บทที่ 9 9
9
“หายแล้วจริงๆ ค่ะพี่แจง” อิงลดายืนยันน้ำเสียงจริงจัง เวลานี้อาการจะเป็นจะตายที่เคยเกิดขึ้นในวันนั้น แทบจะไม่หลงเหลือให้เห็นเลยในวันนี้
“พี่ดีใจด้วยนะน้ำอิง” อภิรดียังไม่ทันพูดจบประโยค ก็ต้องหยุดค้างกะทันหัน พร้อมกับยิ้มออกมาด้วยความดีใจ เมื่อเห็นร่างสูงของใครบางคนเดินเข้ามาในร้าน
“อ้าวเคน ไม่นึกว่าจะมาเจอกันที่นี่ มารับใครหรือจ๊ะ”
คำทักทายดังกล่าวทำให้อิงลดาซึ่งนั่งหันหลังให้ประตูต้องเหลียวไปมอง แล้วก็พบเข้ากับสายตาคมดุของคนบางคนที่ถูกเธอด่าไปก่อนหน้านี้ จ้องมองมานิ่งๆ ทำให้ต้องรีบหันหลังกลับแทบไม่ทัน อุตส่าห์ลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิทแล้วเชียว ยังจะตามมาหลอกหลอนกันอีก หญิงสาวคิดในใจอย่างขุ่นเคือง
“ผมมารับเพื่อนครับพี่แจง แล้วไหนพี่แจงบอกว่าจะไปหลายวัน ทำไมรีบกลับนักล่ะ” น้ำเสียงทักทายแสดงความสนิทสนม บ่งบอกถึงความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดาของทั้งคู่
“คิดถึงหลานชายของเคนแหละจ้ะ” อภิรดีบอกอีกฝ่ายยิ้มๆ ก่อนจะหันไปรับไหว้ชายหนุ่มอีกสามคนที่ยืนอยู่ พร้อมเอ่ยเชิญให้นั่งร่วมโต๊ะ แต่ได้รับการปฏิเสธจากหนุ่มคู่แฝด ที่ขอตัวออกไปยืนเตร็ดเตร่รออยู่ด้านนอก
“ผมมารับไอ้เรนไง พี่แจงจำเพื่อนสนิทผมได้ไหมครับ”
อภิรดีจ้องชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างน้องชายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มอย่างจำได้ “ไว้หนวดเคราจนพี่เกือบจำไม่ได้เหมือนกันจ้ะ”
เจ้าของหน้าหนวดๆ คลี่ยิ้มกว้างก่อนยกมือไหว้ “สวัสดีครับ แต่พี่แจงยังสวยเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน” ลอราชจำได้ว่าสาวสวยตรงหน้า เป็นญาติผู้พี่ของเพื่อนสนิท ที่เขาเคยพบหลายครั้งสมัยอยู่เมืองไทย
“ปากหวานเชียว ได้ข่าวจากเคนว่าเรนเป็นช่างภาพชื่อดัง แต่อยู่ต่างประเทศมากกว่าเมืองไทยหรือจ๊ะ”
“กำลังจะกลับมาอยู่เมืองไทยอย่างถาวรแล้วครับ” ลอราชตอบพี่สาวของเพื่อน แต่สายตาคู่คมเหลือบเห็นคนปากจัดนั่งเบ้ปากให้พอดี
“ตายแล้ว! พี่ก็มัวแต่คุยเสียเพลินเลยลืมแนะนำน้องที่ทำงานให้รู้จัก” อภิรดีอุทานอย่างนึกขึ้นได้ ก่อนจะหันไปแนะนำอิงลดาให้รู้จักกับสองหนุ่ม
“น้ำอิงจ๊ะ คนนี้น้องชายพี่เองชื่อภูวดลหรือเคน ส่วนคนข้างๆ ชื่อเรน ส่วนชื่อจริงๆ ว่าอะไรนะจ๊ะ” อภิรดีหันไปถามลอราช
“ลอราชครับผม”
คำตอบของชายหน้าหนวดเรียกรอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปากของอิงลดานิดหนึ่ง พลางคิดในใจ คนอะไรชื่ออย่างกับพระเอกลิเก โบร่ำโบราณขัดกับหน้าตาและบุคลิกชะมัด ก่อนจะกดรอยยิ้มนั้นให้เลือนหายไป พร้อมกับคำพูดเรียบๆ ที่เอ่ยทักทายออกมา
“สวัสดีค่ะคุณภูวดล คุณลอราช”
“พี่ชอบชื่อของเรนจัง ดูเป็นไทยๆ ดี ส่วนน้ำอิงหรืออิงลดาเป็นลูกน้องคนเก่งของพี่เองจ้ะ” อภิรดีเอ่ยชมพร้อมกับแนะนำอิงลดาไปด้วย
“สวัสดีครับคุณอิงลดา”
ลอราชทักทายพร้อมรอยยิ้มนิดๆ แต่ได้รับเพียงสีหน้าบึ้งตึงกลับคืนมา ทำให้ชายหนุ่มอดขุ่นขวางในใจไม่ได้ ไม่เข้าใจเลยว่าการที่เขาโวยวายเพราะถูกกาแฟร้อนๆ หกรดมันผิดตรงไหน เหตุใดผู้หญิงคนนี้จึงได้แสดงกิริยาไม่ชอบหน้าเขาออกมาอย่างชัดเจนเช่นนี้ด้วย
