บทที่ 8 กลิ่นน้ำหอมและรอยจูบบนตัวเขา
อีกฝ่ายอุตส่าห์ช่วยชีวิตเธอไว้ ไม่ว่าอย่างไรเธอก็ควรไปกล่าวขอบคุณเขาให้เหมาะสม
ทว่า พยาบาลกลับพลิกดูบันทึกประวัติผู้ป่วยไปมา ก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ "คนที่มาส่งคุณไม่ได้ลงบันทึกชื่อไว้ค่ะ"
เจนจิราชะงักไปครู่หนึ่ง... หรือว่าเขาจะเป็นคนปิดทองหลังพระ?
คนแบบนี้ในสมัยนี้หาได้ยากเต็มที
เธอเอ่ยขอบคุณพยาบาลเบา ๆ ก่อนจะหันหลังกลับ
ในตอนนั้นเอง วิชญะก็จัดการเรื่องใบนัดและรับยาเสร็จเรียบร้อย เขาเดินเข้ามาพร้อมถุงยาในมือ แล้วพูดสั้น ๆ ว่า "ไปกันเถอะ"
เจนจิราไม่ได้ตอบ
แม้ในใจเธอจะไม่อยากกลับไปกับเขา และไม่อยากแม้แต่จะขึ้นไปนั่งบนรถของเขา เพราะความรู้สึกรังเกียจที่ฝังลึกอยู่ในใจ
แต่เธอก็รู้ดีว่า ในสภาพนี้เขาคงไม่มีทางปล่อยให้เธอกลับคนเดียวแน่
สุดท้ายเธอจึงเลือกที่จะเงียบ
พอกลับถึงบ้าน เธอก็เดินตรงเข้าห้องนอนของตัวเองทันทีโดยไม่แม้แต่จะหันหลังไปมองเขา
นับตั้งแต่วันที่เธอรู้ความจริงว่าเขานอกใจเธอก็หมดใจที่จะร่วมเรียงเคียงหมอนกับเขาอีกต่อไป จึงแยกตัวออกมานอนในห้องรับรองแขกที่ว่างอยู่
วิชญะเองก็ไม่ได้อยู่นิ่งเขาจัดการเตรียมกระเป๋าน้ำร้อนให้เธอ ก่อนจะลงไปในครัวเพื่อต้มข้าวต้ม
แม้เจนจิราจะเริ่มตั้งสติได้จากความเจ็บปวดเมื่อวานนี้แล้วแต่ร่างกายของเธอก็ยังคงอ่อนแรงและตึงเครียดจนแทบไม่มีแรงจะขยับตัว
เธอล้มตัวลงนอนบนเตียง กอดกระเป๋าน้ำร้อนแนบอก แล้วค่อย ๆ หลับไปอย่างสะลึมสะลือ
ไม่นานนัก วิชญะก็ต้มข้าวต้มเสร็จ
เขาถือถาดอาหารเข้ามาในห้อง ก่อนจะเอื้อมมือไปแตะกระเป๋าน้ำร้อนในอ้อมแขนของเธอ
มันเริ่มเย็นลงแล้ว
"ผมเสียบกาน้ำร้อนไว้แล้ว เดี๋ยวเปลี่ยนน้ำให้ใหม่คุณทานข้าวต้มร้อน ๆ รองท้องก่อนนะ จะได้กินยาแล้วนอนพักต่อ"
เขาดึงกระเป๋าน้ำร้อนออกอย่างเบามือ นั่งลงข้างเตียง แล้วตักข้าวต้มเป่าให้หายร้อน ก่อนจะค่อย ๆ ป้อนเธอ
ภาพตรงหน้า ทำให้เธอเผลอคิดไปถึงอดีต ช่วงเวลาที่พวกเขาเพิ่งแต่งงานกันใหม่ ๆ ช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความหวาน ทุกครั้งที่เธอป่วย เขาก็จะดูแลเธออย่างใกล้ชิด ใส่ใจทุกรายละเอียดราวกับเธอเป็นคนสำคัญที่สุดในโลก
ชั่วขณะหนึ่ง เธอเกือบจะเชื่อว่าเขายังรักเธออยู่
แต่แล้ว...เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นฉับพลัน ตัดความรู้สึกนั้นออกเป็นชิ้น ๆ
เจนจิราหันไปมองโดยสัญชาตญาณ หน้าจอโทรศัพท์สว่างขึ้นปรากฏชื่อที่บันทึกไว้ว่า 'น้องลี'
ชื่อเรียกที่สนิทสนมเกินไป
ความรู้สึกคลื่นไส้ตีตื้นขึ้นมาที่ลำคอทันที เธอแทบจะสำรอกข้าวต้มที่เพิ่งกลืนลงไปออกมา
วิชญะรีบคว้าโทรศัพท์ขึ้นมา แล้วคว่ำหน้าลงอย่างรวดเร็ว
เขาไม่รับสาย
เสียงเรียกเข้าดังอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเงียบไปเอง
แต่เพียงไม่กี่วินาทีเสียงแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชัน ไลน์ ก็ดังขึ้นรัวไม่หยุดเสียงดังก้องอยู่ในห้องนอนที่เงียบงัน ราวกับเป็นการท้าทายอย่างเปิดเผย
เจนจิรามองเขาด้วยสายตาเรียบเฉย "ไม่รับสายเหรอคะ?"
