บทที่ 3 จุดเปลี่ยน

“ใช่นะสิยะ เพราะอย่างนั้นเธอคงไม่ต้องให้ฉันออกปากไล่ซ้ำซากใช่ไหมวาดฝัน”

ปวีณาชักสีหน้าส่งสายตาเกรี้ยวกราดมองคนทำงานพลาดอีกครั้งด้วยความโมโหแล้วสะบัดหน้าหนี หันหลังให้ เดินกลับห้องทำงานของตนราวพายุจนคนทำผิดไม่กล้าเอ่ยวิงวอนขอความเห็นใจ

“พี่ฝันคะ” เพลงรักเรียกเบา ๆ แต่เหมือนจะดังชัดเจนกว่าเสียงลมหายใจที่หายไปแล้วของสาวรุ่นพี่

         วาดฝันยังคงตกใจไม่หายจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่ แววตาของเธอเต็มไปด้วยความสับสนและความเครียดในทุกคำพูดที่หลุดออกจากปากเจ้านายสุดเฮียบ จนกระทั่งเสียงของเพลงรักได้สะกดเธอไว้

         “เพลง...พี่จะทำยังไงดี พี่แป๋วไม่ให้อภัยพี่แน่ๆ พี่จะทำยังไงดีฮะเพลง” เสียงของวาดฝันฟังดูหดหู่ สะท้อนความสิ้นหวังจากใจจริง ใบหน้าของเธอซีดเผือด ผมที่เคยจัดทรงมาอย่างดีตอนนี้ดูยุ่งเหยิงไปหมด

         “พี่ฝัน...หนูอยู่ตรงนี้นะ เราค่อย ๆ คิดหาทางออกไปด้วยกันค่ะ” เพลงรักรีบยื่นมือไปจับมือสาวรุ่นพี่ไว้แน่น ดวงตาของเธอสื่อถึงความตั้งใจเต็มเปี่ยมที่จะไม่ปล่อยให้วาดฝันตกอยู่ในความเครียดเพียงลำพัง เพลงรักหยิบกระดาษทิชชูขึ้นมาซับน้ำตาบนแก้มที่เริ่มเปียกชื้น

         “พี่แป๋ว...ก็อารมณ์ร้ายแบบนี้แหละค่ะ แต่หนูเชื่อว่าเราจะหาทางออกได้”

         “ฮือ ๆ คราวนี้พี่ต้องอดตายแน่ ๆ ถ้าไม่มีงานทำ แล้วทีนี้พี่จะทำยังไงดีล่ะเพลง” วาดฝันร้องเสียงสะอื้น ขณะทิ้งตัวลงบนเก้าอี้อย่างคนสิ้นหวัง รู้สึกอ่อนล้าเกินกว่าจะคิดหาทางออกได้

         “ใจเย็นก่อนค่ะพี่ฝัน ตอนนี้พี่แป๋วกำลังโมโห น้ำเชี่ยวอย่าเพิ่งเอาเรือไปขวางดีกว่าค่ะ รอให้แกหายโกรธแล้วค่อยไปขอโทษแกอีกทีนะคะ ช่วงนี้พี่ก็พึ่งงานเขียนหารายได้ไปพลาง ๆ ก่อน นิยายของพี่มีคนอ่านเยอะจะตาย ยังไงก็ไม่ถึงกับอดตายหรอกค่ะ”

         เพลงรักปลอบและแนะนำสาวรุ่นพี่ที่ทำท่าเหมือนโลกจะถล่มทั้งที่เธอเห็นเป็นโอกาสของวาดฝันที่จะได้ทุ่มเททำในสิ่งที่รักอย่างสุดความสามารถเพื่อให้ถึงเป้าหมาย

         วาดฝันเหลือบตามองเพลงรักด้วยสีหน้าสิ้นหวังพร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าที่พยายามข่มกลั้นไม่ให้ระเบิดเสียงร้องไห้ออกมา “นี่เพลงกำลังจะบอกพี่ว่า พี่แป๋วไม่มีวันเปลี่ยนใจ ยกเลิกคำสั่งไล่พี่ออกจริง ๆ ใช่ไหม”

         “ก็เอ่อ...พี่ฝันก็รู้นิคะว่าพี่แป๋วเป็นคนยังไง” เพลงรักยิ้มเจื่อน หลบตาวาดฝันที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่เจ็บปวด

         “นี่หมายความว่าพี่แป๋วไล่พี่ออกแล้วจริง ๆ เหรอเพลง...ฮือ ๆ” เสียงของวาดฝันเริ่มดังขึ้น ร่างเพรียวสะอื้นออกมา จนอายไลน์เนอร์สีดำไหลเปื้อนทั่วใบหน้า เธอรู้สึกเหมือนกับโลกทั้งใบกำลังพังทลายลงมา

         เพลงรักรีบลุกขึ้นมาเคลื่อนตัวเข้าไปกอดวาดฝันไว้แน่น เอ่ยปลอบด้วยความเห็นใจ ท่ามกลางน้ำตาของอีกฝ่าย“พี่ฝันจ๋า...อย่าร้องไห้เลยนะ ดูสิ หน้าตาเลอะหมดแล้ว เราค่อย ๆ คิดกันไปนะคะ มันต้องมีทางออกสิคะ”

         “โฮฮฮ...” วาดฝันปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อาจทนฝืน

         เพลงรักทำได้แค่กอดสาวรุ่นพี่เป็นการปลอบ เธอไม่รู้จะช่วยวาดฝันอย่างไรทำได้แค่ให้กำลังใจอยู่ข้าง ๆ ในเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้

ตั้งแต่ที่วาดฝันโดนนายจ้างให้ออกจากงาน เธอยังหยุดร้องไห้ไม่ได้ ความเครียดเพิ่มขึ้นเมื่อคิดถึงปัญหาต่าง ๆ ที่รุมเร้า ทั้งงานเขียนที่ยังหาทางปิดต้นฉบับไม่ได้ ขณะที่เงินในบัญชีค่อย ๆ ลดลงแต่ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันยังสูงลิบ ทั้งค่าเช่าห้อง ค่าน้ำ ค่าไฟและหนี้สินที่เธอยังต้องผ่อนต่อไป

         หญิงสาวรู้สึกเหมือนกำลังจะจมลงในทะเลปัญหา ไม่รู้ต้องเริ่มจัดการตรงไหน แต่สิ่งที่ทำให้เธอเครียดที่สุดคือการย้ายกลับบ้านเกิดที่ลำปาง ที่ซึ่งเธอรู้ว่าจะต้องเผชิญกับการถูกเปรียบเทียบกับภาพศิลป์ตลอดไป

         “ไม่มีทาง...ฉันจะไม่ย้ายกลับลำปางเด็ดขาด...หัวเด็ดตีนขาดยังไงฉันก็จะอยู่ในกรุงเทพฯ” วาดฝันประกาศลั่นแม้ในใจจะเต็มไปด้วยความหวั่นไหวไม่มั่นใจ

         ในที่สุด...เมื่อเธอสิ้นหวังและมืดแปดด้านเช่นนี้ คนที่เธอคิดถึงก็คือภาพศิลป์ เขาคือที่พึ่งสุดท้ายในชีวิตเธอ น้องชายฝาแฝดที่เคยดูแลเธอตั้งแต่เด็ก แม้จะบ่นว่าเธอบ้างแต่ในวันที่ชีวิตของเธอแย่ที่สุด ภาพศิลป์คือคนที่อยู่ข้างเธอเสมอ

         “จะต้องให้ฉันคอยดูแลเธอไปจนโตเลยหรือยังไงฮะ”

         วาดฝันยังจำคำพูดน้องชายได้ เธอมองอาคารหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา คอนโดหรูหราที่ภาพศิลป์เช่าอยู่แล้วรู้สึกละอายใจที่จะก้าวเข้าไปในโลกส่วนตัวของน้องชาย แต่คนจนตรอกอย่างเธอก็จำใจต้องละทิ้งความรู้สึกที่กัดกินใจนั้นทิ้งไปเพื่อเอาชีวิตตัวเองให้อยู่รอดในสภาพเศรษฐกิจของเมืองหลวงแห่งนี้

         “ว่ายังไงนะ! เธอจะมาอยู่กับฉันเนี่ยนะ”

ชายหนุ่มที่กำลังทำหน้ายุ่งขณะร้องถามอย่างหงุดหงิดอยู่นี้คือ ‘ภาพศิลป์’  แฝดน้องของวาดฝัน เขาเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง รูปหน้าคมคายอายุ 26 ปี การแต่งตัวของเขาเนี้ยบตามสมัย เสื้อผ้าแบรนด์เนมทั้งตัว วันนี้เขาใส่เสื้อกั๊กสีกรมท่าพอดีตัวทับเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีดำคอปก สอดชายเสื้อในกางเกงสแล็คเอวต่ำทรงสลิมฟิตเดฟสีเบจ คาดเข็มขัดแบรนด์เนมยี่ห้อเดียวกับรองเท้าหนังสีขาวราคาแพง บุคลิกภาพศิลป์ต่างจากวาดฝันสิ้นเชิงเหมือนฟ้ากับก้นเหว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป