บทที่ 5 5

5

เช้าวันรุ่งขึ้น อิงลดาตื่นขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวตั้งแต่ไก่ยังไม่โห่ด้วยสีหน้าสดชื่นรื่นรมย์ ดวงหน้าสดใสแทบไม่มีร่องรอยของความเศร้าโศกหลงเหลือให้เห็น

“จะไปไหนแต่เช้าจ๊ะ” อินทิราเดินอ้าปากหาวหวอดออกมาจากห้องนอน เพราะรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าวันนี้หลานสาวลาพักร้อนอีกหนึ่งวัน

“จะไปไหว้พระเก้าวัดกับนิกที่อยุธยาค่ะ อาแหนมจะไปด้วยกันมั้ย” เธอเอ่ยปากชวนทั้งที่รู้คำตอบเป็นอย่างดี เพราะอาสาวของเธอนั้นไม่ค่อยจะย่างกรายออกจากบ้านถ้าไม่จำเป็น

“ไม่หรอกจ้ะอากำลังเร่งปิดต้นฉบับอยู่” อินทิราพูดปฏิเสธตามที่อิงลดาคิดไว้

อินทิรามีอาชีพเป็นนักเขียนนิยายแนวโรมานซ์กับนักแปลอิสระ จึงสามารถทำงานอยู่ที่บ้านโดยขลุกอยู่กับคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเพียงแค่เครื่องเดียวก็อยู่ได้ทั้งวัน จนบางครั้งข้าวปลายังแทบจะลืมกิน

“ถ้างั้นเดี๋ยวน้ำอิงซื้อโรตีสายไหมมาฝาก แล้วไม่ใช่เขียนนิยายจนลืมกินข้าวอีกนะคะ” หลานสาวเอ่ยเตือน

“จ้า ขนาดลืมกินข้าวตัวอายังกลมเป็นลูกขนุนถึงเพียงนี้ แล้วน้ำอิงยังคิดจะซื้อของกินพวกนี้มาหลอกล่ออีกนะ” อินทิราบ่นกระปอดกระแปด แต่บ่นไปยังงั้นเอง เพราะพออีกฝ่ายซื้อมาเธอก็กินเรียบจนไม่เหลือทุกครั้ง

“รูปร่างอาแหนมไม่ได้เรียกว่าอ้วนหรอกค่ะ แค่อวบอิ่มเท่านั้นเอง ผอมๆ ไม่เห็นจะสวยตรงไหน น้ำอิงเองก็ไม่ได้อยากผอมแบบนี้หรอกค่ะ” เธอพูดพร้อมก้มลงมองดูร่างผอมเพรียวของตัวเองอย่างไม่ชอบใจนัก

“เออ! คนเราหนอช่างไม่มีความพอดีเอาเสียเลย ไอ้เรารึก็อยากผอม คนผอมสวยอยู่แล้วกลับไม่ชอบรูปร่างของตัวเองอีกซะงั้น” อินทิราพูดพลางมองพิศร่างสูงระหงของหลานสาว ที่เธอนึกอยากเปลี่ยนให้มาเป็นร่างของเธอแทนเสียนัก แม้จะมีหุ่นผอมเพรียวแต่อิงลดาก็มีรูปร่างที่ได้สัดส่วนสวยงาม สิ่งไหนควรมีก็มี แถมยังเกินตัวอีกต่างหาก

เสียงรถที่แล่นเข้ามาพร้อมกับเสียงเบรกดังเอี๊ยดจนได้ยินเข้ามาถึงในบ้าน บอกให้รู้ว่าอาชวินมาถึงแล้ว อินทิราส่ายหัวอย่างไม่ชอบใจนัก

“นิกคงมาแล้ว ขับรถกันดีๆ นะจ๊ะ” อินทิราเอ่ยเตือนอย่างห่วงใย เพราะรู้ว่าเพื่อนสนิทของหลานสาวนั้นชอบขับรถเร็วจนเป็นกิจวัตร

“ค่ะอาแหนม” อิงลดารับปากแล้วรีบเดินออกไปหาเพื่อนพร้อมกับคำต่อว่า “แกจอดรถให้มันปกติเหมือนชาวบ้านเขาไม่ได้รึไงนะนิก”

“แกยังไม่ชินอีกหรือไง” อาชวินพูดยิ้มๆ ก่อนมองหน้าเพื่อน “วันนี้หน้าตาแกดูสดใสแล้วนี่หว่า ตกลงแกกับยายผู้หญิงขี้เมาเมื่อวันก่อน เป็นคนเดียวกันรึเปล่าวะเนี่ย”

อิงลดาไม่ตอบ แต่ใช้กระเป๋าใบใหญ่ฟาดผลัวะเข้าที่ไหล่คนพูดเต็มแรง

“เฮ้ย ฉันเจ็บนะน้ำอิง แกนี่มันซาดิสม์จริงๆ” อาชวินต่อว่าพลางกวาดสายตามองเพื่อนสนิทในชุดกระโปรงสีขาวเหนือเข่า ส่งให้รูปร่างดูระหงยิ่งขึ้นอย่างน่าชม แต่ปากกลับพูดตรงกันข้าม

“แต่งแบบนี้เข้าวัดเดี๋ยวคนก็นึกว่าแกเป็นแม่ชีหรอกน้ำอิง”

“แกนี่มันปากเสียจริงๆ นะนิก” อิงลดาต่อว่าอย่างไม่จริงจังนัก ก่อนจะขมวดคิ้วเรียวมองเพื่อนสนิทอย่างสงสัย “ฉันถามจริงๆ เถอะนิก แกเป็นถึงนายแบบชื่อดัง แถมกำลังจะมีงานละคร แต่เวลาไปไหนมาไหนฉันไม่เห็นแกกลัวพวกปาปารัซซีมาแอบถ่ายรูปหรือเอาไปเขียนข่าวเลยนะ เห็นดารานักร้องแต่ละคนเวลาไปไหนแต่ละครั้ง ต้องสวมหมวกใส่แว่นตาทั้งที่มองดูก็รู้ว่าเป็นใคร”

“ฉันไม่กลัวหรอกเพราะต่อให้สวมหมวกหรือแว่น แกคิดเหรอว่าจะปิดบังคนพวกนี้ได้ เกิดเป็นคนของประชาชนต้องหัดปากแข็งเข้าไว้ ปฏิเสธเอาไว้ก่อน คอยกลบร่องรอยหรือหลักฐานของตัวเองให้มิดชิดเท่านั้นเป็นพอ” อาชวินบอกเพื่อนด้วยสีหน้าไม่ยี่หระ

“เออ! แกระวังตัวไว้บ้างก็แล้วกัน” อิงลดาเตือนเพื่อนสนิทด้วยความหวังดี แม้จะรู้ว่าเพื่อนนั้นก็ระวังตัวเองไม่ให้ใครรู้จักตัวตนที่แท้จริงแล้วเพียงใดก็ตาม แต่สักวันก็อาจจะพลาดถูกจับได้ถ้าประมาท

เบนซ์สปอร์ตคันหรูแล่นทะยานออกจากบ้านของอิงลดา มุ่งหน้าตรงไปยังจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดที่เต็มไปด้วยวัดและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มากที่สุดในประเทศ โดยใช้เวลาในการเดินทางเพียงไม่ถึงชั่วโมง ทั้งสองแวะกินก๋วยเตี๋ยวไก่ฉีกที่วัดใหญ่ชัยมงคลซึ่งอาชวินเคยมาแล้วติดใจในรสชาติ มาครั้งใดก็มักจะแวะอยู่เสมอ

ด้วยความชำนาญเส้นทางของสารถีที่เคยมาจังหวัดนี้อยู่บ่อยครั้ง ทำให้การเดินทางไปไหว้พระแต่ละวัดสามารถกะเวลาได้อย่างพอดิบพอดี ดังนั้นเมื่อถึงเวลาบ่ายสามโมง จึงเหลืออีกเพียงวัดเดียว ซึ่งนับเป็นวัดที่เก้าตามที่ทั้งคู่กำหนดไหว้ ทั้งสองก้าวเข้าไปไหว้พระในอุโบสถดังกล่าว หลังจากกราบไหว้จนเสร็จเรียบร้อย อาชวินก็เหลียวมองไปรอบๆ เห็นคนที่เข้ามากราบไหว้หลายคนกำลังเสี่ยงเซียมซีอยู่ จึงหันไปกระซิบบอกเพื่อน

“ฉันได้ข่าวมาว่าวัดนี้คนส่วนใหญ่นอกจากจะมากราบไหว้แล้ว ยังชอบมาขอพรโดยการเสี่ยงเซียมซีอีกนะน้ำอิง”

อิงลดามองตามสายตาของเพื่อนอย่างไม่ค่อยสนใจนัก “เป็นความเชื่อของแต่ละคน”

“แต่ที่ฉันได้ยินมาวัดนี้ค่อนข้างแม่นนะ”

“ฉันไม่ค่อยเชื่อเรื่องแบบนี้หรอกนิก” อิงลดาพูดด้วยสีหน้าและท่าทางที่ไม่ค่อยจะเชื่อถือกับเรื่องทำนองนี้

“ลองไปก็ไม่เห็นเสียหายอะไรเลยนี่หว่า ไหนๆ ก็มาแล้ว”

ชายหนุ่มพูดยุ จนผู้เป็นเพื่อนทนแรงยุไม่ไหวจึงยอมทำตามใจ ด้วยการยกกระบอกเซียมซีขึ้นอธิษฐานตามที่อีกฝ่ายบอก โดยเขย่าไปมาอยู่ไม่กี่ครั้ง ไม้เซียมซีก็ตกลงมาจากกระบอก อาชวินรีบหยิบขึ้นมาดู

“ตรงกับเลขเจ็ด เดี๋ยวฉันไปหยิบความหมายมาให้”

อาชวินเดินไปที่ตู้เล็กๆ ซึ่งบรรจุกระดาษทำนายเซียมซี แล้วหยิบมาอ่านให้อิงลดาฟังดังๆ จนถึงข้อสำคัญก็หยุดชะงักไปแล้วมองหน้าคนฟังยิ้มๆ ก่อนจะอ่านต่อไป

“ใบที่เจ็ดเสร็จทุกข์เป็นสุขี ทั้งบ้านเรือนเพื่อนกินก็ยินดี แต่ตัวนี้เคืองขุ่นอยู่วุ่นวาย จงทำบุญให้ทานประมาณจิตต์ คงสมคิดแสนสมอารมณ์หมาย อย่าอ้อมโอบโลภมากจะยากกาย ฟังภิปรายพาทีคงดีจริง เหมือนปลูกต้นผลไม้ไว้ไกล้บ้าน คงเป็นการอยู่สุขสิ้นทุกสิ่ง ถามหาลาภใบนี้ว่าดีจริง หรือถามสิ่งของหายว่าได้คืน ถามหาคู่สู่สมภิรมย์พักตร์ ว่าดีนักแสนดีเป็นที่ชื่น ถามคนเจ็บว่าหายสบายคืน ถึงเรื่องอื่นก็ดีเท่านี้เอย”

“ใบนี้ดีตั้งแต่ต้นจนจบเลยนะน้ำอิง แสดงว่าต่อไปนี้ตัวแกก็จะพบแต่ความสุข” อาชวินพูดกับเพื่อนขณะพากันเดินตรงไปยังรถ โดยที่อิงลดาไม่ได้โต้ตอบอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว ที่ลองเสี่ยงไปก็เพราะไม่อยากขัดใจเพื่อน

“ดีนะที่เราดูแผนที่กันมาก่อนว่าควรจะเริ่มต้นที่วัดไหน ถ้ามาโดยไม่ได้วางแผน รับรองว่าป่านนี้คงยังไม่ถึงไหนเป็นแน่” อิงลดาเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีอ่อนล้า หลังจากเข้ามานั่งในรถ ดวงหน้าเนียนใสนั้นแดงก่ำ เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นอยู่เต็มใบหน้าเนื่องจากอากาศข้างนอกร้อนอบอ้าว

อาชวินต้องเร่งแอร์คอนดิชันในรถให้เย็นขึ้น “เดี๋ยวฉันจะพาแกไปกินก๋วยเตี๋ยวเรือเจ้าอร่อย เพื่อนฉันเคยพามากินหลายครั้งแล้ว”

“ดีเหมือนกัน มาอยุธยาทั้งทีถ้าไม่ได้กินก๋วยเตี๋ยวเรือก็เหมือนมาไม่ถึง ที่สำคัญตอนนี้ฉันหิวแล้วด้วย” อิงลดาพูดพลางตบพุงเบาๆ เพราะตั้งแต่แวะกินอาหารเมื่อเช้า ก็ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องอีกเลย

“รับรองร้านนี้แกกินแล้วจะต้องติดใจอย่างแน่นอน”

ร้านที่อาชวินพาอิงลดามานั้นแม้จะเป็นแค่เพิงที่ไม่ได้ใหญ่โตอะไรนักก็ตาม แต่มีลูกค้านั่งกันอยู่จนเต็มร้าน

“เชิญนั่งจ้า” ป้าเจ้าของร้านถึงกับรีบกุลีกุจอเดินออกมาต้อนรับด้วยตัวเอง เมื่อเห็นหนุ่มสาวหน้าตาดีเดินเข้ามาในร้าน ใบหน้าที่เต็มไปด้วยเหงื่อพราวนั้นยิ้มแย้มอย่างเป็นมิตร

บทก่อนหน้า
บทถัดไป