วิชญะไม่ได้ตอบ
สายตาของเขาเหลือบไปมองโทรศัพท์อยู่หลายครั้ง ก่อนจะเอื้อมมือไปกดปิดเสียง
ห้องกลับมาเงียบอีกครั้ง
แต่ความเงียบนั้น...หนักอึ้งกว่าเดิมหลายเท่า
เขาเลี่ยงคำถามของเธอ แล้วหยิบแก้วน้ำอุ่นส่งให้ "ทานยาก่อนนะครับ แล้วนอนพักผ่อนให้เต็มที่ พรุ่งนี้อาการน่าจะดีขึ้น"
เจนจิรารับยาไปกินอย่างว่าง่าย ก่อนจะล้มตัวลงนอน
เธอหลับตา หายใจสม่ำเสมอ ราวกับหลับสนิท
วิชญะก็ไม่รอช้าแม้แต่นาทีเดียว เขาคว้าโทรศัพท์แล้วเดินออกจากห้องไปทันที
ที่โถงทางเดิน เขาโทรกลับหา 'นาตาลี' อย่างรวดเร็ว "ผมกำลังจะไป เดี๋ยวนี้แหละ รอผมนะ อย่าเพิ่งไปไหน..."
เขาพยายามกดเสียงให้เบาที่สุด
หารู้ไม่ว่า เจนจิราไม่ได้หลับเลยแม้แต่น้อย
ท่ามกลางความมืดในห้องนอน เธอลืมตาโพลงขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ นัยน์ตาคู่สวยทอประกายเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง
เธอได้ยินเสียงฝีเท้าของเขาที่รีบร้อนลงบันได ได้ยินเสียงเขาหยิบกุญแจรถ และได้ยินเสียงประตูบ้านเปิดออกแล้วปิดลง...
กระเป๋าน้ำร้อนในอ้อมกอดเย็นชืดสนิทแล้ว เช่นเดียวกับหัวใจของเธอ
หลังจากผ่านความเจ็บปวดแสนสาหัสเมื่อคืนวาน เธอไม่มีความคาดหวังใด ๆ ในตัวผู้ชายคนนี้อีกแล้ว
ผู้ชายที่เปลี่ยนใจ ก็เหมือนผลไม้ที่เน่าเสีย มันจะเริ่มเน่าเฟะจากข้างในออกมาสู่ข้างนอก...
เธอแค่ไม่เข้าใจว่า ในเมื่อเรื่องมันมาถึงขั้นนี้แล้ว เขายังจะมาเล่นละครบท 'พ่อพระ' ต่อหน้าเธอไปเพื่ออะไร?
หญิงสาวแค่นหัวเราะออกมาอย่างสมเพช
...
วิชญะกลับมาถึงบ้านตอนหกโมงเช้า ฟ้าเริ่มสางแล้ว
เจนจิราตื่นแล้ว และถึงขั้นทำอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อย เธอกำลังนั่งทานอาหารอยู่ที่โต๊ะอาหารด้วยท่าทีสงบนิ่ง
ชายหนุ่มชะงักไปเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าเขาคาดไม่ถึงว่าเธอจะตื่นเช้าขนาดนี้ สีหน้าของเขาฉายแววประดักประเดิดวูบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถาม "ทำไมไม่นอนต่ออีกหน่อยล่ะ?"
