บทที่ 3 แฟนกันครึ่งวัน
เที่ยงนี้ได้ทานข้าวกับแฟน
การทำงานในช่วงเช้านั้นมันเดินมาอย่างรวดเร็วเหลือเกิน วันนี้โลกของฉันเปล่งประกายสีชมพูไปหมด รอยยิ้ม เสียงหัวเราะมีมาจากเพื่อนในที่ทำงานต่างเอ่ยแซวอย่างไม่ขาดสายจนฉันแทบละลาย ฉันและเตวิชแยกย้ายกันทำคนละแผนกแต่ฉันก็ยังเห็นเขาอยู่ผ่านกระจกใสไกลๆ
“ยิ้มไม่หุบเลยนะวิตตา”
“เพกาอย่าแซวสิ” เพราะถึงเวลาเที่ยงแล้วฉันยังนั่งที่โต๊ะทำงานเพื่อรอเตวิชแต่เพกาเพื่อนสนิทที่สุดในที่ทำงานก็ทักขึ้นก่อน “แล้ววิตตารู้จักเตวิชดีแล้วเหรอ?”
“เขาเป็นคนดีนะเพกา ขยันทำงาน รับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองเสมอ” ฉันตอบด้วยความมั่นใจ “เอาเป็นว่าเตวิชเป็นคนใช้ได้คนหนึ่งเลยแหละเท่าที่รู้จักมา”
“งั้นเหรอ เราไม่กวนละ ขอให้ราบรื่นทุกอย่างนะ ขอตัวไปทานข้าวกับสามีก่อนนะ”
เพกามีสามีเมื่อไหร่?
หรือว่ามีนานแล้วแต่ฉันตกข่าว?
ไอ้ประโยคพวกนี้มันยังอยู่ในหัวสมองฉันอยู่ แต่ก็ช่างเถอะเธอเป็นคนสวย เก่ง อาจจะยังมีเหตุที่ไม่ได้บอกใครก็เป็นได้ ยังไงวันหนึ่งฉันก็ต้องรู้อยู่ดีเพราะเพกาคือหนึ่งในเพื่อนคนหนึ่งเช่นกัน
การนั่งรอเตวิชลุล่วงเวลามาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว หรือว่าเขายังมีงานที่ทำไม่เสร็จกัน แล้วจะทำยังไงในเมื่อมีเวลาพักเที่ยงแค่เพียงคนละหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น
หรือจะไปหาเขาที่แผนกดีไหม
ยังไงดี...
สายตาสีดำมองไปยังกระจกใสที่ตอนนี้ไร้ผู้คนอยู่ กลายเป็นเหมือนห้องว่าง ละแล้วการตัดสินใจครั้งสุดท้ายมันก็เกิดขึ้น เสียงถอนหายใจยาวและสูดดมขึ้นเพื่อเพิ่มพลังให้กับตัวเอง ก่อนที่จะลุกขึ้นตัดสินใจเดินไปทันที
“ทำไมต้องไปคบกับยัยนั่น?”
เสียงนั่นทำเอาฉันชะงักปลายเท้าที่เดินอยู่ให้หยุดนิ่ง ถึงยังไม่เห็นอีกฟากว่าใครเป็นคนพูดก็ตามแต่ มันคงเป็นเรื่องสำคัญพอสมควรหนักเอาการเลยทีเดียวเท่าที่รับรู้
เหมือนจับได้ว่าแฟนตัวเองคบกับคนอื่น
“…”
“ฉันถามนายอยู่นะเตวิช!”
เตวิชอย่างงั้นเหรอ...
แผนกนี้ยิ่งมีคนเดียว...
การที่มาได้ยินอะไรแบบบังเอิญมันไม่เท่ากับมาได้ยินชื่อนี้ หัวใจของฉันมันเต้นรัวมาขึ้นกว่าเดิมจนเรียกได้ว่าผิดปกติ แล้วความชาวาบก็เริ่มเข้ามาเล่นงานตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ในเมื่อออฟฟิศนี้ คนชื่อนี้ก็มีเพียงแค่คนเดียวเท่านั้นเช่นกัน
“…”
“อย่าเงียบแบบนี้ เพถามก็ตอบมา!”
เสียงแหลมเล็กตะคอกดังขึ้นอีกครั้ง
เพอย่างงั้นเหรอ…
เป็นครั้งที่สองที่เหมือนกับว่าใครมาเล่นตลก ผู้หญิงที่พูดนั้นมันมีชื่อเพกาอีก ทำไมมันถึงได้คล้ายคลึงกับคนรอบตัวฉันไปหมดแล้ว
เตวิช... เพกา...
ไม่ใช่มั้งโอ้ย ไม่คิดแล้วปวดหัว...
“ก็เล่นๆ”
น้ำเสียงสำเนียงแบบนี้ยิ่งเป็นเครื่องตอกย้ำชั้นดีว่าสิ่งที่ฉันคิดก่อนหน้านั้นมันอาจจะเป็นความจริง ก็ตอนที่ได้ยินเสียงจึงรีบก้าวเข้าไปแอบดูทันที เหตุการณ์ในรอบวันที่ทำให้ฉันเลือกสู้กับความจริง ซึ่งไม่รู้ว่าหากเป็นความจริงแล้วต้องรับมืออย่างไร
“ทั้งๆ ที่เตมีเพอยู่เนี่ยนะ!”
“ก็บอกว่าเล่นๆ ไงเพ” น้ำเสียงนุ่มเริ่มแข็งขึ้น แต่แขนแกร่งยังโอบตัวของเพกาเข้ามากอดไว้นิ่งๆ ราวกับกำลังปลอบใจให้คล้อยตามตัวเองด้วยความง่ายดาย “อย่าคิดมาก”
ฟ้าถล่มดินทลายกับชีวิตของฉันแล้วแหละ นึกไม่ถึงว่าในสิ่งที่ฉันเห็นนั้นมันยิ่งกว่าเพราะผู้ชายคนนั้นคือเตวิชส่วนผู้หญิงก็คือเพกา
ให้ตายสิ!
สิ่งที่เกิดขึ้นตอนเช้านั่นมันเป็นแค่เรื่องเล่นๆ อย่างงั้นเหรอ ผู้ชายที่ฉันแอบรักแอบหลงความจริงสันดานเป็นแบบนี้
สันดานชั่ว!
“ยัยวิตตาแค่ของเล่นใช่ไหมเต?”
“อือ คิดมากเพ”
