บทที่ 6 ระยะห่าง
ตอนที่ 6 ระยะห่าง
รถยนต์คันคุ้นตาแล่นมาจอดเทียบอยู่ตรงบริเวณริมรั้วหน้าบ้าน ธันวาชำเลืองมองมันนิดหน่อย ก่อนจะหันมาช่วยยกตะกร้าถาดชุดอาหารเช้า ขนมปังกรอบ คุกกี้ ส่งให้แม่ค้าที่เข้ามารับของไปขายใส่เข้าไปยังท้ายรถ เป็นเวลาเดียวกับปราณเดินยิ้มละมุนเข้ามาในเขตรั้วบ้าน
“ปราณ มีธุระอะไรหรือเปล่า” ระยะห่างมากกว่าหนึ่งช่วงแขน ที่ธันวาเว้นห่างเอาไว้ ทำให้รอยยิ้มนั้นหม่นลงทันที เขาไม่เคยรู้เลยว่าความรักความคิดถึงที่เขามีต่อธันวามันมากน้อยเพียงใด และยิ่งไม่รู้จริงๆ ว่าหากวันหนึ่งเขาต้องห่างกันไปมันจะทุกข์ทรมานแสนสาหัสแค่ไหนจนกระทั่งคราวนี้ เพียงระยะหนึ่งช่วงแขนเหมือนมันไม่ได้มากเลย ท่าการสงวนท่าทีสำรวม วางตัวเหินห่างของธันวาเหมือนมีดเล่มใหญ่พุ่งเขามาปักอก เจ็บจนพูดไม่ออก
“ธัน พอจะมีแซนด์วิชเหลือสักชิ้นมั้ย” เจ้าของชุดสูทสีเข้ม มองไปยังท้ายรถเก๋งคันใหญ่ที่กำลังขับเคลื่อนออกไปจากรั้วบ้าน
ที่ผ่านมา ธันวาไม่ได้ทำงานประจำ รายได้ส่วนใหญ่มาจากการทำแซนด์วิช ชุดอาหารเช้า กับขนมอบ ไปฝากวางขายตามคาเฟ่ ร้านกาแฟ และมีแม่ค้ารับไปขายต่อบางส่วน หลายปีมานี้ ทุกวันก่อนไปทำงาน ปราณจะตื่นเช้าลงมาช่วยคนรัก จัดเตรียมของสดบ้าง ผักสลัดบ้าง ช่วยหั่นขนมปังบ้าง แล้วยังพกเอาแซนด์วิชอร่อย ๆ ไปกินที่ออฟฟิศ หรือบางครั้งเวลาที่บริษัทมีจัดประชุมใหญ่ ปราณยังเคยให้ธันวาจัดชุดอาหารว่างให้สำหรับผู้เข้าร่วมประชุมเสมอ เพราะราคาถูกกว่าไปสั่งตามร้านเบเกอร์รี่แพง ๆ แถมยังรสชาติอร่อย ที่สำคัญขนมทุกคำที่กินเข้าไป มันทำให้เขามีแรงใจ แรงกาย สู้กับวิกฤตร้ายต่าง ๆ ที่กำลังถาโถมเข้ามาในชีวิต
“คือ...ธัน”
“ขอซื้อก็ได้ ปราณยังไม่ได้กินข้าวเลย ตั้งแต่เมื่อวาน”
“ตั้งแต่เมื่อวาน แล้วทำไมปราณไม่กินข้าวล่ะ” คนที่เคยดูแลทุกอย่างในชีวิตให้ถอนหายใจยาวด้วยความเป็นห่วง
“คือ....” ปากขยับไม่กล้าเล่าความจริงเพราะกลัวว่าจะยิ่งทำให้อีกคนเป็นทุกข์
เมื่อวานนี้ นทีบุกไปแสดงความเป็นเมียแต่งของเขาจนถึงบ้าน แล้วจัดการสั่งอาหารจากภัตตาคารดัง มาวางจนเต็มโต๊ะ ตนจึงหนีหลบเข้าไปนอนอยู่ในห้องพระของบ้านเพราะเบื่อและรำคาญไม่อยากเจอหน้าใคร จึงทำให้ไม่ได้กินทั้งข้าวเย็น แถมน้ำท่ายังเพิ่งจะได้มาอาบเอาตอนเช้าในห้องนอนของเปรม
“ถ้าอย่างนั้น...ปราณรอตรงนี้นะ”
แซนด์วิชชิ้นใหญ่พร้อมน้ำผลไม้คั้นสดถูกนำมาส่งให้ ดึงรอยยิ้มของคนหัวใจห่อเหี่ยวแห้งแล้ง ให้กลับมาชุ่มชื่นขึ้นบ้าง หากแต่ยิ้มของปราณ มาพร้อมกับกลิ่นเหม็นฉุนบางอย่าง ที่ทำให้ธันวาถึงกับทนไม่ไหว
“อ๊อก”
“ธัน เป็นอะไร ไม่สบายเหรอ” คนที่เคยนอนร่วมเตียงโผเข้าไปประคองกอด ฝ่ามืออุ่นสบายลูบลงไปบนแผ่นหลังบอบบาง หลังมือเกลี่ยแตะลูบใบหน้านั้นด้วยความห่วงใยนักหนา
“ปราณไปทำอะไรมา” ฝ่ามือยันไม่ยอมให้อีกคนนั้นขยับเข้าไปใกล้ เพราะทนไม่ได้กับกลิ่นฉุน
“ปราณไม่ได้ทำอะไรเลยนะ”
“แต่มัน....เหม็น”
“เหม็น...เหม็นอะไร” มือจับเสื้อผ้ายกขึ้นมาดมทันที
“ไม่รู้.....”