"นอนเต็มอิ่มแล้วค่ะ"
เธอตอบเสียงเรียบ
วิชญะขมวดคิ้วเล็กน้อย
แต่เมื่อเห็นว่าทุกอย่างดูปกติดี เธอทำเหมือนไม่รู้เรื่องราวอะไร และเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
หารู้ไม่ว่า เจนจิราได้กลิ่นน้ำหอมผู้หญิงฉุนกึกที่ติดตัวเขามาตั้งแต่เขาเดินเข้าประตู และเธอยังเห็นรอยจูบสีแดงช้ำที่ลูกกระเดือก รวมถึงรอยลิปสติกที่เปื้อนบนปกเสื้อเชิ้ตของเขาได้อย่างชัดเจน
"ผมขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะ"
เขาเดินขึ้นชั้นบนไป
เจนจิราไม่ได้พูดอะไร
เมื่อใกล้ถึงเวลาเข้างาน เขาก็เดินลงมาจากห้อง
ประจวบเหมาะกับที่เธอก็แต่งตัวเสร็จเรียบร้อยและเดินออกมาจากห้องของเธอเช่นกัน
ทั้งที่เป็นสามีภรรยากันแท้ ๆ แต่กลับต้องแยกห้องนอน
เขาดูไม่พอใจเล็กน้อย "ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคุณต้องย้ายไปนอนห้องนั้น เมื่อไหร่คุณจะย้ายกลับมา?"
"ช่วงนี้ฉันหลับไม่ค่อยสนิทค่ะ กลัวจะรบกวนคุณ แล้วก็ไม่อยากให้คุณมารบกวนฉันด้วย เอาไว้ให้การนอนของฉันปกติกว่านี้ก่อนค่อยว่ากัน"
เธอตอบส่ง ๆ ไปอย่างไม่ใส่ใจ แล้วเตรียมจะเดินลงบันได
วิชญะเพิ่งจะสังเกตเห็นชุดที่เธอสวมใส่ เสื้อสูทลำลองเนื้อบางเบาสีครีมกากี เข้าชุดกับกางเกงขาสั้นสีเดียวกัน ดูทะมัดทะแมงและมีความเป็นมืออาชีพ
เขาเดาเจตนาของเธอไม่ออก จึงถามขึ้นว่า "คุณจะเข้าบริษัทเหรอ?"
เจนจิราหันกลับมามองเขา
วิชญะทึกทักเอาเองว่าเธอคงจะไปทำงาน เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปาก "คุณยังไม่ค่อยดีขึ้นเท่าไหร่เลยนะ พักผ่อนอยู่บ้านเถอะ ใบลาออกของคุณผมอนุมัติแล้ว งานของคุณให้...เจตน์ มารับช่วงต่อ ก็ไม่มีอะไรต้องส่งมอบงานแล้ว ไม่ต้องเข้าบริษัทหรอก"
ตอนที่เอ่ยชื่อ 'เจตน์' เขาชะงักไปนิดหนึ่ง
จริง ๆ แล้ว เขาคงอยากจะพูดว่าให้ 'นาตาลี' มาทำแทนมากกว่าสินะ?
เจนจิรารู้ทันความคิดนั้นแต่ไม่พูดแทงใจดำ เธอเพียงแค่ยิ้มให้เขาบาง ๆ "ก็ดีค่ะ งั้นต่อไปนี้เราจะไม่คุยเรื่องงานกันที่บ้าน ฉันไม่ถาม คุณก็ไม่ต้องเล่า ต่อจากนี้ไป ฉันจะใช้ชีวิตเสวยสุขให้เต็มที่เสียที"
อย่าหลงคิดว่า พอเกิดปัญหาที่บริษัทแล้วจะมาหลอกใช้ให้เธอออกหน้าไปลุยไฟ พอแก้ปัญหาเสร็จ ก็มาชุบมือเปิบแย่งผลงาน แล้วถีบหัวส่งเธอออกไปง่าย ๆ
คนอย่างเจนจิรา... ไม่ใช่คนที่จะยอมให้ใครมาหลอกใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีกต่อไป
