บทที่ 11 เสแสร้ง

เขาพึมพำชื่อนั้นออกมาเบาๆ ราวกับไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง ก่อนที่ริมฝีปากจะคลายออกเป็นรอยยิ้มจางๆ… รอยยิ้มแรกในรอบหลายสัปดาห์ที่ผ่านมารายงานตัวขึ้นบนใบหน้าของเขา

สามวันต่อมา

เมธกาเดินทางไปยังโรงแรมวัฒนกุล แกรนด์ สาขาสุขุมวิท เพื่อสำรวจพื้นที่จริงก่อนเริ่มออกแบบ เนื่องจากภูวดลติดประชุมด่วนกับลูกค้ารายอื่นจึงไม่สามารถมาด้วยได้ เธอจึงต้องนำทีมงานมาเพียงลำพัง

"คุณเมธกาใช่ไหมครับ" พนักงานต้อนรับของโรงแรมยิ้มทักทายอย่างสุภาพ "ทางคุณศิลาแจ้งไว้ว่าจะลงมาพบด้วยตัวเองครับ"

คำพูดนั้นทำให้หัวใจของเมธกาตุกวูบและเต้นระทึกขึ้นมาทันที เธอไม่ได้คาดคิดว่าจะต้องเผชิญหน้ากับเขาเร็วขนาดนี้ ในสถานที่ทำงานที่เป็นทางการ โดยไม่มีคุณราตรีหรือชาริษาคอยช่วยผ่อนคลายบรรยากาศเหมือนตอนอยู่ที่บ้าน

ไม่นานนัก ประตูลิฟต์บริเวณล็อบบี้ก็เปิดออก ศิลาก้าวออกมาในชุดสูทสีเข้มตัดเย็บกระชับพอดีตัว ผมทรงเรียบเนี้ยบถูกจัดแต่งอย่างพิถีพิถัน ไร้ร่องรอยหนวดเคราที่เคยรุมร่ามเหมือนวันก่อน แม้แววตาจะยังซ่อนร่องรอยความเหนื่อยล้าเอาไว้ลึกๆ ทว่าบุคลิกโดยรวมกลับดูเป็นนักธุรกิจมืออาชีพเต็มตัว

"สวัสดีครับ" เขาเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงเป็นทางการ พลางยื่นมือไปจับทักทายทีมงานทุกคนตามมารยาท กระทั่งเดินมาหยุดลงตรงหน้าเมธกา เขาก็ยื่นมือส่งมาให้เช่นกัน "คุณเมธกา"

"ค่ะ คุณศิลา" เธอตอบรับเสียงเรียบเฉย ยื่นมือไปแตะฝ่ามือเขาเพียงสั้นๆ แล้วรีบชักกลับ ความอบอุ่นจากฝ่ามือหนายังคงแล่นผ่านผิวเนื้อราวกับมีกระแสไฟอ่อนๆ วิ่งผ่าน

"ยินดีที่ได้ร่วมงานกันนะครับ" ศิลาเอ่ยพร้อมรอยยิ้มตามมารยาท ไม่ต่างจากรอยยิ้มที่มอบให้ทีมงานคนอื่น

"ยินดีเช่นกันค่ะ" เมธกาตอบกลับด้วยน้ำเสียงแบบเดียวกัน

ทั้งสองแสร้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น ราวกับไม่เคยมีความสัมพันธ์ใดๆ กันมาก่อนในอดีต ทว่าสายตาที่แอบชำเลืองมองกันเป็นระยะระหว่างเดินสำรวจพื้นที่ กลับซุกซ่อนเรื่องราวที่ทั้งคู่พยายามปกปิดไว้อย่างปิดไม่มิด

"ผมอยากให้พื้นที่ล็อบบี้ดูหรูหราแต่ยังคงความอบอุ่นเอาไว้ ไม่อยากให้ดูแข็งกระด้างหรือเย็นชาจนเกินไป" ศิลาอธิบายวิสัยทัศน์ขณะเดินนำทีมงาน "อยากให้แขกที่มาพักรู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน ไม่ใช่แค่มานอนโรงแรม"

เมธกาตั้งใจจดบันทึกทุกคำพูดของเขา "แนวคิดนี้น่าสนใจมากค่ะ ดิฉันคิดว่าเราอาจเลือกใช้วัสดุธรรมชาติอย่างไม้และหิน มาผสมผสานกับแสงไฟโทนอุ่น เพื่อสร้างบรรยากาศที่สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นแบบบ้าน"

ศิลาหันมามองหน้าเธออย่างตั้งใจเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เริ่มเดินสำรวจ "คุณเข้าใจสิ่งที่ผมต้องการได้ตรงจุดมากเลยนะครับ"

"เพราะดิฉันเองก็เชื่อในสิ่งเดียวกันค่ะ" เมธกาตอบพร้อมรอยยิ้มบางๆ "ว่าบ้านที่แท้จริงไม่ได้วัดกันที่ความหรูหรา แต่วัดกันที่ความรู้สึกอบอุ่นที่คนในบ้านมอบให้กัน"

คำพูดนั้นทำให้ศิลาชะงักนิ่งไปครู่หนึ่ง ราวกับสะกิดโดนความรู้สึกที่เขาพยายามปิดกั้นไว้ ภาพบ้านสีขาวหลังเดิม… เสียงหัวเราะของเด็กหญิงตัวน้อยที่เคยวิ่งเล่นในสวน… และความอบอุ่นที่เลือนหายไปจากชีวิตเขานานแสนนานพลันย้อนคืนมาในความทรงจำ

"ครับ…" เขาตอบรับสั้นๆ ก่อนจะรีบเบือนสายตาไปทางอื่น ราวกับกลัวว่าเธอจะอ่านความหวั่นไหวที่ผุดขึ้นในดวงตาออก

การสำรวจพื้นที่ดำเนินไปร่วมสองชั่วโมง ทั้งสองต้องพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันตลอดเวลา แม้จะพยายามรักษาระยะห่างในฐานะคนทำงาน แต่ความสนิทสนมเก่าแก่ที่ฝังลึกมาตลอดสิบแปดปีกลับเผลอเผยออกมาโดยไม่รู้ตัว

"ตรงนี้ผมว่าน่าจะทำเป็นห้องรับรองพิเศษ" ศิลาเอ่ยขึ้นขณะเดินมาถึงมุมหนึ่งของอาคาร

"แต่แสงจากหน้าต่างด้านนี้จะสว่างจ้าเกินไปในช่วงบ่ายนะคะ" เมธกาทักท้วงขึ้นทันทีตามความเคยชิน "พี่โยว่าควรจะ…"

คำพูดสะดุดกึกทันทีที่รู้ตัวว่าหลุดปากพูดคำใดออกมา ใบหน้าหวานซีดเผือดลงด้วยความตกใจ

ศิลาหันมาจ้องมองเธออย่างเงียบงัน ดวงตาคู่คมฉายแววตระหนกเล็กน้อยเมื่อได้ยินสรรพนามที่คุ้นเคยที่สุด ซึ่งเขาไม่ได้ยินมันมานานเกือบสี่ปี

"ขอโทษค่ะ" เมธการีบแก้ไข เสียงสั่นพร่า ใบหน้าร้อนผ่าว "ดิฉันหมายถึง… คุณศิลาคิดว่าอย่างไรคะ ถ้าเราจะติดตั้งม่านกรองแสงเพิ่มเติม"

"ไม่เป็นไรครับ" ศิลาตอบเบาๆ น้ำเสียงนุ่มลงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด "เรียกแบบเดิมก็ได้… ถ้าคุณสะดวกใจ"

ประโยคนั้นทำให้เมธกาเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความประหลาดใจ ทว่าก่อนที่เธอจะได้เอ่ยสิ่งใด โทรศัพท์มือถือของศิลาก็ดังขึ้นมาขัดจังหวะเสียก่อน

"ขอตัวสักครู่นะครับ ผมต้องรับสายนี้" เขาบอกเบาๆ ก่อนจะแยกตัวออกไปรับสายห่างออกไปเล็กน้อย

เมธกายืนนิ่งอยู่กับที่ มือทั้งสองกำแฟ้มเอกสารแน่น หัวใจยังคงเต้นระรัวไม่เป็นจังหวะจากประโยคสุดท้ายที่เขาทิ้งไว้

‘เรียกแบบเดิมก็ได้… ถ้าคุณสะดวกใจ’

ประโยคสั้นๆ ทว่ากลับหนักอึ้งในความรู้สึก จนเธอไม่แน่ใจเลยว่า หากความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขาต้องกลับมาใกล้ชิดกันเหมือนในอดีตอีกครั้ง… เธอจะรับมือกับมันไหวจริงๆ หรือเปล่า

บทก่อนหน้า
บทถัดไป