บทที่ 11 11

11

ขณะเดียวกันบุคคลในหัวข้อสนทนาของอภิรดีกับอิงลดาก็กำลังถูกซักฟอกจากผู้เป็นเพื่อนเช่นกัน หลังจากขึ้นมานั่งบนรถคันหรูที่เพื่อนขับมารับ โดยดอนกับแดนนั่งอยู่ที่เบาะด้านหลัง

“ไอ้เรน มึงมีอะไรปิดบังกูหรือเปล่าวะ” ภูวดลเปิดปากถามทันควัน

“กูปิดอะไรมึง” ลอราชเลิกคิ้วถามทำสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้ เมื่อเห็นสายคาดคั้นที่มองมา

สีหน้าของเพื่อนสนิททำให้คนถามรู้สึกหมั่นไส้ จนแทบอยากจะตะบันหน้าหนวดๆ ของเพื่อนสักเปรี้ยงสองเปรี้ยง

“ไม่ต้องมาเล่นลิ้นเลยไอ้เรน มึงมีปัญหาอะไรกับคุณน้ำอิง” ภูวดลถามพลางหรี่ตามองสีหน้าของเพื่อน

“กูจะไปมีปัญหาอะไรกับเขาได้ล่ะ หน้าก็เพิ่งจะเจอกันแค่สองครั้ง” พอภูวดลได้ยินคำว่าสองครั้ง ก็หันขวับไปทางเพื่อนสนิท

“แสดงว่ามึงเคยเจอคุณน้ำอิงมาก่อน?”

เมื่อหลุดปากพูดไปแล้วลอราชจึงจำต้องเล่าความจริงออกมา

“ก็ผู้หญิงคนนี้แหละที่เป็นคนทำกาแฟร้อนๆ หกรดใส่แขนแถมด่ากูฉอดๆ ไงล่ะ” ลอราชพูดด้วยน้ำเสียงขัดอกขัดใจ เพราะอดหมั่นไส้ท่าทางรังเกียจเดียดฉันท์ของคนที่กำลังเอ่ยถึงไม่ได้ และคำพูดดังกล่าวทำให้เพื่อนสนิทถึงกับหัวเราะก๊ากออกมาอย่างนึกไม่ถึง

“อ้าว คุณน้ำอิงเป็นคนทำกาแฟหกรดมึงเองเหรอ”

น้ำเสียงภูวดลกลั้วหัวเราะทันทีที่ได้ยิน ทำให้ลอราชรู้สึกหมั่นไส้เพื่อนสนิทเหลือกำลัง

“มึงหัวเราะเยาะกูรึไอ้เคน”

“เฮ้ย มึงอย่ามาทำเสียงพาลๆ ใส่กูนะไอ้เรน มันน่าหัวเราะไหมล่ะ กูก็เข้าใจผิดคิดว่าผู้หญิงที่ทำกาแฟหกรดใส่มึงคงจะหน้าตาเต็มกลืนเต็มทน แถมยังกล้าด่ามึงอีก ใครจะไปคิดว่าจะเป็นผู้หญิงสวยๆ อย่างคุณน้ำอิงละวะ ปกติมึงกับเหล่าสตรีเพศสวยๆ มักไม่ค่อยจะมีความขัดแย้งกันนี่หว่า แล้วมึงจะไม่ให้กูหัวเราะได้ยังไง” ภูวดลชี้แจงให้เพื่อนฟังด้วยน้ำเสียงยังไม่คลายจากอาการหัวเราะ

“ผู้หญิงอะไร ทำกาแฟร้อนๆ หกรดใส่แถมด่ากูฉอดๆ ไม่พอ ยังจะมาทำท่าจงเกลียดจงชังใส่อีก เหมือนกูไปทำเรื่องอะไรให้เจ้าหล่อนเจ็บช้ำน้ำใจแบบนั้นแหละ” ลอราชบ่นไม่เลิกกับท่าทางของหญิงสาวที่ถูกพูดถึง

