บทที่ 4 4

หลังรถของเพื่อนแล่นออกจากบ้านไปได้ไม่ถึงสิบนาที อิงลดาก็ผุดลุกขึ้นยืน บิดขี้เกียจขับไล่ความเมื่อยขบ จากการนอนนิ่งอยู่ท่าเดียวนานๆ นับชั่วโมง ซึ่งไม่รู้ว่าทนเข้าไปได้อย่างไร ทว่าเมื่อได้คุยกับอาชวินแล้ว จิตใจอันแสนว้าวุ่นสับสนกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น ก็ค่อยๆ ผ่อนคลายลงจนต้องตั้งปณิธานกับตัวเองว่า

เธอจะต้องลืมเรื่องบ้าๆ ที่เกิดขึ้นให้หมดสิ้นภายในเร็ววัน!

“น้ำอิง เย็นแล้วนะ เข้าบ้านได้แล้ว เดี๋ยวยุงก็หามหรอก” อินทิราผู้เป็นอาส่งเสียงเรียกอยู่ในบ้าน

“แป๊บเดียวค่ะอาแหนม” อิงลดาตะโกนตอบกลับไป ก่อนจะเก็บหนังสือและก้าวเข้าไปในบ้าน ตรงไปในครัว ครั้นเห็นร่างอวบอิ่มของผู้เป็นอายืนล้างผักอยู่ ก็ชะโงกหน้าถามเสียงใส

“วันนี้ผัดอะไรให้น้ำอิงกินเอ่ย”

“ว่าจะผัดผักใบบัวบกแก้อกช้ำให้ใครบางคนแถวนี้กินซะหน่อย”

คนเป็นอาเอ่ยล้อ เมื่อเห็นหน้าตาของหลานสาวดูสดใสขึ้นกว่าวันที่เกิดเรื่องราวกับคนละคน วันนั้นอาชวินประคองร่างของหลานสาวที่มีสภาพประดุจนกปีกหักมาส่ง ซ้ำยังมีเสียงร้องไห้พร่ำพรรณนาจนฟังไม่ได้ศัพท์ จนเธอเองถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาอย่างสงสาร

“อาแหนมอย่ามาล้อน้ำอิงเล่นแบบนี้สิคะ” หลานสาวเอ่ยเสียงกระเง้ากระงอด

“ไม่ได้ล้อนะ อาพูดจริงๆ เพราะถ้าน้ำอิงยังไม่หายซะที นอกจากผัดแล้วอายังจะต้มให้กินอีกด้วย”

อินทิราพูดกระเซ้าต่อ ก่อนวางผักในมือลง แล้วหันมาหาร่างบอบบางของหลานสาว ที่เธอมีส่วนช่วยพี่สะใภ้เลี้ยงดู พลางเกลี่ยผมยาวสลวยที่ปรกหน้าผากเนียนออกแล้วพูดน้ำเสียงอ่อนโยน

“อย่าไปเสียอกเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นเลยจ้ะ ลืมมันไปซะ คิดว่าสี่ปีที่ผ่านมาน้ำอิงคบใครสักคน แล้วคนคนนั้นก็ได้ตายไปจากชีวิตเราแล้ว อโหสิกรรมให้เขา อย่าไปคิดเจ็บแค้นเพราะจะทำให้ใจเราไม่เป็นสุขนะจ๊ะ”

จบคำพูดของอินทิรา คนเป็นหลานสาวก็ยกมือขึ้นพนมไหว้ “สาธุ”

“น้ำอิง เดี๋ยวเหอะมาล้อเลียนอา” อินทิราพูดพลางตีแขนหลานสาวดังเผียะ

คนถูกตีหัวเราะคิกคักชอบใจแล้วมองดวงหน้าจิ้มลิ้มของอาสาว ที่อายุมากกว่าเธอเพียงแค่ห้าปี

“น้ำอิงไม่เข้าใจอาแหนมเลย มีคนมาจีบตั้งเยอะแยะ ทำไมถึงไม่ชอบใครสักคนล่ะคะ จะหวงความโสดไปถึงไหน” ถามพลางจ้องรูปร่างอาสาวที่ทั้งหน้าตาและหุ่นยังสวยไม่แพ้สาวรุ่น แม้วัยจะปาเข้าไปยี่สิบแปดปีแล้วก็ตามด้วยความสงสัย

“อ้าว! กำลังพูดถึงเรื่องของตัวเองอยู่ไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมจู่ๆ ถึงวกกลับมาหาเรื่องของอาได้ล่ะจ๊ะ”

อินทิราย้อนถามหลานสาวกลับไป ทว่าดวงตาคู่โตพลันปรากฏร่องรอยเศร้าสร้อยขึ้นวูบหนึ่ง แต่ก็เลือนหายไปอย่างรวดเร็ว

“ก็สงสัยไงคะ สวยๆ อย่างอาแหนมทำไมถึงยังอยู่เป็นโสด สาวๆ ที่ทำงานของน้ำอิงนะคะ หลายคนหน้าตาแสนจะธรรมดาแต่ก็ยังมีหนุ่มๆ มาตามจีบกันตรึม”

อิงลดาสนิทสนมกับผู้เป็นอาจนไม่มีความลับต่อกัน ด้วยอายุที่ไม่ได้ห่างกันมากนัก แม้จะอยู่ในฐานะอากับหลาน แต่เธอก็มองอีกฝ่ายเป็นพี่สาวเสียมากกว่า

“น้ำอิง บางครั้งคนเราก็ต้องการใครสักคนมาช่วยแชร์ความรู้สึก แต่ใช่ว่าจะเป็นใครก็ได้นะ” อินทิราพูดเสียงแผ่วราวกับมีอะไรอยู่ในใจ

“หมายความว่าตอนนี้อาแหนมยังไม่เจอคนที่ใช่ว่างั้นเถอะ” หลานสาวเอ่ยถามยิ้มๆ โดยไม่ได้สังเกตสีหน้าของอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย

“แม้แต่ตัวน้ำอิงเอง ที่เคยคิดว่าแจ๊คคือคนที่ใช่ จนเกือบจะแต่งงานกัน ก็ยังไม่ใช่เลย” ประโยคที่หลุดจากปากของผู้เป็นอา ทำให้ดวงหน้าสะสวยของหลานสาวสลดวูบลงทันที จนผู้พูดต้องกล่าวละล่ำละลักขอโทษเมื่อสังเกตเห็น

“อาขอโทษ ไม่ได้ตั้งใจจะพูดให้น้ำอิงคิดมากนะจ๊ะ อาเปรียบเปรยให้ฟังเฉยๆ”

“นั่นสิคะ ชีวิตจริงเป็นยิ่งกว่านิยายอีกนะคะ หลายคนเห็นน้ำอิงกับแจ๊คมักจะพูดว่าดูเหมาะสม น่าจะเป็นเนื้อคู่กัน แต่ก็เป็นแค่น่าจะ...เท่านั้น” อิงลดารำพึงรำพันเสียงแผ่ว และก็เปลี่ยนเสียงเป็นกังวลทันทีเมื่อนึกอะไรขึ้นมาได้

“แต่อาแหนมขา ถ้าที่ทำงานรู้ว่าน้ำอิงถูกผู้ชายบอกเลิก และยังถูกผู้ชายแย่งแฟน น้ำอิงจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนล่ะคะ”

น้ำเสียงของหลานสาวทำให้ผู้เป็นอาอดหัวเราะออกมาเบาๆ ไม่ได้

“ก็เอาไว้ที่เดิมนั่นแหละ อย่าไปสนใจพวกปากหอยปากปูเลยจ้ะ ปากคนนะน้ำอิง ยาวยิ่งกว่าปากกาซะอีก ถึงเราจะอยู่เฉยๆ ก็ยังคงมีคนเอาเราไปพูดให้เสียหายอยู่ดีนั่นแหละ ไม่มีใครไม่เคยถูกนินทาหรอกจ้ะเชื่ออาเถอะ คนพวกนี้มีปากไว้พูดมีตูดเอาไว้ขี้อย่างเดียว ดังนั้นอย่าได้สนหรือแคร์ปากคน” จบคำพูดของอินทิรา หลานสาวถึงกับหัวเราะคิกออกมาอย่างนึกขัน

“แหม...อาแหนมก็ปากจัดใช่ย่อยนะคะ”

“อาพูดเรื่องจริง อย่าเก็บเอาคำพูดของคนโน้นคนนี้มาคิดให้เปลืองสมองเลยจ้ะ”

อิงลดาพยักหน้า “อาแหนมรู้ไหมคะว่าก่อนกลับนิกมันพูดกับน้ำอิงว่าไง”

คำพูดของหลานสาวทำให้คนเป็นอาอยากรู้ “นิกว่ายังไงเหรอจ๊ะ”

“นิกบอกว่าตอนนี้น้ำอิงดูเป็นตัวของตัวเองมากกว่าตอนเป็นแฟนกับแจ๊คซะอีก มันบอกว่าน้ำอิงเก็บกด”

“อาเห็นด้วยกับนิกนะ คนเรามักจะมองดูตัวเองไม่ออกหรอกจ้ะ ต้องมองจากมุมของคนรอบข้างถึงจะรู้ อาดีใจมากเลยนะที่ได้น้ำอิงคนเดิมกลับมา น้ำอิงคนที่ไม่ต้องคอยเปลี่ยนตัวเองเพื่อคนบางคน มิหนำซ้ำคนคนนั้นยังไม่เห็นคุณค่าเสียอีก เดี๋ยวเย็นนี้พอกินข้าวเสร็จเรียบร้อยเรามาฉลองกันดีกว่า เดี๋ยวอาจะแอบไปเอาไวน์ของพี่หมูมาเปิด ดีมั้ย”

พี่หมูที่อินทิราเอ่ยถึงก็คืออธิก บิดาของอิงลดาที่มีชื่อเล่นว่าหมูยอนั่นเอง

“ดีค่ะอาแหนม พ่อเก็บไว้ตั้งเยอะแยะ แอบเอามาเปิดบ้างสักขวดสองขวดก็คงจำไม่ได้หรอก” อิงลดาเห็นดีเห็นงามไปด้วย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป