บทที่ 1 คดีปริศนา

ท่ามกลางทีมพิสูจน์หลักฐานหน่วยสืบสวน การทำงานเป็นทีมระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมกับแพทย์นิติเวช นายแพทย์พร้อมรบ เลิศลีลากำลังครุ่นคิดขณะมองร่างไร้วิญญาณ และสังเกตทุกจุดของบาดแผลบนร่างนั้น รวมไปถึงพยานวัตถุที่ตกอยู่ในที่   เกิดเหตุ นิติเวชหนุ่มเหลือบตามองตามมือเจ้าหน้าที่ที่กำลังหย่อนมีดปลายแหลมใส่ลงถุงพลาสติกแบบซิปล็อก ขณะฟังเพื่อนยศสารวัตรให้ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ตายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“ผู้ตายชื่อจรัสศรี กลิ่นจันทร์ ปีนี้อายุ 29 ประกอบอาชีพเป็นพริ้ตตี้ นางแบบ”

นายแพทย์หนุ่มกวาดตามองสภาพโดยรอบห้องเกิดเหตุ ไล่ตั้งแต่โคมไฟระย้าขนาดเล็กที่ห้อยจากเพดาน ไปจนถึงผนังฝั่งตรงข้ามที่มีโซฟาตั้งข้างตู้หนังสือริมหน้าต่าง ข้าวของที่เคยจัดเรียงเรียบร้อยบนชั้นบัดนี้กระจายเกลื่อนอยู่บนพื้นห้อง นิติเวชหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองสบตาเพื่อน ทั้งใบหน้าและแววตาไม่บ่งบอกอารมณ์

“เวลาราวสองทุ่มเศษที่เจ้าหน้าที่ชุดแรกมาถึง พบว่าฝ่ายชายฟูมฟายอยู่ข้างศพผู้ตาย เขาอ้างว่าเป็นคนรักของผู้ตายและมาเยี่ยมเธอตั้งแต่ช่วงบ่ายสี่โมงเย็น ก่อนจะมีปากเสียงกันหนักเรื่องความหึงหวง เขาพูดว่าพยายามจะกลับออกไปเพื่อหลีกเลี่ยงการบันดาลโทสะ แต่ผู้ตายกลับคว้ามีดปอกผลไม้ในครัวขึ้นมาจ่อคอตัวเอง ขู่ว่าจะฆ่าตัวตาย เลยเกิดการยื้อแย่งมีดก่อนจะล้มลงทั้งคู่...สุดท้ายกลายเป็นผู้ตายล้มทับมีด เป็นเหตุให้เธอเสียชีวิต” สารวัตรชัยยศอธิบายเสียงเรียบ แต่แฝงแววขบคิด

นายแพทย์พร้อมรบ กวาดตามองสภาพบาดแผลขนาดใหญ่ที่หน้าท้อง ซึ่งทำให้เธอเสียเลือดมาก

“รอยเลือดที่ตกลงบนพื้นแสดงถึงความพยายามดิ้นรนเอาชีวิตรอดของเหยื่อชัดเจน” แต่อีกด้านก็ทำให้นายแพทย์หนุ่มฉุกคิดว่า... “หากผู้ชายอ้างว่าอยู่กับเหยื่อในระหว่างเกิดเหตุจริง แต่กลับไม่มีร่องรอยการช่วยเหลือเหยื่อเลย เขาทำอะไรอยู่ขณะที่เธอกำลังจะตาย”

นายแพทย์หนุ่มเงยหน้าขึ้นมองสบตาเพื่อนนิ่งๆ พลางเหลือบมองหากล้องวงจรปิดภายในห้องทำให้สารวัตรหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย ครุ่นคิดอย่างค้างคาใจพร้อมกับเอ่ยเสียงขรึม

“...เสียดายห้องนี้ไม่มีกล้องวงจรปิด”

บรรยากาศตึงเครียดจากความอับจนที่จะไขปริศนาของคดี ทำให้นายแพทย์หนุ่มเผลอกัดริมฝีปาก หรี่ตามองรอบห้องราวจะหาหลักฐานบางอย่างและหันไปเหลือบตามองร่างไร้วิญญาณที่เจ้าหน้าที่กำลังทำการเคลื่อนย้ายออกไปเงียบๆ

ในห้องผ่าศพเย็นจัดและเงียบ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำให้ห้องเย็นจัดกว่าปกติ พร้อมรบในชุดแพทย์ผ่าตัด ใบหน้าถูกปกปิดด้วยหน้ากากอนามัย และเขาใส่ถุงมือยางสีขาวขณะยืนข้างเตียงผ่าพิสูจน์ศพที่มีร่างของพริ้ตตี้สาว แล้วเอื้อมไปหยิบแหนบกับแสงไฟส่องเฉพาะจุดลงที่ผิวหนังซีดเซียวของผู้ตาย เพื่อค้นหาร่องรอยแปลกปลอม ขณะเสียงเครื่องดูดควันที่กำลังทำงานเบา ๆ กลับดังชัดในห้องอันเงียบงัน

