บทที่ 8 8
8
ดวงตาของลอราชทอประกายจ้า “เออ กูแค่โวยวายตอนถูกกาแฟราดใส่เท่านั้น แต่ถูกแม่ด่ากลับมาเป็นชุดเลย แถมมองยังกับกูเป็นศัตรูกันมาแต่ชาติปางก่อนยังงั้นแหละว่ะ ซวยจริง! ผู้หญิงอะไรวะ”
คิ้วเข้มๆ ของภูวดลเลิกขึ้นสูง “ว่าแล้วไง มึงคงไปว่าเขาก่อนล่ะสิ ไม่รู้ตัวเลยหรือไงว่าปากมึงก็ไวใช่ย่อย” ว่าเพื่อนเพราะรู้นิสัยกันดีอยู่แล้ว เขากับลอราชเป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่สมัยเรียนชั้นประถม แม้จะไปเรียนอยู่ต่างประเทศก็ยังตามติดกันไปเรียน และด้วยอาชีพช่างภาพของเพื่อน ทำให้เป็นคนค่อนข้างปากไว จึงไม่สงสัยเลยว่าทำไมถึงถูกด่ากลับมาเช่นนี้
คนปากไวนิ่งเงียบอย่างยอมจำนน มีเพียงแววตาเท่านั้นที่ยังไม่ยินยอมนัก
“ปกติกูไม่เคยเห็นมึงเคยมีเรื่องกับผู้หญิงเลยนี่หว่า มึงกับผู้หญิงมักเป็นของคู่กันเสมอ แสดงว่าผู้หญิงคนนี้คงหน้าตาเต็มกลืนจริงๆ”
ภูวดลคาดเดาจากพฤติกรรมของเพื่อน เพราะสาวๆ ส่วนใหญ่เวลาเห็นหน้าอันดิบเถื่อนของเพื่อนเขามักจะวิ่งเข้าหามากกว่าวิ่งหนี
เจ้าของดวงหน้าดิบเถื่อนอึ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดของเพื่อน พลันภาพดวงหน้าสวยๆ ของคนหน้าตาเต็มกลืนตามที่เพื่อนคาดเดาก็ลอยมาให้เห็นในมโนสำนึกราวกับสั่งได้ ถ้าหน้าตาเต็มกลืนจริงๆ อย่างที่พูดคงจะดีกว่านี้ แต่นี่ถ้าเป็นไปได้แทบอยากจะกลืนตัวเจ้าหล่อนเสียมากกว่า
“ไอ้เคน มึงลองถูกกาแฟร้อนๆ ราดใส่มึง มึงจะทนอยู่เฉยได้ไหมเล่า กูมีตาหลังซะเมื่อไหร่ล่ะจะได้มองเห็น แล้วตอนนี้แขนกูก็ทั้งเหนอะหนะทั้งแสบร้อนโว้ย” ลอราชพูดออกมาด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียว เพื่อกลบเกลื่อนอาการบางอย่างที่เกิดขึ้น ทั้งพยายามลบภาพดวงหน้าสวยๆ นั่นออกไปให้พ้นจากความคิด แต่...ดูเหมือนยากยิ่ง
“แล้วคนของมึงไม่ได้มาด้วยหรือวะ” ภูวดลพูดพร้อมกับเหลียวหาคนสนิทของเพื่อน ซึ่งมักจะตามติดลอราชเป็นเงาตามตัวมาหลายปีแล้ว
“ให้ไปรอรับกระเป๋าอยู่ นั่นไงมาโน่นแล้ว” ลอราชพูดพลางมองตรงไปยังชายหนุ่มวัยไล่เลี่ยกับเขาสองคน ที่รูปร่างหน้าตาไม่ผิดแผกแตกต่างกัน เพราะทั้งคู่เป็นฝาแฝดที่หน้าเหมือนกันจนแทบแยกไม่ออก กำลังช่วยกันเข็นกระเป๋าใบใหญ่เดินตรงมา ภูวดลถึงกับหัวเราะก๊าก เมื่อมองสภาพการแต่งกายของเพื่อนรวมทั้งหน้าตา กับคนสนิททั้งคู่ซึ่งพากันยกมือไหว้เขา ก่อนเอ่ยทักทายเสียงสุภาพ
“สวัสดีครับคุณเคน”
“อืม สวัสดี” ภูวดลทักทายตอบแล้วเอ่ยต่อไปด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ “ไอ้เรน กูมองแล้วท่าทางแดนกับดอนน่าจะเป็นเจ้านายมึงมากกว่าจะเป็นลูกน้องนะ”
คำพูดดังกล่าวไม่ได้เกินจากความเป็นจริงไปนัก เพราะขณะที่หน้าตาของเจ้านายอย่างลอราชเต็มไปด้วยหนวดเครารกรุงรัง ดิบๆ เถื่อนๆ ทว่าหน้าตาของคนสนิททั้งคู่กลับเกลี้ยงเกลา หล่ออินเทรนด์ราวบอยแบนด์จากประเทศเกาหลีก็ไม่ปาน
แต่ภูวดลรู้ว่า นั่นคือเปลือกนอกของทั้งคู่เท่านั้น!
“เออ! มึงไม่ต้องพูดมากเลยไอ้เคน ตอนนี้อยากเข้าห้องน้ำเพื่อล้างแขนแล้วว่ะ เหนียวเหนอะหนะไปหมด” ลอราชบ่นพึมพำด้วยเริ่มหงุดหงิด และนั่นทำให้คนช่างสังเกตอย่างแดนเหลือบเห็น
“แขนคุณเรนโดนอะไรมาหรือครับ”
“ถูกสาวราดกาแฟใส่น่ะแดน” ภูวดลตอบแทนเพื่อน
“แล้วเป็นอะไรมากหรือเปล่าครับ” ดอนถามต่อด้วยสีหน้าเป็นกังวลเสมือนเป็นเรื่องใหญ่โต จนลอราชต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะหันไปตอบ
“ไม่เป็นอะไรหรอกน่า ไปห้องน้ำกันเถอะ” ชายหนุ่มเอ่ยตัดบทก่อนจะเข็นรถนำหน้าตรงไปยังห้องน้ำซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่ยืนอยู่นัก
“ท่านผู้โดยสารที่เดินทางมาจากประเทศญี่ปุ่น เที่ยวบินที่ JAL109 ขณะนี้ได้เกิดเหตุขัดข้องทางสภาพอากาศ จึงทำให้เครื่องต้องลงจอดที่สนามบินสุวรรณภูมิล่าช้ากว่าปกติ ทางสายการบินต้องขออภัยในความสะดวกครั้งนี้ด้วยค่ะ”
เสียงประกาศจากสายการบินที่แจ้งเหตุขัดข้อง ไม่ได้ทำให้อิงลดารู้สึกหงุดหงิดมากเท่ากับได้พบเจอผู้ชายปากเสียเมื่อครู่นี้ หน้าตาก็เต็มไปด้วยหนวดเครารกรุงรังอย่างกับโจรห้าร้อย เธอไม่เข้าใจเลยว่าทำไมผู้หญิงที่เดินผ่านไปมาถึงหันไปมองด้วยสายตาชื่นชมกันนัก หรือชอบของแปลกกัน ไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าหล่อตรงไหน
ตอนนี้นอกจากผู้ชายหน้าตาหล่อๆ ที่ตั้งป้อมรังเกียจแล้ว ขอเพิ่มคนมีหนวดเข้าไปอีกด้วยแล้วกัน
วันนี้เธออุตส่าห์ขับรถป้ายแดงคันใหม่เอี่ยมอ่อง ที่เพิ่งซื้อสดๆ ร้อนๆ หลังจากกลับมาจากไหว้พระเก้าวัดกับเพื่อนสนิทเพื่อเป็นของขวัญให้ตัวเอง และขับมาจากบริษัทอย่างอารมณ์ดีเพื่อมารอรับอภิรดี หัวหน้างานของเธอที่เดินทางกลับจากประเทศญี่ปุ่น ทว่าต้องมาเจอกับเรื่องที่ทำให้เสียอารมณ์ ไม่น่านึกอยากจะดื่มกาแฟเลยจริงๆ แต่ก็แอบสมน้ำหน้าผู้ชายคนนั้น เธอเหลือบเห็นท่อนแขนขาวๆ นั่นแดงปื้นทันตาเห็น
“น้ำอิง”
เสียงเรียกที่ดังขึ้นทำให้คนกำลังคิดอะไรเพลินๆ ถึงกับสะดุ้ง ครั้นหันไปตามเสียงเรียกก็อุทานออกมาอย่างดีใจ
“พี่แจง”
หญิงสาวร่างสูงโปร่งที่ปรากฏตรงหน้าของอิงลดาอยู่ในวัยสามสิบต้นๆ ชุดสูทเดินทางแบบทันสมัยที่สวมอยู่ช่วยขับเน้นบุคลิกให้ดูเป็นผู้หญิงคล่องแคล่ว ปราดเปรียว บวกกับทรงผมซอยสั้นรับกับศีรษะทุยสวย ทำไฮไลต์เฉดสีไว้อย่างเก๋ไก๋ แม้หน้าตาจะค่อนข้างอิดโรยจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนเครื่องบินก็ตาม
“น้ำอิงรอพี่นานไหม พี่กลัวแทบแย่ตอนอยู่บนเครื่อง คิดถึงลูกขึ้นมาอย่างฉับพลัน”
หญิงสาวผู้อ่อนวัยกว่ายิ้มสดใส ลืมเรื่องความขุ่นมัวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ไปหมดสิ้น “ไม่นานหรอกค่ะ แล้วตอนนี้พี่แจงหายตกใจหรือยังคะ”
สีหน้าของอภิรดีค่อยๆ ดีขึ้นเมื่อได้ระบายความรู้สึกออกมาบ้าง “ดีขึ้นแล้วจ้ะ”
“ถ้าเป็นน้ำอิงก็คงตกใจเหมือนกันนะคะ”
น้ำเสียงสดใสรวมทั้งสีหน้าของลูกน้องสาว อภิรดีมองแล้วต้องลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก นั่นแสดงว่าเรื่องส่วนตัวที่กำลังประสบอยู่คลี่คลายลง เธอรับรู้เรื่องราวของอีกฝ่ายโดยตลอดแม้จะอยู่ต่างประเทศก็ตาม
“น้ำอิงดีขึ้นแล้วเหรอจ๊ะ เสียงสดใสเชียว”
คนถูกถามคลี่ยิ้ม “หายแล้วค่ะพี่แจง เรารีบไปที่รถกันเถอะค่ะ หรือถ้าพี่แจงหิว จะแวะทานอะไรก่อนก็ได้นะคะ”
“แวะก็ดีจ้ะ เพราะตอนนี้พี่รู้สึกหิวขึ้นมาเหมือนกัน” อภิรดีเอ่ยพร้อมกับตบพุงตัวเองเบาๆ
อิงลดาเดินนำหน้าหัวหน้างานโดยตรง เข้าไปในร้านแบล็กแคนยอนที่อยู่ใกล้ๆ หลังจากสั่งอาหารเรียบร้อย อภิรดีก็หันมาชวนหญิงสาวที่เธอให้ความรักเอ็นดูมากกว่าคนอื่นและคุยเรื่องที่ยังค้างคาใจต่อทันที
“ที่บอกพี่เมื่อกี้ว่าหายแล้วน่ะพูดจริงใช่ไหมน้ำอิง” น้ำเสียงห่วงใยของคนถาม สร้างความตื้นตันให้เกิดแก่อิงลดาไม่น้อย
