บทที่ 7เธอที่แตกสลาย
ทันใดนั้นเอง เสียงสัญญาณลิฟต์ก็ดังขึ้น 'ติ๊ง' ราวกับเสียงระฆังช่วยชีวิต
มีคนมางั้นเหรอ?
หญิงสาวรู้สึกมีความหวังขึ้นมาทันที เธอรีบหันไปมองทางต้นเสียง
ประตูลิฟต์ค่อย ๆ เปิดออก เผยให้เห็นชายฉกรรจ์ในชุดสูทสากลสี่คนเดินออกมาตั้งแถวรออย่างเป็นระเบียบที่หน้าลิฟต์ แบ่งเป็นสองฝั่งซ้ายขวา
จากนั้น ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งและสง่างามก็ก้าวเดินออกมา
เขาดูมีอายุราวสามสิบปี ใบหน้าหล่อเหลาราวกับรูปสลักที่พระเจ้าตั้งใจปั้นแต่ง ทุกกระเบียดนิ้วแผ่กลิ่นอายของความสูงส่งและอำนาจวาสนาที่ติดตัวมาแต่กำเนิด
ปิดท้ายขบวนด้วยผู้จัดการคลับและผู้จัดการทั่วไปที่เดินตามมาติด ๆ
ผู้จัดการทั่วไปฉีกยิ้มประจบประแจง พลางผายมือเชื้อเชิญชายหนุ่มอย่างนอบน้อม "ท่านประธานครับ ชั้นนี้คือชั้นวีไอพีของคลับอยุธยา เชิญทางนี้ครับท่าน"
ภาคินเพียงพยักหน้ารับอย่างเย็นชา
เจนจิราที่อยู่ไม่ไกล ใจชื้นขึ้นมานึกว่าจะรอดตายแล้ว แต่กลับเห็นกลุ่มคนเหล่านั้นกำลังจะเดินไปอีกทางโดยไม่สังเกตเห็นความผิดปกติทางนี้
เธอพยายามจะตะโกนร้องขอความช่วยเหลือสุดเสียง แต่ลำคอกลับตีบตันจนไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา แม้จะพยายามเค้นแรงจนสุดตัวแล้วก็ตาม
ด้วยความตื่นตระหนกและสิ้นหวัง เธอตัดสินใจปัดแจกันลายครามโบราณบนชั้นวางของข้างตัวตกลงสู่พื้น
เสียงแตกกระจายดัง 'เพล้ง' สนั่นหวั่นไหว
ภาคินและคณะหยุดชะงักทันที ก่อนจะหันกลับมามอง
ในระยะที่ไม่ใกล้ไม่ไกล สายตาของเจนจิราและภาคินปะทะกันกลางอากาศ
ภาพเบื้องหน้าของเธอเริ่มพร่ามัว มองเห็นเพียงเงาร่างสูงใหญ่ที่กำลังเดินฝ่าแสงสว่างเข้ามาหา ร่างกายของเธอโงนเงนราวกับคนหมดแรง ใบหน้าซีดเผือด ผมเผ้ายุ่งเหยิง ดูบอบช้ำและกำลังแตกสลาย
ยิ่งภาคินเดินเข้ามาใกล้ สีหน้าของเขาก็ยิ่งเย็นชาลงเรื่อย ๆ
ผู้จัดการทั่วไปที่เดินตามหลังมาถึงกับเข่าอ่อน รีบละล่ำละลักบอกด้วยเสียงสั่นเครือ "ท่านประธานครับ อย่าเข้าไปเลยครับ เดี๋ยวเศษแก้วจะบาดเอา ผมจะรีบให้เด็กมาจัดการเดี๋ยวนี้แหละครับ"
พูดจบเขาก็หันไปตวาดใส่ผู้ดูแลคลับตาเขียวปั๊ด "ยืนบื้ออยู่ทำไม! รีบมาเก็บกวาดสิ!"
คลับอยุธยาเป็นหนึ่งในธุรกิจเครือบริษัทแก้วโรจน์ ตลอดห้าปีมานี้ นี่เป็นครั้งแรกที่ภาคินลงมาตรวจงานด้วยตัวเอง ใครบ้างจะไม่กลัวเกรงอิทธิพลของมาเฟียหนุ่มผู้นี้
ผู้ดูแลรีบกุลีกุจอสั่งคนมาเก็บกวาด
แต่ภาคินกลับไม่สนใจ เขาเพียงปรายตามองเศษซากแจกันบนพื้นแวบหนึ่ง แล้วเดินตรงเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าเจนจิรา "เกิดอะไรขึ้น?"
น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและเยือกเย็นจนคนรอบข้างไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
เจนจิราเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาคู่คมลึกคู่นั้น ริมฝีปากบางขยับราวกับอยากเอ่ยอะไรบางอย่าง
แต่ความรู้สึกคลื่นเหียนในท้องกลับตีตื้นขึ้นมา เหมือนกับมีมีดคมกริบกรีดแทงอวัยวะภายในซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ความคาวหวานที่ข่มกลั้นไว้ในลำคอไม่อาจกักเก็บได้อีกต่อไป เธออาเจียนออกมาเป็นเลือดสด ๆ รดลงบนเสื้อเชิ้ตสีขาวราคาแพงระยับของเขาจนชุ่ม
วินาทีนั้น คนรอบข้างต่างตกตะลึงจนตาค้าง ร้องอุทานออกมาพร้อมกัน "ท่านประธาน!"
คนวงในต่างรู้ดีว่าท่านประธานเป็นคนรักความสะอาดเข้าขั้นรุนแรงขนาดไหน
แต่ภาคินกลับไม่แสดงท่าทีรังเกียจ เมื่อเห็นว่าเจนจิรากำลังจะหมดสติล้มพับลงไป
เขายื่นมือเข้ารับร่างเธอไว้ในอ้อมแขนทันท่วงที ก่อนจะช้อนตัวเธอขึ้นอุ้มแนบอกอย่างง่ายดาย
"แคมป์ เตรียมรถ!"
...
หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง เจนจิราจำไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
เธอรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกครั้งในห้องผู้ป่วยวีไอพี
แสงแดดจ้าจากหน้าต่างแยงตาจนเธอรู้สึกมึนงงไปชั่วขณะ
ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนวานฉายชัดเข้ามาในหัวราวกับฉากในภาพยนตร์...
ภาพวิชญะทิ้งเธอไว้แล้วพานาตาลีออกไป...
ภาพคณาธิปที่พยายามจะข่มขืนเธอ และการดิ้นรนหนีเอาชีวิตรอด...
ความเจ็บปวดทางกายและความสิ้นหวังทางใจถาโถมกลับเข้ามาในความรู้สึกอีกครั้ง ผสมปนเปกันจนแยกไม่ออก
และภาพสุดท้าย... คือชายหนุ่มแปลกหน้าผู้สง่างามที่ปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางแสงสว่าง
เธอพยายามเพ่งมองเขา แต่สติที่เลือนรางทำให้มองเห็นใบหน้าเขาไม่ชัดเจน...
"ฟื้นแล้วเหรอ?"
เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นข้างกาย
เจนจิราค่อย ๆ หันไปตามเสียง ก็พบกับใบหน้าของวิชญะ
เธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบไร้อารมณ์ “คุณมาทำอะไรที่นี่?”
วิชญะข่มอารมณ์โกรธแล้วถามกลับว่า "เมื่อคืนทำไมคุณไม่รอผม?"
คำแรกที่หลุดจากปากเขาคือคำตำหนิ
เจนจิราอยากจะหัวเราะออกมาดัง ๆ ทำไมไม่รอเหรอ?