“นั่นสิ! กูเห็นสายตาของคุณน้ำอิงที่มองมึง กูเองก็แปลกใจเหมือนกัน ว่าแต่มึงเคยไปทำอะไรให้คุณน้ำอิงช้ำอกช้ำใจบ้างหรือเปล่าวะ ลองคิดทบทวนดีๆ นะไอ้เรน” ภูวดลก็เอ่ยกระเซ้าไม่เลิกเช่นกัน

“มึงจะบ้าเหรอไอ้เคน” ลอราชเอ่ยปฏิเสธเสียงสูงพลางบ่นต่อตามหลังเสียงขรม “หน้ากูก็เพิ่งจะเคยเห็นวันนี้แหละ ผู้หญิงอะไรไม่น่ารักเอาซะเลย”

คนเป็นเพื่อนเบือนหน้าไปมองคนพูดเขม็งพร้อมกับยิ้มอย่างมีเลศนัย “ไม่น่ารักจริงๆ หรือวะ ก่อนมึงจะพูดอะไรก็หัดระวังคำพูดเอาไว้บ้างนะ กูจะคอยดู หน้าตาคุณน้ำอิงสวยขนาดนี้เสือกพูดออกมาได้ว่าไม่น่ารักเอาเสียเลย” ภูวดลพูดค่อนขอดเพื่อน

“เออ มึงไม่ต้องมาคอยดูกูหรอก ผู้หญิงแบบนี้ไม่ใช่สเปก” ลอราชพูดออกไป ทั้งที่ภายในใจไม่ได้คิดตามที่ปากพูดเลยสักนิดเดียว เพียงเพราะต้องการเอาชนะคำของเพื่อนเท่านั้น

“เออ แล้วกูจะคอยดู ปลาหมอมักจะตายเพราะปากมานักต่อนัก” ภูวดลเอ่ยทิ้งท้ายก่อนจะเคลื่อนรถพุ่งออกไปยังจุดหมายปลายทางทันที

“คนอย่างกูไม่ตายเพราะปากแน่นอน ตายคาอกละไม่แน่ กูก็แค่อยากรู้ว่าทำไมผู้หญิงคนนี้ต้องมาแสดงอาการไม่ชอบหน้ากูด้วย ทั้งที่เพิ่งเคยเจอหน้ากันครั้งแรก”

“ความมั่นใจของมึงถดถอยลงว่างั้นเถอะ” คนเป็นเพื่อนเปรยขึ้นลอยๆ

“มึงไม่ต้องมาทำเป็นรู้ใจกูขนาดนี้หรอกไอ้เคน” ลอราชพูดจบก็นั่งหลับตานิ่งตกอยู่ในความคิดของตัวเอง โดยไม่พูดจาอะไรออกมาอีกเลย

ภูวดลเหลือบตามองเพื่อนแล้วอมยิ้มมุมปาก คบกันมาตั้งแต่เด็กทำไมจะไม่รู้นิสัยกัน เจ้าเพื่อนของเขาคงเสียความมั่นใจไปไม่น้อยที่ถูกสาวเจ้าเมิน จนไม่อยู่ในสายตา ถึงได้แสดงอาการหงุดหงิดออกมาให้เห็นเช่นนี้

“ไอ้เคน มึงมีหน้าที่ขับรถก็ขับไปไม่ต้องหันมามองกูนัก เดี๋ยวจะได้พากันนอนข้างถนนก่อนจะถึงบ้าน” ลอราชพูดเสียงเข้มทั้งที่หลับตาอยู่

คนถูกค่อนไม่ตอบอะไรได้แต่หัวเราะหึหึ หลังใช้เวลาในการขับรถไม่ถึงชั่วโมงก็ถึงที่พักของเพื่อนสนิท ซึ่งเป็นบ้านหลังใหญ่ มีบริเวณกว้างขวางกินเนื้อที่เกือบไร่ เจ้าของเดิมเป็นชาวต่างชาติที่ยังไม่เคยมาอยู่ด้วยซ้ำ โดยผู้เป็นเพื่อนให้เขาเป็นคนจัดการติดต่อซื้อขายให้ จากนั้นก็จ้างคนไว้ใจได้มาคอยดูแลทำความสะอาดอยู่อย่างสม่ำเสมอ บ้านหลังนี้อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน เดินทางไปไหนมาไหนได้สะดวก ดังนั้นราคาของบ้านจึงค่อนข้างมหาศาล

“บ้านหลังนี้ถูกใจกูมาก ขอบใจนะโว้ยไอ้เคน” ลอราชตบบ่าเพื่อนรักดังป้าบหลังก้าวลงจากรถมายืนกอดอก แล้วกวาดตามองไปรอบๆ บริเวณบ้านอย่างพึงพอใจ สองข้างทางจากประตูรั้วจนถึงหน้าบ้านปลูกตะโกดัดเป็นระยะสลับกับกระถางบอนไซอย่างสวยงาม

“ราคาอาจแพงหน่อย แต่เมื่อเทียบกับพื้นที่กว้างขวางของตัวบ้านก็ไม่เลวนักหรอก กูให้คนมาทำความสะอาดบ้านไว้ให้มึงเรียบร้อยแล้ว” ภูวดลเอ่ยขึ้นขณะก้าวมาหยุดยืนอยู่ข้างๆ ผู้เป็นเพื่อน

บ้านสองชั้นหลังใหญ่สีครีมที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าทั้งสองเป็นสไตล์โมเดิร์นซึ่งเน้นความเรียบง่าย มุ่งที่ประโยชน์ใช้สอยมากกว่าความหรูหรา ดังนั้นเมื่อลอราชเห็นรอบๆ บริเวณบ้านที่เต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ที่หายากยิ่งนักในเมืองหลวง จากภาพที่ภูวดลส่งให้ดูจึงตัดสินใจซื้อทันที

“กูไม่ได้เห็นต้นไม้ใบหญ้าที่บ้านเกิดเมืองนอนมานาน บอกตรงๆ เลยว่าไม่คิดอยากจะกลับไปอยู่ต่างประเทศอีกแล้ว ที่ไหนๆ ก็สู้เมืองไทยไม่ได้”

คำพูดของลอราช คนฟังอย่างภูวดลก็มีความเห็นไม่แตกต่างกันนัก เพราะทั้งคู่ไปเรียนต่างประเทศกันตั้งแต่จบชั้นมัธยมจนกระทั่งถึงขั้นปริญญาโท จึงใช้ชีวิตอยู่ต่างแดนมาโดยตลอด ต่างกันที่ภูวดลเมื่อเรียนจบก็รีบบินกลับมาเมืองไทยในทันที

ส่วนลอราชยังสนุกกับงานช่างภาพที่ตัวเองรักจึงอยู่ต่อ แต่ดูเหมือนยิ่งอยู่ไปเรื่อยๆ ความรู้สึกโหยหาบ้านเกิดเมืองนอนยิ่งทวีมากขึ้นทุกขณะและทุกวัน จนในที่สุดเมื่อรู้ข่าวจากผู้เป็นป้าว่าบิดาไม่สบายมาก จึงถือโอกาสนี้กลับเมืองไทย และคิดว่าจะอยู่อย่างถาวรเสียเลย

ดอนกับแดนที่นั่งเงียบกันมาตลอดทางราวกับไม่ได้นั่งมาด้วย ช่วยกันนำกระเป๋าพร้อมด้วยข้าวของต่างๆ เข้าไปเก็บภายในบ้าน ส่วนเจ้าของบ้านกับเพื่อนสนิทพากันเดินตรงไปยังศาลาทรงกลมแบบทันสมัย ที่อยู่ข้างๆ สระน้ำกว้างใหญ่รูปตัวยู ลอราชเดินไปหยุดอยู่ข้างสระแหงนหน้าขึ้นสูดอากาศยามแดดร่มลมตกเข้าปอดด้วยความสดชื่น อารมณ์หงุดหงิดที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้าค่อยๆ สูญหายจนแทบไม่หลงเหลือ แล้วจึงพาร่างสูงเพรียวกลับมาทรุดลงนั่งตรงข้ามกับเพื่อนพูดเปรยขึ้นมายิ้มๆ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป