บทที่ 8 กลับมาเจอกันอีกครั้ง
เช้าวันรุ่งขึ้น สนามบินเชียงใหม่คึกคักไปด้วยผู้คนที่เดินทางสัญจร ทว่าเมธกากลับลากกระเป๋าเดินทางใบเล็กเพียงใบเดียวผ่านโถงผู้โดยสารอย่างเงียบเชียบ
ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา ชีวิตของเธอวนเวียนอยู่กับการเรียน การออกแบบ การตัดโมเดล และการปั่นงานส่งอาจารย์จนแทบไม่มีเวลาให้คิดถึงเรื่องอื่น เธอเคยหลอกตัวเองว่า ระยะทางกว่าเจ็ดร้อยกิโลเมตรน่าจะช่วยให้หัวใจดวงนี้เข้มแข็งขึ้น... แต่เอาเข้าจริง เพียงแค่ได้ยินเรื่องราวของเขา หัวใจดวงเดิมก็สั่นคลอนระรัวเหมือนเด็กสาววัยสิบหกไม่มีผิด
เครื่องบินแตะรันเวย์สนามบินดอนเมืองในช่วงสาย เมธกาสูดลมหายใจเข้าลึกยามก้าวเท้าออกจากอาคารผู้โดยสาร อากาศร้อนชื้นของกรุงเทพฯ ยังคงต้อนรับเธอด้วยความรู้สึกเดิม ๆ
รถแท็กซี่แล่นพาเธอผ่านถนนสายคุ้นตา ภาพตึกรามบ้านช่อง ร้านค้า และต้นไม้สองข้างทาง ค่อย ๆ ปลุกความทรงจำในวัยเยาว์ให้ตื่นขึ้นมาอย่างชัดเจน ยิ่งคนขับเลี้ยวเข้าสู่ซอยเดิม หัวใจของเมธกาก็ยิ่งเต้นแรงขึ้นทุก ๆ เมตรที่ล้อเคลื่อนเข้าใกล้เขตข้าน
จนกระทั่ง... รถมาจอดสนิทอยู่หน้าบ้านสีครีมหลังเดิม
หญิงสาวมองรั้วบ้านด้วยสายตานิ่งงัน ทุกอย่างแทบไม่เปลี่ยนไปเลย ต้นโมกยังคงส่งกลิ่นหอมละมุนอยู่หน้าบ้าน ชิงช้าไม้ที่ตัวเธอเคยนั่งแกว่งไกวยังตั้งอยู่มุมสวน แม้แต่กระถางกุหลาบ... ก็ยังวางอยู่ที่ตำแหน่งเดิมไม่ผิดเพี้ยน
"มุก!"
เสียงผู้เป็นแม่ดังขึ้นพร้อมกับร่างที่รีบวิ่งออกมากอดลูกสาวไว้แน่น "กลับมาแล้วเหรอลูก"
เมธกายิ้มทั้งน้ำตา "ค่ะแม่... มุกกลับมาแล้ว"
สองแม่ลูกกอดกันอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่เสียงเปิดประตูรั้วของบ้านข้าง ๆ จะดังขึ้น
แกร๊ก...
เมธกาหันไปตามเสียงนั้นโดยอัตโนมัติ คุณราตรีก้าวออกมาจากเขตบ้าน และทันทีที่เห็นเธอ หญิงอาวุโสก็รีบถลันเข้ามาสวมกอดเธอไว้เต็มแรง
"หนูมุก..." เสียงของคุณราตรีสั่นเครือจนจับใจความยาก "ป้าคิดถึงหนูเหลือเกินลูก"
เมธกากอดตอบผู้หญิงที่รักเธอไม่ต่างจากลูกแท้ ๆ พลางลูบหลังแผ่วเบาเพื่อปลอบประโลม "มุกก็คิดถึงคุณป้าค่ะ"
และในระยะประชิดนี้เองที่ทำให้เธอสังเกตเห็น... ในเวลาเพียงไม่กี่ปีที่เธอหนีไป คุณราตรีดูผอมซูบลงไปถนัดตา รอยยิ้มที่เคยสดใสละมุนละไม บัดนี้กลับซ่อนความเหนื่อยล้าเอาไว้เต็มแววตา
"เข้าบ้านก่อนนะลูกนะ" คุณราตรีพยายามฝืนยิ้ม "ป้าทำกับข้าวที่หนูชอบไว้รอเต็มโต๊ะเลย"
เมธกาพยักหน้ารับ ทว่ายังไม่ทันที่เธอจะได้ก้าวเท้าเดิน เสียงเครื่องยนต์ของรถยนต์คันหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากปากซอย
ครืด...
รถยุโรปสีดำคันหรูที่คุ้นตากำลังแล่นตรงเข้ามา... หัวใจของเมธกากระตุกวูบอย่างแรง เพราะต่อให้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน เธอก็ไม่เคยลืมเลขทะเบียนรถคันนี้ได้เลยสักวัน
รถคันนั้นชะลอความเร็วและจอดลงที่หน้าบ้านวัฒนกุล ประตูฝั่งคนขับเปิดออกช้า ๆ... ก่อนที่ร่างสูงสง่าในชุดเสื้อเชิ้ตสีเข้มจะก้าวลงมา
พี่ศิลา... กลับมาแล้ว
เมธกาหยุดหายใจไปชั่วขณะ ตลอดสี่ปีที่ผ่านมาเธอเคยจินตนาการถึงวันที่จะได้พบเขาอีกครั้งนับครั้งไม่ถ้วน ทว่าเมื่อวันนั้นมาถึงจริง ๆ กลับไม่มีคำพูดใดหลงเหลืออยู่ในหัวสมองเลย
ชายหนุ่มปิดประตูรถเบา ๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้น ดวงตาคมที่เคยทอประกายสดใสสบเข้ากับสายตาของเธอพอดี ทั้งคู่ต่างชะงักงันไปในทันที... เวลารอบตัวคล้ายจะหยุดเคลื่อนไหว
เมธการับรู้ได้ในวินาทีนั้นเองว่า... เขาเปลี่ยนไปมากเหลือเกิน
ใบหน้าหล่อเหลาคมคายยังคงเป็นโครงเดิม ทว่าแววตากลับถมเต็มไปด้วยความอิดโรยและอ่อนล้า หนวดเคราจาง ๆ ที่ปล่อยทิ้งไว้โดยไม่โกนมาหลายวันทำให้เขาดูซูบโทรมยิ่งกว่าที่ชาริษาเล่า เสื้อเชิ้ตสีเข้มยับย่นหลุดลุ่ยราวกับเจ้าของไม่เหลือแก่ใจจะดูแลตัวเอง... แม้แต่รอยยิ้มอบอุ่นละมุนละไมที่เคยประดับอยู่บนใบหน้าของเขาเป็นประจำ บัดนี้มันได้เลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย
ศิลามองหญิงสาวตรงหน้าอยู่นาน นานเสียจนคุณราตรีต้องเอ่ยปากทำลายความเงียบอันอึดอัดนี้ลง
"ตาโย..." ชายหนุ่มละสายตาจากเมธกาหันไปมองผู้เป็นแม่ "น้องมุกกลับมาแล้วนะลูก"
"...ครับ"
เสียงตอบรับจากลำคอแหบพร่า สั้นและแผ่วเบาเสียจนจับกระแสอารมณ์ใด ๆ ไม่ได้เลย เมธกาเม้มริมฝีปากแน่น นี่คือการทักทายครั้งแรกหลังจากไม่ได้พูดคุยกันมานานเกือบสี่ปี... และมันกลับห่างเหินเสียยิ่งกว่าคนแปลกหน้า
คุณราตรีพยายามฝืนยิ้มกลบเกลื่อนบรรยากาศ "อะไรกัน จำน้องไม่ได้แล้วหรือไง"
ศิลานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเบนสายตากลับมาที่เมธกาอีกครั้ง นัยน์ตาหม่นแสงคู่นั้นไล่มองเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างเงียบ ๆ
เด็กผู้หญิงแก้มกลมสดใสที่เคยเดินเตาะแตะตามหลังเขาต้อย ๆ ในวันวาน บัดนี้เติบโตเป็นหญิงสาวสะพรั่งเต็มตัว เรือนผมยาวสลวยสีดำขลับถูกปล่อยสยายอย่างเป็นธรรมชาติ ใบหน้าหวานละมุนแทบไม่เหลือเค้าเด็กน้อยคนเดิม ส่วนสูงที่เคยอยู่เพียงระดับอกของเขา วันนี้เธอสูงขึ้นจนเกือบจะถึงปลายคางเขาแล้ว
ศิลาไม่เคยรู้เลยว่า... ช่วงเวลาสี่ปีที่เขาไม่ได้ใส่ใจ มันจะเปลี่ยนคนคนหนึ่งได้มากมายถึงเพียงนี้
