บทที่ 1 1
ความหนาวเหน็บเสียดแทงลึกเข้าไปถึงกระดูกคือความรู้สึกแรกที่ปลุกให้สติสัมปชัญญะของเสิ่นชิงหรานตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนาน
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปะปนไปกับไอชื้นของเศษซากใบไม้เน่าเปื่อย ร่างกายของนางปวดร้าวราวกับถูกบดขยี้ด้วยรถม้าศึกนับร้อยคัน ทุกครั้งที่สูดลมหายใจเข้าสู่ปอด ความเจ็บปวดแสนสาหัสจะแล่นพล่านไปตามเส้นประสาทจนต้องเผลอสูดปากส่งเสียงร้องครางออกมาแผ่วเบา
ดวงตาที่หนักอึ้งค่อยๆ ปรือเปิดขึ้น ภาพแรกที่ปรากฏสู่สายตาไม่ใช่เพดานห้องพักในโรงพยาบาลรักษาสัตว์ที่นางคุ้นเคย แต่กลับเป็นโครงข่ายกิ่งไม้แห้งกรอบที่สานตัวกันบดบังแสงอาทิตย์เบื้องบน รอบกายเต็มไปด้วยหมอกสีขาวขุ่นมัวที่ลอยต่ำเรี่ยพื้นดิน อากาศที่นี่หนาวเย็นจัดจนลมหายใจที่พ่นออกมากลายเป็นไอควันสีขาว
เสิ่นชิงหรานพยายามขยับนิ้วมือ ทว่าความเจ็บปวดจากแผลปริแตกบริเวณแผ่นหลังก็แล่นริ้วขึ้นมาจนนางต้องกัดริมฝีปากล่างแน่นเพื่อข่มกลั้นเสียงร้อง นางก้มลงมองสภาพร่างกายของตนเองแล้วต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
นี่ไม่ใช่ร่างกายของนาง
เรือนร่างที่บอบบางและซูบผอมราวกับกิ่งไม้แห้งนี้สวมใส่ชุดกระโปรงผ้าหยาบสีขาวที่บัดนี้ขาดวิ่นและชุ่มโชกไปด้วยโลหิตสีแดงฉาน รอยแผลยาวเหวะหวะคล้ายถูกเฆี่ยนตีด้วยของแข็งนับสิบสายพาดผ่านแผ่นหลังและท่อนแขนเล็ก ผิวพรรณที่ควรจะขาวผ่องกลับเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำดำเขียวและคราบดินโคลน
ก่อนที่นางจะทันได้ตั้งคำถามกับความผิดปกติอันใหญ่หลวงนี้ อาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงก็จู่โจมเข้ามาอย่างกะทันหันราวกับมีเข็มแหลมนับพันเล่มทิ่มแทงเข้าไปในสมอง ความทรงจำมากมายที่ไม่ใช่ของนางหลั่งไหลเข้ามาเป็นสายน้ำเชี่ยวกราก บังคับให้นางต้องซึมซับเรื่องราวของเจ้าของร่างเดิมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ร่างนี้มีนามว่าเสิ่นชิงหรานเช่นเดียวกับนาง ดรุณีน้อยวัยสิบหกปีผู้เป็นบุตรสาวภรรยาเอกแห่งจวนเสนาบดีตระกูลเสิ่น ทว่าชีวิตของนางกลับอาภัพอับโชคนัก มารดาผู้ให้กำเนิดด่วนจากไปตั้งแต่คราวนางยังเยาว์วัย ทิ้งให้นางต้องเผชิญหน้ากับความโหดร้ายของอนุภรรยาและพี่สาวต่างมารดาอย่างเสิ่นอวี้โหยว
เสิ่นอวี้โหยวผู้นั้นต่อหน้าผู้คนมักสวมหน้ากากสตรีผู้อ่อนโยนเมตตา ทว่าลับหลังกลับริษยาและคอยกลั่นแกล้งเสิ่นชิงหรานสารพัด บิดาอย่างเสิ่นเจิ้นหนานก็หาได้มีความยุติธรรมไม่ เขารักและเชิดชูเพียงบุตรสาวที่มีพรสวรรค์ในการฝึกปราณอย่างเสิ่นอวี้โหยว ส่วนบุตรสาวที่ไร้พลังปราณและมีร่างกายอ่อนแออย่างเสิ่นชิงหราน เขามองนางเป็นเพียงขยะที่ทำให้ตระกูลเสื่อมเสียชื่อเสียง
เหตุการณ์ที่นำพาให้เจ้าของร่างเดิมต้องมานอนรอความตายอยู่กลางป่าลึกแห่งนี้ เกิดขึ้นเมื่อสามวันก่อน
ในโถงบรรพชนของจวนตระกูลเสิ่นมีการอัญเชิญไข่อสูรระดับสูงที่บิดาประมูลมาด้วยราคามหาศาลเพื่อเตรียมให้เสิ่นอวี้โหยวทำพันธสัญญา ทว่าเสิ่นอวี้โหยวที่ลอบเข้าไปในโถงบรรพชนเพียงลำพังกลับรีบร้อนใช้พลังปราณบังคับทำพันธสัญญากับไข่อสูรที่ยังไม่พร้อม ส่งผลให้ไข่อสูรเกิดรอยร้าวและพลังวิญญาณภายในเกือบแตกสลาย
เมื่อเห็นว่าตนเองทำผิดพลาดอย่างมหันต์ เสิ่นอวี้โหยวจึงซ้อนแผนอย่างแนบเนียน นางแสร้งทำเป็นร้องห่มร้องไห้และลากตัวเสิ่นชิงหรานที่กำลังกวาดลานใบไม้เข้ามาในโถงบรรพชน ก่อนจะกรีดร้องเสียงหลงกล่าวหาว่าเสิ่นชิงหรานเป็นผู้ผลักนางจนล้มไปชนแท่นวางไข่อสูร
ภาพความทรงจำสุดท้ายที่ชัดเจนที่สุดคือใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวของเสิ่นเจิ้นหนาน
"นังลูกอกตัญญู! เจ้าอิจฉาพี่สาวของเจ้าจนถึงขั้นกล้าทำลายของล้ำค่าประจำตระกูลเชียวหรือ เลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆ โบยนังเด็กแพศยานี่ห้าสิบไม้ แล้วนำตัวไปทิ้งที่ป่าหมอกเหมันต์ ปล่อยให้เป็นอาหารของสัตว์ป่าเสีย!"
