บทที่ 10 10
เสิ่นชิงหรานคว้าไม้เท้าคู่กายแล้วเดินออกจากถ้ำศิลา นางมุ่งหน้าลึกเข้าไปในป่าเขตรอบนอกอีกทิศทางหนึ่งที่ยังไม่เคยสำรวจ ประสาทสัมผัสของนางเฉียบคมขึ้นมากหลังจากได้ดื่มน้ำพุวิญญาณเข้าไป นางสามารถแยกแยะกลิ่นของสมุนไพรและกลิ่นสาบของสัตว์ป่าได้อย่างชัดเจน
การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นผิดคาด เสิ่นชิงหรานสังเกตเห็นความผิดปกตินี้มาตั้งแต่ยามที่ก้าวเท้าออกจากถ้ำ เมื่อครู่มีกระต่ายอสูรเขี้ยวเหล็กตัวหนึ่งทำท่าจะพุ่งออกจากพุ่มไม้เข้าจู่โจมนาง ทว่าพอนางเผลอสูดลมหายใจลึกและเพ่งสมาธิเพื่อเตรียมใช้ไม้เท้าฟาด ความรู้สึกอบอุ่นสายหนึ่งที่นางเริ่มสัมผัสได้หลังจากดื่มและอาบน้ำพุวิญญาณเมื่อเช้าก็พลันแผ่ซ่านออกมาจากกึ่งกลางอก มันคือกลิ่นอายหอมหวานบริสุทธิ์ที่นางรับรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณ
กระต่ายอสูรที่เคยดุร้ายพลันชะงักงัน ท่าทีคุกคามแปรเปลี่ยนเป็นเชื่องในพริบตา มันกระโดดเข้ามาถูไถข้อเท้านางอย่างออดอ้อนก่อนจะวิ่งกลับเข้าป่าไป เหตุการณ์นั้นทำให้นางซึ่งเป็นอดีตสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการสังเกตพฤติกรรมสัตว์ตระหนักรู้ได้ทันที
ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมที่เคยแอบอ่านตำราแพทย์อสูรโบราณผุดขึ้นมาในหัว ร่างกายนี้แม้จะไร้เส้นชีพจรปราณยุทธ์สำหรับการต่อสู้ ทว่ากลับครอบครองพรสวรรค์ที่ล้ำค่ายิ่งกว่า นั่นคือปราณวิญญาณธรรมชาติ กลิ่นอายศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถเยียวยาและสยบสัญชาตญาณดิบของสัตว์อสูรได้ นางจึงอาศัยจังหวะที่เดินเท้าทดลองกำหนดลมหายใจเข้าออก ควบคุมการปิดกั้นและแผ่ขยายกลิ่นอายนั้นอย่างเงียบๆ จนเริ่มจับเคล็ดวิชาได้ สัตว์ป่าธรรมดาและสัตว์อสูรระดับต่ำที่สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายปราณวิญญาณของนางตลอดทางจึงต่างพากันสงบเสงี่ยมและหลีกทางให้ ราวกับรับรู้ได้ว่าสตรีผู้นี้คือตัวตนที่พวกมันสมควรเคารพและไม่ควรเข้าไปตอแย
เดินลัดเลาะมาได้พักใหญ่ เสิ่นชิงหรานก็หยุดชะงักเมื่อสายตาของนางปะทะเข้ากับแสงสีแดงระเรื่อที่ส่องลอดออกมาจากพุ่มไม้หนาทึบ
นางค่อยๆ แหวกพุ่มไม้ออกอย่างระมัดระวัง ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือต้นไม้ขนาดเล็กที่มีใบสีเงินประกาย บนยอดสุดของต้นมีผลไม้ขนาดเท่าไข่ไก่สีแดงเพลิงเปล่งแสงวูบวาบราวกับมีเปลวไฟเต้นเร่าอยู่ภายใน กลิ่นหอมร้อนแรงของมันฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ
"ผลเพลิงตะวัน!" เสิ่นชิงหรานอุทานด้วยความตื่นเต้น ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมบอกนางว่า นี่คือสมุนไพรวิญญาณธาตุไฟระดับกลางที่หายากมาก มันมีสรรพคุณในการทะลวงเส้นลมปราณที่อุดตันและช่วยบำรุงธาตุหยางในร่างกายให้แข็งแกร่ง หากนำไปขายในเมืองหลวงย่อมได้ราคาไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันตำลึงทอง
แต่สำหรับนางในตอนนี้ มันคือของวิเศษที่จะช่วยรักษาอาการหนาวสั่นจากพิษบาดแผล และน่าจะช่วยกระตุ้นการฟื้นตัวของเสี่ยวไป๋ได้เป็นอย่างดี
เสิ่นชิงหรานก้าวเข้าไปใกล้ต้นผลเพลิงตะวัน นางยื่นมือออกไปหมายจะเด็ดมันลงมา ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงกระพือปีกที่ดังสนั่นหวั่นไหวก็ดังขึ้นเหนือศีรษะ
พั่บ! พั่บ! พั่บ!
เงาดำขนาดมหึมาทาบทับลงมาบดบังแสงอาทิตย์ เสิ่นชิงหรานเงยหน้าขึ้นมองด้วยความตกใจ ท้องฟ้าเหนือพุ่มไม้ปรากฏร่างของวิหคเพลิงอัคคี สัตว์อสูรระดับกลางที่ดุร้ายและหวงถิ่นเป็นที่สุด ขนของมันมีสีแดงสดราวกับเปลวเพลิง ปีกที่กางออกกว้างถึงสองจั้ง ทว่าสิ่งที่ทำให้นางต้องขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจคือ รูปร่างของมัน
แทนที่จะเป็นวิหคเพลิงที่เพรียวลมและสง่างามตามตำรา สัตว์อสูรตัวนี้กลับมีรูปร่างอวบอ้วนจนแทบจะกลายเป็นทรงกลม พุงกะทิของมันยื่นล้ำออกมาจนดูน่าขบขันมากกว่าน่าเกรงขาม มันคือวิหคเพลิงอัคคีที่อ้วนท้วนสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่นางเคยพบเห็น
"กี้! กี้!" วิหคอ้วนส่งเสียงร้องแหลมเล็ก มันกระพือปีกอย่างยากลำบากเพื่อรักษาสมดุลกลางอากาศ นัยน์ตาสีแดงเพลิงจ้องมองมาที่ผลเพลิงตะวันด้วยความละโมบ มันดิ่งหัวลงมาอย่างรวดเร็วหมายจะโฉบแย่งชิงผลไม้วิเศษไปจากมือของเสิ่นชิงหราน
"ระวัง!" จวินอู๋เสียที่ซ่อนตัวอยู่ในถุงผ้าเบิกตากว้าง เขาเตรียมจะปลดปล่อยพลังปราณอสูรออกไปเพื่อปกป้องสตรีโง่งมที่ยืนนิ่งเป็นเป้านิ่ง ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวินาทีต่อมากลับทำให้เขาต้องชะงักงัน
แทนที่เสิ่นชิงหรานจะวิ่งหนีหรือใช้ไม้เท้าปัดป้อง นางกลับยืนนิ่งสงบและค่อยๆ หลับตาลง นางสูดลมหายใจเข้าลึก และจงใจปลดปล่อยกลิ่นอายปราณวิญญาณธรรมชาติในร่างกายที่นางเพิ่งเรียนรู้วิธีควบคุมให้แผ่กระจายออกไปรอบทิศทางอย่างเต็มที่
ทันทีที่กลิ่นหอมหวานอันบริสุทธิ์นั้นลอยไปเตะจมูกของวิหคเพลิงอัคคี ร่างอวบอ้วนที่กำลังพุ่งทะยานลงมาด้วยความเกรี้ยวกราดก็พลันชะงักค้างกลางอากาศ ปีกที่เคยกางกว้างหดลู่ลง นัยน์ตาสีแดงที่เคยมุ่งร้ายแปรเปลี่ยนเป็นความเคลิบเคลิ้มและสับสน
กลิ่นอายนี้... ช่างหอมหวานและบริสุทธิ์เหลือเกิน! มันบริสุทธิ์เสียยิ่งกว่าผลเพลิงตะวันที่มันเฝ้ารอคอยมาแรมเดือนเสียอีก
