บทที่ 4 ความห่วงใย
"หนู... หนูไม่เป็นไรค่ะ" เธอตอบเสียงเบา จนแทบหาเสียงตัวเองไม่เจอ
"ไม่เป็นไรได้ยังไง เลือดไหลไม่หยุดเลย" พี่โยหันไปหาหญิงสาวแสนสวยที่เดินตามหลังมา "พิมพ์ครับ ในรถมีพลาสเตอร์ยาไหม"
"มีค่ะ เดี๋ยวพิมพ์ไปหยิบให้นะคะ" พิมพ์ชนกส่งยิ้มละมุนให้เมธกาอย่างเป็นมิตร แววตาของเธอไม่มีความประสงค์เลยสักนิด เธอช่างคู่ควรช่างเหมาะสมกับเขาเหลือเกิน เหมาะสมเสียจนเมธการู้สึกว่าตัวเองช่างดูเล็กจ้อยและไร้ตัวตนในสายตาของคนทั้งโลก
"ขอบคุณค่ะพี่..." เมธกาเอ่ยขอบคุณเสียงแผ่ว พยายามสะกดกั้นหยาดน้ำตาคลอหน่วยไม่ให้ไหลร่วงลงมาต่อหน้าทุกคน
ความใจดีของพี่โย... และสายตาที่มองมาด้วยความเอ็นดูในวันนี้ ทุกอย่างมันคือเรื่องจริง ซึ่งมันไม่เคยมีความหมายมากกว่านั้นเลย นอกจากคำว่าน้องสาวข้างบ้าน
พิมพ์ชนกรีบวิ่งกลับมาพร้อมกล่องปฐมพยาบาลใบเล็ก เธอคุกเข่าลงข้างศิลาอย่างคล่องแคล่ว
"สำลี... น้ำเกลือ... แล้วก็พลาสเตอร์ค่ะ"
"ขอบคุณครับ"
ศิลารับขวดน้ำเกลือมาเทชุบสำลีจนชุ่ม "นิดเดียวนะ อาจจะแสบหน่อย"
เขาเงยหน้าบอกเด็กสาวตรงหน้าด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
เมธกาทำได้เพียงพยักหน้ารับเบา ๆ "...ค่ะ"
ทันทีที่ปลายสำลีแตะลงบนบาดแผล เมธกาก็สะดุ้งน้อย ๆ ด้วยความแสบ "อื้อ..."
ศิลาขมวดคิ้วเข้าหากันโดยอัตโนมัติ ก่อนจะก้มลงเป่าลมเบา ๆ บนปลายนิ้วของเธอเพื่อปลอบประโลม... "เดี๋ยวก็หาย"
ลมหายใจอุ่น ๆ ที่เป่ารดปลายนิ้ว กลับยิ่งทำให้หัวใจของเมธกาเจ็บแปลบจนชาหนึบ
เพราะผู้ชายที่กำลังก้มหน้าก้มตาดูแลเธออย่างทะนุถนอมในตอนนี้... คือคนเดียวกับที่เพิ่งประกาศต่อหน้าทุกคนว่า “พิมพ์ชนกคือแฟนของผม”
"เรียบร้อย" ศิลาแปะพลาสเตอร์แผ่นสุดท้ายให้ ก่อนจะละมือออก "สองสามวันแรกอย่าเพิ่งโดนน้ำนะ"
"ค่ะ..." เมธกาฝืนยิ้มบาง ทั้งที่ก้อนสะอื้นแล่นขึ้นมาจุกอยู่ที่คอ
"โยคะ" เสียงหวานของพิมพ์ชนกแทรกขึ้น "มือเลอะเลือดหมดเลย"
หญิงสาวดึงทิชชูเปียกออกมาจากกล่อง แล้วดึงมือของศิลาไปเช็ดให้ดื้อ ๆ ตามความเคยชินของคนเป็นแฟน "พิมพ์เช็ดให้นะ"
"ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมเช็ดเอง..."
"อยู่นิ่ง ๆ สิคะ" พิมพ์ชนกยิ้มดุไม่จริงจัง พลางก้มหน้าบรรจงเช็ดคราบเลือดที่เปื้อนปลายนิ้วของชายหนุ่มอย่างใส่ใจ
ภาพตรงหน้า... ไม่ต่างอะไรกับเข็มนับพันเล่มที่ทิ่มแทงลงกลางใจของเมธกา
เธอเพิ่งประจักษ์แก่ใจในวินาทีนั้นเองว่า...
ต่อให้พี่โยจะดีกับเธอแค่ไหน
ต่อให้เขาจะจำได้ว่าเธอชอบไอศกรีมรสอะไร
หรือต่อให้เขาจะคอยปกป้องเธอในวันที่บาดเจ็บ...
แต่คนที่มี ‘สิทธิ์’ ยืนเคียงข้างเขาอย่างเป็นธรรมชาติขนาดนั้น... ก็ไม่ใช่เธออยู่ดี
"มุก" คุณราตรีเดินเข้ามาลูบศีรษะเด็กสาวเบา ๆ "คราวหน้าระวังหน่อยนะลูก"
"ค่ะ คุณป้า"
"โย" ผู้เป็นแม่หันไปสั่งลูกชาย "พาหนูพิมพ์เข้าบ้านไปพักผ่อนไป"
"ครับ" ศิลาพยักหน้ารับคำแม่ ก่อนจะหันมามองเมธกาอีกครั้งด้วยความกังวล "ถ้าตอนเย็นยังเจ็บแผลอยู่..."
"..."
"เดี๋ยวพี่เอายาไปให้ที่บ้าน"
เมธกาสบตาเขา แล้วส่งยิ้มที่คิดว่ากว้างที่สุดไปให้
"ไม่เป็นไรค่ะ..."
"..."
"แค่นี้มุกก็เกรงใจพี่โยมากแล้วค่ะ"
คำว่าเกรงใจคำเดียว ทำเอาศิลานิ่งอึ้งไป
แต่ก่อน เด็กผู้หญิงคนนี้ไม่เคยรู้จักคำว่าเกรงใจกับเขาเลยสักครั้ง
เวลาอยากกินขนม ก็เดินเข้าบ้านเขาเหมือนเป็นบ้านตัวเอง
เวลาหิว ก็เปิดตู้เย็นหาของกินเอง
เวลางอน ก็มานั่งกอดเข่าหน้าประตูจนเขาต้องยอมออกมาง้อ
แต่วันนี้... เด็กสาวคนเดิมกลับยืนส่งยิ้มให้เขา และดูเหมือนรอยยิ้มนั้นจะไปไม่ถึงดวงตาเหมือนเช่นเคย
"มุก..." ศิลาครางชื่อเธอในลำคอ ขยับเท้าจะก้าวตามไปส่งด้วยความเคยชินที่ทำมาตลอดสิบกว่าปี
แต่สัมผัสอุ่น ๆ จากฝ่ามือของพิมพ์ชนกที่ยังกุมมือเขาไว้... กลับฉุดรั้งก้าวของเขาให้หยุดชะงักลง
เมธกาแสร้งทำเป็นไม่เห็นแววตาคู่นั้น เธอยกมือไหว้คนทั้งคู่ด้วยท่าทางนอบน้อม
"ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ... พี่พิมพ์"
พิมพ์ชนกยิ้มรับด้วยความจริงใจ "ยินดีเหมือนกันจ้ะ พี่เคยได้ยินโยพูดถึงเราบ่อย ๆ เลยนะ"
ประโยคนั้นทำให้หัวใจที่กำลังดิ่งวูบของเมธกาชะงักไปเล็กน้อย "...คะ?"
"เขาชอบเล่าให้พี่ฟังบ่อย ๆ น่ะจ้ะ" พิมพ์ชนกหัวเราะเบา ๆ ในดวงตามีแต่ความเอ็นดูบริสุทธิ์ "บอกว่า... น้องสาวข้างบ้านคนนี้น่ารักมาก"
เมธกาคลี่ยิ้มบาง ๆ ก่อนจะก้มศีรษะให้คนทั้งคู่ด้วยท่าทางสุภาพ
"มุกขอตัวก่อนนะคะ"
พูดจบเธอก็รีบก้าวถอยหลังออกมา... กลัวว่าอีกไม่นานหยดน้ำตาจะร่วงรินลงมาต่อหน้าพวกเขา
"หนูมุก" คุณราตรีเรียกขัดขึ้น "วันนี้ป้าทำข้าวอบสับปะรดของโปรดเราไว้ด้วยนะลูก"
เด็กสาวชะงักฝีเท้า...
หากเป็นเมื่อก่อน เพียงแค่ได้ยินคำนี้ เธอคงวิ่งถลาเข้าบ้านวัฒนกุลไปอย่างเริงร่าแล้ว แต่วันนี้ เมธกาเพียงหันกลับมาส่งยิ้มอ่อนหวาน
"ขอบคุณค่ะคุณป้า... แต่พอดีคุณแม่รอทานข้าวอยู่ที่บ้านค่ะ"
มันเป็นคำโกหกคำแรกที่เธอใช้กับผู้ใหญ่ที่เธอรักและเคารพที่สุด ทั้งที่รู้ดีแก่ใจว่าเวลานี้ มารดายังไม่กลับจากตลาดด้วยซ้ำ
"อย่างนั้นเหรอ..." คุณราตรีพยักหน้ารับอย่างเสียดาย "งั้นไว้วันหลังแล้วกันเนอะ"
"ค่ะ"
เมธกายกมือไหว้ลาอีกครั้ง ก่อนจะรีบหันหลังเดินกลับเข้าอาณาเขตบ้านของตัวเอง
ทันทีที่บานประตูรั้วปิดลง รอยยิ้มที่ฝืนประคองไว้ก็ค่อย ๆ เลือนหายไปจากใบหน้า หญิงสาวทอดน่องผ่านสวนหน้าบ้านอย่างเชื่องช้า ก้าวขึ้นบันไดทีละขั้น ก่อนจะเปิดประตูห้องนอนแล้วลงกลอนเบา ๆ