เสียงตวาดกร้าวของบิดายังคงดังก้องอยู่ในหู สลับกับเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นจอมปลอมของเสิ่นอวี้โหยวที่แอบลอบยิ้มเยาะที่มุมปาก เสิ่นชิงหรานคนเดิมพยายามอ้อนวอนขอความเมตตาทว่ากลับถูกบ่าวรับใช้รูปร่างกำยำใช้แส้หวายอาคมเฆี่ยนตีจนสลบเหมือด ร่างที่ไร้สติถูกโยนขึ้นรถม้าและนำมาทิ้งไว้ในส่วนลึกของป่าหมอกเหมันต์ ป่าต้องห้ามที่ขึ้นชื่อเรื่องสัตว์อสูรดุร้ายและหมอกพิษที่คร่าชีวิตผู้คนมานักต่อนัก
เจ้าของร่างเดิมทนพิษบาดแผลและความหนาวเย็นไม่ไหว สิ้นใจไปอย่างโดดเดี่ยวและอยุติธรรม เปิดทางให้ดวงวิญญาณของเสิ่นชิงหราน สัตวแพทย์หญิงมือหนึ่งจากยุคปัจจุบันผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถชนขณะพยายามช่วยเหลือสุนัขจรจัด ได้เข้ามาสวมรอยแทน
เสิ่นชิงหรานสูดลมหายใจลึกยาวเพื่อระงับอารมณ์คุกรุ่นในอก นางแค่นยิ้มเย็นชา นัยน์ตาที่เคยอ่อนโยนบัดนี้ทอประกายเด็ดขาดและเย็นเยียบ
"ช่างเป็นบิดาที่ประเสริฐและพี่สาวที่แสนดีเสียจริง" นางพึมพำกับตนเองด้วยน้ำเสียงแหบพร่า "เสิ่นชิงหรานคนเก่า ในเมื่อสวรรค์ลิขิตให้ข้าเข้ามาสวมรอยใช้ชีวิตแทนเจ้าแล้ว ข้าขอให้สัตย์สาบาน ไม่ว่าพวกเดรัจฉานตระกูลเสิ่นจะทำสิ่งใดกับเจ้าไว้ ข้าจะตอบแทนคืนให้พวกมันอย่างสาสมเป็นร้อยเท่าพันทวี หนี้เลือดครั้งนี้ข้าจะทวงคืนให้เจ้าเอง"
เมื่อตั้งปณิธานแน่วแน่ นางจึงพยายามรวบรวมพละกำลังที่เหลืออยู่น้อยนิดเพื่อหยัดกายลุกขึ้นนั่ง ความเจ็บปวดจากการฉีกขาดของบาดแผลทำให้เหงื่อเย็นผุดพรายเต็มกรอบหน้า แม้ในชาติก่อนนางจะเป็นเพียงสัตวแพทย์ แต่นางก็มีความรู้เรื่องสมุนไพรจีนโบราณที่ตกทอดมาจากผู้เป็นตาอย่างแตกฉาน
นางกวาดสายตามองไปรอบบริเวณ หมอกสีขาวหนาทึบทำให้ทัศนวิสัยย่ำแย่ แต่สัญชาตญาณการเอาตัวรอดบอกให้นางต้องรีบหาสถานที่หลบภัยและสมุนไพรห้ามเลือดก่อนที่กลิ่นคาวเลือดจะเรียกบรรดาสัตว์อสูรกระหายเลือดเข้ามาหา
เสิ่นชิงหรานกัดฟันฝืนความเจ็บปวด ค่อยๆ คลานไปตามรากไม้ขนาดใหญ่ นางอาศัยความรู้ดั้งเดิมในการสังเกตพรรณไม้ ไม่นานนักสายตาของนางก็ปะทะเข้ากับกอหญ้าสีเขียวเข้มที่มีใบหยักเป็นซี่ฟันเลื่อย หญ้าห้ามเลือดเกล็ดมังกร แม้จะเป็นสมุนไพรระดับต่ำที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่ในยามวิกฤตเช่นนี้มันคือยาวิเศษต่อชีวิต
