด ทุกข์ทรมานยิ่งกว่านี้ หลายร้อยเท่า”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป