บทที่ 15 ความเจ็บปวด
ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วร่างก่อนจะแทรกลึกทะลวงเข้าไปในห้วงหัวใจ คนสิ้นหวังทดท้อกับมรสุมชีวิตของตัวเองมาหนักหนา ลุกขึ้นยืนตัวสะท้านด้วยกระแสอารมณ์ที่หลากหลาย แววตาร้าวรานมองใบหน้าดุดันของน้องชายนิ่งเงียบ ความรู้สึกไม่ผิดกับถูกกระชากผมขึ้นมาด้วยมือที่เธอไม่คิดว่าจะทำร้ายตัวเองได้จากคนที่ตนรักสุดหัวใจอย่างภาพศิลป์ ไม่ใช่ไม่เคยทะเลาะกันแต่ไม่เคยสักครั้งที่ภาพศิลป์จะพูดจาทำร้ายจิตใจเธอถึงขนาดนี้ หัวใจเปราะบางเจ็บหน่วงด้วยความอ่อนไหว อ่อนแอจนไม่สามารถกลั้นน้ำตาไว้ได้
“แกไล่ฉันเหรอศิลป์” วาดฝันยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่กลั้นไม่ไหว “ฉันเป็นปรสิตของชีวิตแกอย่างนั้นเหรอ”
“เออ ถ้าไม่มีเธอ ฉันคงมีความสุขกว่านี้ เธอมันเกิดมาเพื่อเป็นมารชีวิตของฉันวาดฝัน” โทสะตัวเดียวทำเอาภาพศิลป์ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ ความโกรธเหมือนไฟลามทุ่งซึ่งเกิดจากพฤติกรรมล้ำเส้นของวาดฝัน สะสมมาเนิ่นนาน ไม่ต่างกับระเบิดเวลา
“แกเกลียดฉันขนาดนั้นเลยสินะ” น้ำตาเม็ดใหญ่ไหลเป็นสายผ่านหางตาเปื้อนใบหน้าซีดเผือด
“เกลียดเหรอ...มันมากกว่าคำว่าเกลียดอีก ชีวิตที่ควรจะสมบูรณ์ของฉันทำไมต้องมาร่วมท้องพ่อแม่เดียวกันกับคนไม่เอาถ่านอย่างเธอด้วย” คนเป็นน้องระเบิดคำพูดอย่างดุดัน
“ถ้าไม่มีฉันในโลกของแก แกจะดีใจมากใช่ไหม” น้ำตาไหลพรากออกมาจากใจที่เจ็บปวด แต่เหมือนคนซาดิสม์ เสพติดความทรมานอันแสบสันเพราะแค่อยากแน่ใจว่าตัวเธอไร้ค่าในสายตาคนเป็นน้องอย่างแท้จริง
แม้จะพยายามตัดขาด แต่วินาทีที่วาดฝันร้องไห้ออกมา ภาพศิลป์ก็อึ้งไปเล็กน้อย สายตาของเขามองไปที่เธออย่างไม่ตั้งใจ รู้สึกเจ็บแปลบอย่างที่เขาไม่อยากยอมรับว่ามีอยู่จริง แต่เขาก็ฝืนใจหันหน้าหนีแล้วพูดด้วยเสียงเย็นชาเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกนั้น
“ถ้ามีวันนั้นจริง ฉันคงมีชีวิตที่สมบูรณ์ที่สุดเสียที”
“เออ! ก็ได้ศิลป์ ก็ได้...ฉันขอโทษที่เกิดมาเป็นภาระในชีวิตแก ขอโทษที่กวนใจแกมาตลอดทั้งชีวิต ขอโทษที่ฉันคิดไปเองว่าเราเป็นพี่น้องที่รักกัน ฮือ ๆ”
วาดฝันพูดไปร้องไห้ไป เธอใช้หลังมือปาดน้ำตาที่ล้นเอ่อเพราะความเจ็บปวด สมเพชตัวเองที่ต้องเจ็บอย่างไม่เคยเจ็บกับเรื่องอื่นใด เท่าเรื่องนี้ เธอรักภาพศิลป์เท่าที่รักชีวิตตัวเอง ถึงน้องจะเป็นผู้ชายปากร้ายแต่ไม่เคยปล่อยให้เธอถูกใครรังแก ภาพศิลป์คือ ฮีโร่ คือครอบครัว คือชีวิตของเธอ
“ฉันจะไปจากชีวิตแกตั้งแต่วันนี้เลย...แกจะได้มีชีวิตที่สมบูรณ์แบบอย่างที่แกต้องการ”
ความรู้สึกสะท้อนผ่านม่านน้ำตา แววตาเศร้ามองสบตาแฝดน้องแล้วรีบหลบสายตา หันหลังหนีดวงตาเกรี้ยวกราดพลางสะอื้น สภาพคล้ายสัตว์บาดเจ็บ ไม่มีแรงสู้และหนี ไม่เหมือนวาดฝันจอมเฮี้ยวที่ชอบต่อล้อต่อเถียงคนเก่า คนใจเจ็บเดินไว ๆ เข้าไปหยิบกระเป๋าสตางค์กับกุญแจรถของตัวเอง ตัดสินใจจะไปตายดาบหน้า ไม่อยู่ให้ภาพศิลป์รำคาญอีกแม้แต่วินาทีเดียว
เขาควรโล่งอกและดีใจสิที่วาดฝันกำลังจะออกไปจากชีวิตตัวเองเสียที แต่ทำไมไอ้ความวูบโหวงประหลาด ๆ ที่เกิดขึ้นถึงทำให้เขาปฏิเสธไม่ได้ว่าเกิดความลังเล แววตาเศร้าเจ็บปวดของวาดฝันทำอารมณ์เขาดิ่งไปด้วยแต่ทิฐิก็ทำให้เขาปากหนักเกินกว่าจะรั้งแฝดสาวไว้ได้แต่มองเธอเดินห่างออกไปทั้งสะอื้นอย่างสับสน
“ท่าทางเธอดูจะเสียใจมากนะศิลป์”
คู่ควงคนล่าสุดของภาพศิลป์แสดงความคิดเห็น หลังแอบออกมาสังเกตอาการของสองพี่น้องพักใหญ่ เธอเห็นความหม่นหมองในดวงตาของวาดฝันและเห็นความสงสารปะปนความรู้สึกผิดในดวงตาของภาพศิลป์
“เธอควรได้รับบทเรียนนั้นแล้ว”
ภาพศิลป์กล่าวพร้อมถอนหายใจแรงระบายความรู้สึกผิดที่จู่โจมหัวใจ แม้จะพยายามปลอบใจตัวเองว่าตนไม่ผิด วาดฝันควรได้รับบทเรียน
“แต่ถึงยังไงเธอก็เป็นคนในครอบครัว คุณไม่ควรพูดจากับเธอแรงขนาดนั้นนะคะ” หญิงสาวไหวไหล่พลางเอ่ยเตือนสติ
“ช่างเถอะ เดี๋ยวเธอก็กลับมาเองนั่นแหละ คนไม่เอาไหนอย่างวาดฝันจะไปไหนได้ไกล” เขาไหวไหล่ พูดเหมือนไม่ใส่ใจทั้งที่ในใจเป็นห่วงและกังวลสารพัด
“ออกไปทั้งสภาพอารมณ์แบบนั้น คุณไม่กลัวเธอไปเจออุบัติเหตุเหรอ เกิดเธอเป็นอะไรไปจริง ๆ คุณแน่ใจนะว่าจะแบกรับความรู้สึกผิดได้”
หัวใจแกร่งเหมือนถูกกระชากออกจากอก คำพูดของคู่ควงสาวทำให้เขาฉุกคิด วาดฝันยิ่งทำอะไรไม่ได้ความสักเรื่อง หากแม่ตัวยุ่งเป็นอะไรขึ้นมาจริง เขาจะทำยังไง ความห่วงใยจู่โจมจนภาพศิลป์ร้อนรน ต้องรีบกลับเข้าไปแต่งตัวพร้อมกับคว้ากุญแจรถและกระเป๋าสตางค์เดินเร็ว ๆ ออกจากห้องไปทันที
รถสีขาวแล่นออกจากถนนที่พลุกพล่าน วาดฝันพยายามกลั้นน้ำตาเมื่อนึกถึงคำพูดตัดรอนของภาพศิลป์ คำพูดที่แทงใจราวกับว่าเธอไม่มีค่าอะไรในสายตาเขาอีกต่อไป ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บ เธอสะอื้นแผ่ว ๆ ในลำคอ
“ไอ้น้องเฮงซวยเอ๊ย...ฉันแค่เผลอเข้าไปหลับในห้องแกแค่นี้ แกต้องด่าฉันรุนแรงขนาดนั้นเลยเหรอวะ คอยดูนะ! ฉันจะโทรไปฟ้องพ่อแม่ให้เล่นงานแกให้อ่วมไปเลย ไอ้น้องชั่ว ไอ้น้องเลว เห็นผู้หญิงดีกว่าพี่ ไอ้บ้าศิลป์ ไอ้หื่นแตก ฉันจะลืมให้หมดว่ามีน้องนิสัยห่วย ๆ อย่างแก ฮือ ๆ”
