บทที่ 7 กาลเวลหมุนเปลี่ยน
กระทั่งวันหนึ่งในช่วงปีสุดท้ายก่อนเรียนจบ สายจากชาริษาเงียบผิดปกติไปจนน่าประหลาดใจ
"มุก..."
"หือ มีอะไรหรือเปล่าซ่า"
"พี่โยเลิกกับพี่พิมพ์แล้วนะ"
คำพูดนั้นทำให้เมธกาชะงักงันไปทันที "..."
"เห็นว่าพี่พิมพ์เป็นคนบอกเลิก... ซ่าดูออกว่าพี่โยเหมือนคนหมดใจ นึกจะไปก็ไป นึกจะมาก็มา ช่วงนี้กลับบ้านดึกทุกคืนเลย บางวันก็เมาแอ๋มาเลย คุณแม่ร้องไห้ทุกวันเลยมุก"
เมธกาหลับตาลงช้า ๆ หัวใจที่คิดว่าด้านชาและยอมรับความจริงได้แล้ว กลับเต้นระรัวขึ้นมาอีกครั้ง
เธอควรจะดีใจใช่ไหม... ที่ผู้ชายที่เธอแอบรักกลับมาโสดอีกครั้ง หรือเธอควรจะเสียใจ... ที่เขากำลังแตกสลายเพราะรักผู้หญิงคนอื่นมากมายขนาดนั้น
นานหลายนาที
เมธกามองหน้าจอโทรศัพท์ที่ดับลงอยู่นาน นิ้วเรียวแตะเข้าไปในแอปพลิเคชันจองตั๋วเครื่องบิน ปลายทาง... กรุงเทพมหานคร
เธอเลือกเที่ยวบินเช้าวันรุ่งขึ้น ทว่านิ้วกลับค้างเติ่งอยู่ตรงปุ่ม ‘ยืนยันการชำระเงิน’
เพียงเสี้ยววินาทีต่อมา เมธกาก็ลอบถอนหายใจแผ่วเบาแล้วกดปิดหน้าจอลง
"...ไม่ใช่เรื่องของเราแล้ว" หญิงสาวพึมพำคำนั้นกับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับพยายามสะกดจิตหัวใจที่ไม่เคยเชื่อฟัง
คนที่เขาอยากเจอ... ไม่ใช่เธอ
คนที่เขาอยากได้กำลังใจ... ก็ไม่ใช่เธอเช่นกัน
แล้วเธอจะกลับไปในฐานะอะไร... กลับไปทำไมให้ใจต้องเจ็บอีก
คืนนั้นเมธกาแทบนอนไม่หลับ เช้าวันต่อมาเธอฝืนลุกไปเรียนตามปกติ ทว่าตลอดทั้งวัน ภาพชีวิตที่พังทลายของศิลาจากคำบอกเล่าของชาริษายังคงวนเวียนอยู่ในหัวไม่จางหาย
‘บางวันก็เมากลับบ้าน... คุณแม่ร้องไห้ทุกวันเลยมุก’
เธอรู้จักคุณราตรีดี... ผู้หญิงที่เข้มแข็งและสง่างามคนนั้นคงจะเจ็บปวดจนถึงที่สุดแล้วจริง ๆ ถึงได้ปล่อยให้ลูกชายจมดิ่งอยู่กับความทุกข์ได้ขนาดนี้
เวลาล่วงเลยเข้าสู่ช่วงค่ำ ขณะที่เมธกากำลังนั่งปั่นแบบอยู่ในสตูดิโอของคณะ สัญญาณสั่นเตือนจากโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นอีกครั้ง หน้าจอแสดงชื่อ... ‘คุณป้าราตรี’
หญิงสาวชะงักไป นานหลายวินาทีกว่าที่เธอจะรวบรวมความรู้สึกแล้วกดรับสาย
"สวัสดีค่ะ...คุณป้า"
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่กระแสเสียงอ่อนโยนอันคุ้นเคยจะดังขึ้น "มุก... ป้ารบกวนเวลาเรียนของหนูหรือเปล่าลูก"
เมธการีบส่ายหน้าไปมาทั้งที่อีกฝ่ายไม่มีวันมองเห็น "ไม่เลยค่ะคุณป้า มุกกำลังนั่งเคลียร์งานส่งอาจารย์อยู่ค่ะ คุณป้ามีอะไรหรือเปล่าคะ"
คุณราตรีถอนหายใจแผ่วแผ่ว "ป้าคิดถึงเรา..."
เพียงสี่คำสั้น ๆ กลับทำให้นัยน์ตาของเมธการ้อนผ่าวขึ้นมาดื้อ ๆ
"ตั้งแต่เราไปเรียน... บ้านนี้มันเงียบเหงาเหลือเกิน ป้าทำเค้กทีไรก็พาลนึกถึงหนู เห็นโบสีเหลืองก็คิดถึง เห็นโยเกิร์ตรสสตรอว์เบอร์รีที่หนูชอบซื้อมาแช่ไว้เต็มตู้เย็น... ป้าก็คิดถึง ป้าคิดถึงหนูจริงๆ นะมุก"
เมธกาเม้มริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด พยายามสะกดกั้นเสียงสะอื้นที่เกือบจะเล็ดรอดออกไป "มุกก็คิดถึงคุณป้าค่ะ" เสียงของเธอสั่นพร่าจนแทบฟังไม่เป็นคำ
คุณราตรีเงียบเสียงไปพักใหญ่ ก่อนจะเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและลังเล "ถ้า... ถ้ามุกพอจะเคลียร์เวลาได้ ป้าอยากให้หนูกลับมาหาป้าหน่อยได้ไหมลูก ป้า... ป้าไม่รู้จะหันไปคุยกับใครแล้วจริง ๆ"
หัวใจของเมธกากร่นวูบดิ่งลงเหว... คนที่เป็นดั่งเสาหลัก เป็นความอบอุ่นของบ้านวัฒนกุลมาตลอด วันนี้กลับเอ่ยประโยคนี้ออกมาด้วยความอ้างว้าง แสดงว่าสถานการณ์ทางฝั่งนั้นคงวิกฤตเกินกว่าที่เธอคาดคิดไว้มาก
"ตาโย..." คุณราตรีหยุดคำพูดไว้แค่นั้น คล้ายกำลังกลั้นก้อนสะอื้นอย่างสุดความสามารถ "เขาไม่เหมือนเดิมเลยลูก กลับบ้านมาก็เอาแต่เงียบ บางวันก็นั่งเหม่ออยู่คนเดียว ป้าเรียกกินข้าวก็ไม่กิน... ป้าไม่รู้จะช่วยลูกยังไงแล้วมุก"
เมธกาหลับตาลงช้า ๆ...
เธอบอกตัวเองในใจอย่างหนักแน่น ว่าคนที่คุณราตรีกำลังขอร้องให้เธอกลับไปช่วยในตอนนี้ ไม่ใช่ผู้ชายคนนั้นที่ชื่อศิลา... แต่เป็นหัวใจอันแตกสลายของผู้ใหญ่ที่มีพระคุณกับเธอต่างหาก
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก เงยหน้ามองผืนฟ้ายามค่ำคืนผ่านกระจกหน้าต่างสตูดิโอ ก่อนจะเอ่ยตอบปลายสายด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ทว่าหนักแน่น
"คุณป้าคะ..."
"..."
"รอมุกนะคะ... มุกจะกลับบ้านค่ะ"
หลังวางสายจากคุณราตรี เมธกานั่งนิ่งอยู่ที่เดิมอยู่อีกพักใหญ่
สายลมเย็นยามค่ำคืนพัดลอดบานหน้าต่างสตูดิโอเข้ามาแผ่วเบา ทว่ากลับไม่อาจพัดพาความหนักอึ้งในอกให้จางหายไปได้ หญิงสาวหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีความลังเลหลงเหลืออยู่ในแววตา นิ้วเรียวกดเลือกเที่ยวบินเช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น ก่อนจะกดยืนยันการชำระเงินในทันที
หน้าจอปรากฏข้อความแจ้งเตือน... ‘ทำรายการสำเร็จ’
เมธกาหลับตาลงช้า ๆ... เธอกำลังจะกลับบ้าน บ้านที่เคยเป็นสถานที่ที่มีความสุขที่สุดในชีวิต และเป็นบ้านหลังเดียวกันนั้นเอง... ที่กรีดบาดแผลลึกที่สุดเอาไว้ในหัวใจของเธอ