“สวัสดีครับคุณน้ำอิง ชื่อเพราะจังเลยครับ เรียกผมว่าเคนก็ได้ครับ” คำชมของภูวดลเรียกรอยยิ้มหวานจากอิงลดาพร้อมคำขอบคุณที่หวานไม่แพ้กัน ทว่าคำขอบคุณดังกล่าว กลับสร้างความหงุดหงิดให้เกิดขึ้นแก่ลอราชโดยไม่มีเหตุผล
“คุณน้ำอิงที่พี่แจงเล่าให้ฟังว่าเคยมาฝึกงานกับบริษัท และถูกเรียกมาทำงานตั้งแต่ยังเรียนไม่จบใช่หรือเปล่าครับ” ภูวดลเอ่ยถามพี่สาวยิ้มๆ หลังจากสั่งอาหารสำหรับเขากับผู้เป็นเพื่อนเรียบร้อยแล้ว
“ใช่แล้วจ้ะ นอกจากจะมีผลการเรียนโดดเด่นแล้ว การทำงานก็เก่งไม่แพ้การเรียนเลยจ้ะ” อภิรดีกล่าวชื่นชมแล้วจึงมองไปทางชายหนุ่มอีกสองคนที่ยืนอยู่ด้านหน้า
“แล้วหนุ่มหล่อสองคนนั่นเป็นใครหรือจ๊ะ ทำไมไม่มานั่งด้วยกัน”
“อ๋อ คนสนิทของไอ้เรน หรือจะเรียกว่าบอดี้การ์ดก็ได้ครับพี่แจง”
คำว่าคนสนิทที่เอ่ยออกมาจากปากของภูวดล เรียกรอยยิ้มกึ่งเยาะให้เกิดขึ้นบนริมฝีปากอิ่มของอิงลดาทันควัน
‘แค่ช่างภาพ ต้องมีคนคุ้มครองราวกับพวกเจ้าพ่อ คงจะเพาะศัตรูไว้เยอะล่ะสิท่า!’
ทว่าอากัปกิริยาของหญิงสาวหาได้รอดพ้นจากสายตาคมกล้าของลอราชไปไม่
“แหม เท่จังนะเรนมีบอดี้การ์ดด้วย” อภิรดีกระเซ้ายิ้มๆ
“คนมีบอดี้การ์ดส่วนใหญ่มักจะเป็นพวกทำงานไม่ค่อยจะโปร่งใส หรือเป็นพวกนักเลงไม่ใช่หรือคะคุณลอราช”
คำพูดที่เอ่ยถามออกมาตรงๆ ของอิงลดา ทำให้ภูวดลมองหน้าคนถามแวบหนึ่ง แล้วจึงหันไปมองหน้าเพื่อนสนิทพลางหัวเราะหึ นึกอยากรู้นักว่าผู้เป็นเพื่อนจะตอบสาวเจ้าว่าอย่างไร ส่วนอภิรดีมองหน้าลูกน้องสาวอย่างสงสัย เพราะปกติเจ้าตัวไม่ใช่คนที่จะมาถามอะไรโพล่งออกมาเช่นนี้ เพราะถือเป็นการเสียมารยาท โดยเฉพาะกับคนที่เพิ่งรู้จักอย่างลอราชด้วยแล้วยิ่งไม่น่ากระทำ!
“ใช่ครับ” ลอราชตอบเสียงเรียบสนิทแล้วกระตุกยิ้มมุมปาก “ผมมีบอดี้การ์ดเพราะพ่อผมเป็นผู้ทรงอิทธิพล เอ่ยชื่อไปใครๆ ก็รู้จัก แถมกลัวกันหัวหด ดังนั้นศัตรูจึงมีเยอะแยะไปหมด ไปไหนมาไหนจึงต้องคอยระวังตัว แล้วไม่ได้มีแค่สองคนนะครับ ยังมีอีกเป็นสิบ”
คำพูดดังกล่าวแม้จะกึ่งประชด แต่ก็ไม่ได้เกินจากความเป็นจริงไปนัก เพราะพ่อเลี้ยงพูนลาภบิดาของเขาเป็นผู้ทรงอิทธิพลในแถบภาคเหนือกับอีสานตอนบนจริงๆ เท่านั้นไม่พอชายหนุ่มยังพูดต่อไปด้วยน้ำเสียงเหี้ยมๆ ระคนขู่ต่อไปอีกว่า
“ใครคิดจะเป็นศัตรูกับผมให้พึงระวังตัวไว้ให้ดีแล้วกัน เพราะคนอย่างผมเป็นประเภทจิกกัดไม่ปล่อยซะด้วย”
อิงลดาได้ยินถึงกับคอแข็งขึ้นมาทันทีและเผลอพูดออกมาเบาๆ “ป่าเถื่อน ไม่เห็นจะกลัวเลย” จากนั้นก็หันไปสนใจแก้วน้ำตรงหน้าโดยไม่ชำเลืองมองไปทางลอราชอีกเลย ทำให้ทั้งอภิรดีกับภูวดลต้องลอบสบตากันด้วยความสงสัยในปฏิกิริยาของคนทั้งคู่
“เอาละ พี่ว่าเรามากินอาหารกันดีกว่า” อภิรดีเอ่ยทำลายบรรยากาศที่มองแล้วแปลกๆ ขึ้น เมื่อบริกรนำอาหารที่สั่งมาวางให้บนโต๊ะ ทว่าหลังจากจัดการกับอาหารตรงหน้าไปได้สักพักเธอก็ต้องหันไปทางอิงลดา
“น้ำอิงจ๋า ทำไมต้องหั่นสเต๊กอย่างเอาเป็นเอาตายแบบนั้นด้วยล่ะจ๊ะ โกรธอะไรกับสเต๊กนั่นนักหนาเชียว”
เพราะท่าของอิงลดาที่กำลังหั่นสเต๊กนั้นเป็นไปตามที่อภิรดีพูดทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นการจับมีดหรือการเฉือน