ถ้าเมื่อคืนเธอรออยู่ในห้องนั้นอีกแค่วินาทีเดียว ป่านนี้คงโดนไอ้สารเลวนั่นข่มขืนไปแล้ว
แต่เธอไม่อยากจะอธิบายอะไรให้คนอย่างวิชญะฟังอีก จึงเพียงพยักหน้าเบา ๆ "งั้นฉันผิดเองแหละ"
น้ำเสียงของเธอราบเรียบจนน่าใจหาย
แต่ในหูของวิชญะ น้ำเสียงนั้นฟังดูประชดประชันสิ้นดี
ใบหน้าของเขามืดครึ้มลงในทันที "เจนจิรา นี่คุณใช้น้ำเสียงแบบไหนกับผม? แค่เพราะเมื่อคืนผมไปส่งนาตาลีที่บ้านก่อน คุณถึงกับต้องทำตัวเองให้เข้าโรงพยาบาลเลยเหรอ? ถึงคุณอยากจะเรียกร้องความสนใจจากผม ก็ไม่เห็นต้องเอาสุขภาพตัวเองมาล้อเล่นแบบนี้เลยนะ"
ที่แท้เขาคิดว่า เพราะเขานอกใจ เธอเลยทำร้ายตัวเองเพื่อลงโทษเขาอย่างนั้นหรือ?
เดิมทีเธอแทบไม่มีแรงจะพูด แต่พอได้ยินเรื่องตลกพรรค์นี้ เธอกลับหลุดขำออกมา
ผู้ชายคนนี้จะหลงตัวเองเกินไปหน่อยไหม?
เสียงของเธอแผ่วเบาลง “วางใจเถอะ คุณจะไม่ต้องมีเรื่องนั้นมากวนใจอีกแล้ว”
สำหรับผู้ชายคนนี้ เธอไม่เหลือความคาดหวังใด ๆ อีกแล้ว
"เจนจิรา!"
วิชญะคิดว่าเธอยังโกรธอยู่ จึงขึ้นเสียงด้วยความโมโห "คุณจะงี่เง่าไปถึงไหน? ผมอธิบายไปแล้วไงว่าที่ต้องไปส่งนาตาลีก่อน เพราะน้องเป็นผู้หญิง กลับบ้านเองมันอันตราย ผมกับน้องไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคิด สำหรับผม นาตาลีก็เป็นแค่น้องสาวคนหนึ่ง คุณเลิกคิดมากได้ไหม?"
"อ๋อ... น้องสาว"
ผู้ชายคนนี้ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตาจริง ๆ
ชั่ววูบหนึ่ง เธออยากจะปาหลักฐานการนอกใจทั้งหมดใส่หน้าเขา
แต่ก็ต้องข่มใจไว้
อีกแค่ ยี่สิบแปดวันเท่านั้น
ครบ ยี่สิบแปด วันเมื่อไหร่ เธอจะเขี่ยเขาออกไปจากชีวิตทันที
น้ำเสียงของเธอเย็นชาจนแทบไร้ความรู้สึก "งั้นก็ยินดีด้วยนะ ที่ได้น้องสาวดี ๆ เพิ่มมาอีกคน"
วิชญะโกรธจนพูดไม่ออก หน้าดำหน้าแดงไปหมด
เจนจิราเองก็ไม่อยากจะต่อความยาวสาวความยืด พอดีกับที่พยาบาลเดินเข้ามา
เธอจึงหันไปพูดว่า "ฉันต้องการออกจากโรงพยาบาลค่ะ รบกวนช่วยพาไปทำเรื่องหน่อยได้ไหมคะ?"
พยาบาลทำหน้างง หันไปมองวิชญะ ปกติมีญาติมาเฝ้า ทำไมคนไข้ต้องไปทำเรื่องเอง?
"ไม่ต้องไปสนใจเขาหรอกค่ะ พาฉันไปเถอะ"
พยาบาลพยักหน้า กำลังจะเอ่ยปาก แต่วิชญะก็ก้าวยาว ๆ เข้ามาขวาง กดเสียงต่ำ "ผมไปเอง!"
เจนจิราคร้านจะทะเลาะด้วย จึงปล่อยเลยตามเลย
หลังจากเก็บข้าวของเสร็จ เธอก็เดินออกจากห้องพักฟื้น
เมื่อมาถึงเคาน์เตอร์พยาบาล เธอจึงเอ่ยถามว่า "ฉันเจนจิรา จากห้อง หนึ่งแปดแปดเจ็ด นะคะ ขอโทษนะคะ ไม่ทราบว่าเมื่อวานใครเป็นคนมาส่งฉันเหรอคะ?"