ภายใต้แสงสีขาวนายแพทย์พร้อมรบค่อย ๆ ตรวจดูรอยบีบรอบข้อมือ ขณะที่ในใจก็ตั้งคำถามถึงแรงที่ใช้ บ่งบอกถึงกำลังของคนร้ายว่ามีแรงหรือไม่ รวมถึงลักษณะของการบีบจับ... จากรอยช้ำและรอยบีบที่เหลืออยู่ เขาพบว่ามีรอยเล็บจิกลงลึกตามผิวหนัง และการบีบจับที่รุนแรงจนกระดูกแทบจะแตกร้าว นี่ไม่ใช่แค่การทะเลาะธรรมดา แพทย์หนุ่มใช้แหนบยกซี่โครงที่แตกร้าวอย่างระมัดระวัง จนพบว่ารอยแตกดูมีลักษณะบิดเบี้ยว และชำแหละกระดูกในมุมที่ดูไม่สมดุล บ่งชี้ว่าแรงที่กระทำนี้น่าจะเป็นการกดทับหรือบีบอย่างรุนแรงจากด้านข้าง ขัดแย้งกับคำให้การเรื่องการล้มทับตามปกติ

บาดแผลที่คอน่าจะเกิดจากการบีบคออย่างแรง ไม่ใช่การขู่หรือกดเบา ๆ และกระดูกซี่โครงที่บิดเบี้ยวทำให้เขาเชื่อว่าความตายนี้อาจไม่ใช่เพียงแค่อุบัติเหตุหรือการล้มลงตามคำกล่าวอ้าง

“หรือว่า...เขาต้องการปกปิดอะไรบางอย่าง”

ความคิดนี้แวบขึ้นมาในใจพร้อมรบ ขณะเขาบันทึกรายละเอียดลงบนเอกสารแล้วเก็บตัวอย่างเลือดกับสารตกค้างในกระเพาะอาหาร ก่อนจะหยุดสังเกตถึงสีของของเหลวที่เก็บได้ ดูเหมือนจะมีบางอย่างไม่ปกติ

“ดูเหมือนนี่จะไม่ใช่การตายแบบธรรมดาแน่”

เขาพึมพำกับตัวเอง เตรียมเอกสารรายงานเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เริ่มต้นดำเนินคดีนี้เป็นคดีฆาตกรรม

หญิงสาวหุ่นเย้ายวนตรงหน้า เธอชื่อว่า ‘วาดฝัน’ ถ้าไม่นับเรื่องการไม่ใส่ใจตัวเอง วาดฝันก็จัดว่าเป็นผู้หญิงที่หน้าตาดีคนหนึ่ง แค่เธอไม่ใช่คนตามแฟชั่นทำให้ถูก ‘ภาพศิลป์’ แฝดน้องที่เกิดหลังเธอสองนาทีค่อนขอดเอาบ่อยๆ พ่อแม่ของเธอเป็นครูสอนระดับประถมศึกษา ในโรงเรียนเล็กๆ แห่งหนึ่งที่จังหวัดลำปาง ครูสืบสาน หัวหน้าครอบครัวสิริโสภาพรรณรายผู้เป็นพ่อเป็นครูสอนศิลปะ ส่วนครูวาสนาผู้เป็นแม่ เป็นครูภาษาไทย ซึ่งอาจจะเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เธอเป็นคนช่างจินตนาการ เธอมีนิสัยชอบนั่งอ่านหนังสือเงียบ ๆ ในมุมเล็ก ๆ ที่หลังบ้าน เธอมักจะมีเก้าอี้ไปกางใต้ต้นไม้ใหญ่ เปิดสมุดบันทึกจดความคิดและความฝันของตัวเองลงไป บางทีอาจจะเขียนบทกลอน หรือไม่ก็วาดรูปตามอารมณ์ แต่เธอไม่เคยให้ใครเห็นสิ่งเหล่านี้เพราะคิดเสมอว่าความคิดของเธอคงไม่น่าสนใจสำหรับใคร

การเรียนของเธอเหมือนกับการเดินทางที่ไม่เคยไปถึงจุดหมาย ต่างกับภาพศิลป์น้องชายฝาแฝดที่เป็นเหมือนทุกสิ่งที่ตรงข้ามกับเธอ ขณะที่น้องสอบได้ที่หนึ่งในระดับจังหวัดทุกปี ส่วนวาดฝันสอบติดแค่โรงเรียนใกล้บ้าน แล้วต้องซ่อมวิชาคณิตศาสตร์เกือบทุกครั้ง ทุกการสอบเหมือนจะย้ำเตือนให้เธอรู้ว่า เธอไม่เคยเก่งพอจะทำให้พ่อแม่ภูมิใจแบบน้องชาย เป็นเรื่องที่คนรอบตัวมักเปรียบเทียบเธอกับภาพศิลป์เสมอ ถึงแม้เธอจะพยายามไม่คิดมากกับคำพูดเหล่านั้น แต่มันก็ฝังอยู่ในใจของเธอเรื่อยมา เธอเคยคิดว่าหากวันหนึ่งทำอะไรได้ดีเทียบเท่าน้องชาย

บทถัดไป