“เหม็นเหรอ...น้ำหอมเหรอ...หรือว่า..เหม็น...หรือว่า....”
ความเงียบ ฉุดหัวใจสองดวงจมดิ่งลงไปยังใต้ท้องทะเลแห่งความปีติยินดี แต่เสี้ยววินาทีความปรีดานั้นกลับกลายเป็นความชอกช้ำ เกินกว่าจะหาคำใดมาบรรยายได้ ดวงตาสองคู่เบิกค้างมองประสานกันอย่างรู้ความหมาย แต่ไร้สุ้มเสียงสำเนียงใดเพราะต่างคนต่างถูกความรู้สึกหลากหลายบีบคั้น ยากเกินจะกลั่นความรู้สึกนั้นออกมาเป็นคำพูด
“ปราณ”
“ธัน...หรือว่า” ดวงตาหลุบต่ำมองผ่านไปยังหน้าท้องราบเบื้องล่าง ริมฝีปากจะยิ้มก็ไม่ได้ จะร้องไห้ก็ไม่กล้า ความรู้สึกปะปนกันไปหมด
“ธัน” สองแขนประคอง คนที่นั่งโก่งคออ้วกอยู่นานให้กลับลุกขึ้นมายืน
“ปราณ” น้ำตาหยดโตเอ่อล้นขึ้นมาท่วมขอบตาช้ำ
“ไม่ ไม่ ไม่ ไม่เอา ธันอย่าร้องไห้สิ นี่เป็นเรื่องดี...มันเป็นข่าวดีของเรา” ร่างสูงยืนหันซ้าย หันขวา อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะวิ่งหายกลับเข้าไปในบ้าน หยิบจับทุกอย่างด้วยความเคยชิน แล้วรีบวิ่งออกมาปิดประตูบ้าน ก่อนจะตรงเข้ามากอดเอวธันวาพาเดินไปยังรถของตน
“ปราณจะทำอะไร”
“เราไปหาหมอกันนะธัน”
“ไม่ได้ ไม่ได้ ไปไม่ได้” หน้าสั่นสะบัดไปมาทำท่าปฏิเสธ
“ทำไมล่ะ ธันไม่สบายนะ แล้ว...แล้วนี่ก็อาจจะ...อาจจะเป็นเรื่องดี เรื่องเดียวในชีวิตของเราในตอนนี้นะธัน”
"แต่ว่า..."
ใช่ว่าธันวานั้นอยากทำใจดำกับคนรัก หากแต่คำข่มขู่ของนทีเมื่อวานนี้ ยังดังก้องอยู่ในโสตประสาท การที่เช้านี้ปราณมาปรากฏตัวที่บ้านก็ไม่รู้ว่าจะสร้างความไม่พอใจอะไรให้คนไร้เหตุผลอย่างนทีหรือเปล่า แล้วหากเรื่องการตั้งท้องของตนเองเป็นเรื่องจริงขึ้นมา ธันวาเดาไม่ออกเลยว่า นทีจะทำอะไรเพื่อทำร้ายปราณให้เจ็บช้ำอีก
“นะธัน...ปราณขอร้อง”
