บทที่ 12 12

12

“น้ำในสระชวนให้ลงเล่นจริงๆ ว่ะ”

คนเป็นเพื่อนพยักหน้าเห็นด้วย “อืมม..ถ้าได้เบียร์เย็นๆ เข้ากับบรรยากาศแดดร่มลมตกซักขวดสองขวดมันจะดีกว่านี้ว่ะไอ้เรน” พูดยังไม่ทันขาดคำก็เห็นแดนถือถาดใส่เบียร์เย็นเฉียบกับแก้วทรงสูงสองใบ พร้อมกับจานกับแกล้มมาวางให้บนโต๊ะ

“คนของมึงนี่สุดยอดจริงๆ ว่ะรู้ใจเจ้านายไปซะทุกอย่าง” ภูวดลเอ่ยชมหลังจากแดนเดินผละไปแล้ว

“ดอนกับแดนเป็นลูกคนเก่าแก่ของพ่อกู ไม่ใช่ญาติก็เหมือนญาติ”

ดอนกับแดนเป็นบุตรชายคนสนิทของบิดา ตามไปดูแลและเรียนหนังสือกับลอราชตั้งแต่เริ่มเรียนมหาวิทยาลัยจวบจนกระทั่งปัจจุบัน จึงคุ้นเคยกับภูวดลเป็นอย่างดี

“แล้วมึงไม่ต้องรีบกลับไปต่างจังหวัดหรือวะไอ้เรน ไหนพ่อมึงป่วยหนักไม่ใช่หรือวะ” หลังยกแก้วเบียร์เย็นๆ จนเป็นวุ้นขึ้นจิบ ภูวดลก็เอ่ยถามเพื่อนอย่างสงสัย เมื่อไม่เห็นท่าทีวิตกทุกข์ร้อนใดๆ จากอีกฝ่าย

คนถูกถามยกเบียร์ขึ้นซดอึกใหญ่แล้วหัวเราะหึ “มึงคิดว่าคนร่างกายแข็งแรงอย่างพ่อกูจะล้มป่วยลงง่ายๆ หรือวะ แล้วถ้าป่วยหนักจริงๆ คงมีคนโทร. ตามกูไม่ได้หยุดหย่อน คงไม่เงียบกริบอย่างนี้หรอก” ลอราชพูดถึงบิดาอย่างรู้เท่าทัน เพราะมุกนี้ถูกใช้มาหลายครั้งแล้วแต่ไม่เคยสำเร็จ ถ้าครั้งนี้ไม่เป็นเพราะเขาอยากกลับมาอยู่เมืองไทยอยู่แล้ว ก็คงไม่สำเร็จเหมือนเดิม

“ดูมึงมั่นใจมากนะไอ้เรน” พูดพลางหัวเราะพลาง ลอราชเป็นบุตรชายคนเดียวของผู้ทรงอิทธิพลในพื้นที่ ทั้งภาคเหนือ รวมทั้งภาคอีสานอย่างพ่อเลี้ยงพูนลาภ ทำให้ต้องมีบอดี้การ์ดคอยตามติดตัวอยู่ตลอด เนื่องจากมีศัตรูคอยจ้องทำลายล้างอยู่รอบด้าน ตั้งแต่เพื่อนเขายังวัยละอ่อนอยู่ แต่ด้วยศักยภาพของกำลังคนกับอิทธิพลที่ล้นเหลือ จึงไม่เคยมีใครหน้าไหนลูบคมได้สำเร็จเลยสักครั้ง

เขารู้อยู่เต็มอกว่าแรกๆ คนรักอิสระอย่างเพื่อนเขาไม่ได้ชอบให้ใครมาติดตามเป็นเงาตามตัว อย่างที่แดนกับดอนกระทำอยู่ตอนนี้เลยสักนิด แต่ขัดความประสงค์ของบิดาไม่ได้ เมื่อนานเข้าคงกลายเป็นความเคยชินจนขาดไม่ได้แล้ว

“มึงเชื่อกู หรือพนันกับกูก็ได้ว่าพ่อกูไม่ได้เป็นอะไร”

คนถูกท้าสั่นหน้าหวือ “แล้วมึงจะลงไปปากช่องเมื่อไหร่วะ”

“พรุ่งนี้บ่ายๆ แล้วมึงจะไปกับกูไหม” ลอราชเอ่ยถามเพื่อนขณะยกเบียร์ขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดแก้ว

“ไปก็ได้ว่ะ ช่วงนี้กูก็เบื่อๆ กรุงเทพฯ ด้วย”

ภูวดลเป็นบุตรชายคนเดียวของเจ้าของหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของเมืองไทย นอกจากนั้นยังมีนิตยสารชื่อดังอีกหลายฉบับ รวมทั้งสำนักพิมพ์อยู่ในเครือบริษัทเดียวกัน

ตัวเขารับดูแลคอลัมน์เกี่ยวกับข่าวสังคม ธุรกิจ และรับผิดชอบโดยตรงกับนิตยสารเอฟเอ็มแอล ซึ่งกำลังดังเป็นพลุแตกในหมู่ชายหนุ่มที่ชอบหญิงสาวแต่งกายวับๆ แวมๆ โดยมีความคิดจะให้เพื่อนสนิทมารับหน้าที่เป็นช่างภาพประจำนิตยสารดังกล่าว

“ตกลงมึงไม่ต้องหาพวกแม่ครัวมาทำอาหารหรือเด็กมาช่วยทำงานบ้านหรือไงวะ”

“เรื่องทำอาหารกูไม่ห่วง เพราะดอนกับแดนทำอร่อยกว่าพวกกุ๊กตามร้านอาหารอีก ส่วนคนทำงานบ้านเดี๋ยวป้าหรือพ่อกูคงจัดการให้เอง คงไม่พ้นส่งคนที่โน่นมาช่วย” ลอราชบอกเพื่อนพลางส่ายหน้าน้อยๆ อย่างรู้นิสัยของผู้เป็นป้าหรือบิดาดี

กว่าอิงลดาจะขับรถพาเจ้านายสาว มาส่งยังบ้านพักหลังงามย่านถนนลาดพร้าวได้ก็ใช้เวลาร่วมสองชั่วโมง เพราะการจราจรที่ติดยาวเหยียดจนรถแทบไม่ขยับเขยื้อน ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของถนนเส้นนี้อยู่แล้ว สร้างความหงุดหงิดให้อภิรดีไม่น้อยเพราะความคิดถึงลูกชาย ดังนั้นเมื่อรถผ่านประตูรั้วบ้านเข้าไปยังไม่ทันจอดสนิทดี ลงจากรถได้คนคิดถึงลูกก็เดินแกมวิ่งเข้าไปในบ้านทันทีพลางร้องเรียกบุตรชายเสียงดังลั่น

“น้องภีม แม่กลับมาแล้ว”

“คุณแม่คร๊าบ น้องภีมก็คิดถึงจุนแม่” เสียงใสๆ พร้อมกับร่างของเด็กชายตัวกลม ผิวขาวผ่อง ผมหยิกหยอย ปากแดงย้อย หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูในชุดกางเกงเอี๊ยมยีนที่วิ่งหัวซุนโผเข้าหาอ้อมกอดของผู้เป็นแม่ เรียกรอยยิ้มให้เกิดบนดวงหน้าสะสวยของอิงลดาที่เดินตามหลัง ก่อนจะทรุดนั่งบนโซฟาพร้อมทั้งวางกระเป๋าใบใหญ่ของอภิรดีที่ถืออยู่ในมือลงข้างกาย

“น้องภีมดื้อ หรือซนกับคุณพ่อหรือเปล่าลูก” คุณแม่คนสวยเอ่ยถาม ขณะอุ้มลูกชายวัยสามขวบครึ่งจับเหวี่ยงไปมาด้วยความคิดถึง สร้างเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากให้แก่เด็กชายทันที

“ดื้อนิดเดียวและก็ซนนิดหน่อยคร๊าบ” เสียงเด็กชายตอบเสียงแกมหัวเราะ ทว่าเมื่อเห็นอิงลดาที่นั่งอยู่ก็พลันดิ้นรนจะลงมายืนข้างล่างให้ได้ จนผู้เป็นแม่จำต้องปล่อย ครั้นพอลงมายืนบนพื้นได้ร่างกลมป้อมก็ปรี่เข้าไปหา พลางส่งยิ้มหวานให้ก่อนจะเอ่ยทักเสียงแจ๋ว

“หวัดดีคร๊าบพี่น้ำอิงคนสวย อุ้มน้องภีมหน่อยสิคร๊าบ”

“ว่าไงครับน้องภีมรูปหล่อ” อิงลดาทักทายตอบ เธอเคยมาบ้านหลังนี้หลายครั้งแล้ว จึงคุ้นเคยกับเด็กชายเป็นอย่างดี จึงก้มลงอุ้มร่างกลมๆ เข้าสู่อ้อมแขน หยิกแก้มยุ้ยเบาๆ อย่างมันเขี้ยว

“คิดถึงพี่น้ำอิงคร๊าบ”

น้องภีมพูดพลางยื่นหน้าเล็กๆ เข้าไปหา ใช้ปากหยักแดงจุ๊บที่ปากและสองข้างแก้มของอิงลดา ท่ามกลางเสียงหัวเราะของผู้เป็นแม่ ไม่เว้นแม้แต่พันตำรวจโท พิริยะ กรณ์เดชากุล ผู้เป็นพ่อที่เดินออกมาจากห้องครัวในชุดผ้ากันเปื้อนที่ถึงกับหัวเราะลั่นออกมาอย่างขบขัน เมื่อเห็นท่าทางของลูกชายตัวน้อยที่เวลานี้กอดคอสาวไว้ไม่ปล่อย พร้อมทั้งซบหน้าน้อยๆ ไว้ที่ซอกคอไม่ห่าง ไม่ยักดิ้นลงมาข้างล่างเหมือนก่อนหน้านี้

“ชักจะเจ้าชู้ใหญ่แล้วนะลูก” ผู้เป็นพ่อเอ่ยแซวลูกชายตัวน้อยด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ

“สงสัยคงจะจำท่าทางเจ้าชู้ ขี้หลีแบบนี้มาจากพ่อนั่นแหละ” อภิรดีเอ่ยออกมาพร้อมกับค้อนสามีที่เดินเข้ามาสวมกอดขวับใหญ่

“อ้าว มาลงอะไรที่ผมล่ะครับ” พูดพลางก็ก้มลงหอมแก้มผู้เป็นภรรยาทั้งสองข้างเลียนแบบลูกชาย

“ทำอะไรไม่อายน้ำอิงเลยนะพีท” อภิรดีเอ่ยออกมาอายๆ แกมขัดเขินต่อสายตาของสาวสวยที่มองตรงมายิ้มๆ

“สวัสดีค่ะพี่พีท” อิงลดาเอ่ยทักสามีของอภิรดีซึ่งเป็นนายตำรวจมือดีจากหน่วยสันติบาล

“สวัสดีครับน้ำอิง” พิริยะทักทายลูกน้องคนสวยของภรรยา

“คุณพ่อหอมแก้มจุนแม่ด้วย กิ๊วๆ” ลูกชายตัวดีเอ่ยแซวเสียงแจ๋วระคนด้วยเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากจนตาหยี แม้แต่อิงลดาก็พลอยอดหัวเราะตามไปด้วยไม่ได้ มองเด็กชายตัวอวบซึ่งมีแววเจ้าชู้ตั้งแต่เด็ก ที่ขณะนี้ซบนิ่งอยู่ในอ้อมแขนของเธอ

อภิรดีเล่าให้ฟังว่าเพิ่งจะปล่อยให้มีเจ้าตัวน้อยตอนอายุใกล้สามสิบ เพราะมัวแต่บ้างานทั้งที่แต่งงานมาแล้วหลายปี และด้วยความช่างพูด ช่างจดช่างจำตามประสาเด็กฉลาด เด็กชายภีมากรจึงกลายเป็นแก้วตาดวงใจของพ่อและแม่ รวมทั้งวงศาคณาญาติต่างๆ แม้กระทั่งตัวเธอเองก็ยังอดหลงรักเด็กชายที่กำลังอุ้มอยู่ด้วยไม่ได้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป