บทที่ 11 11
สัญชาตญาณความดุร้ายของสัตว์อสูรถูกแทนที่ด้วยความหลงใหลอย่างฉับพลัน วิหคอ้วนทิ้งตัวลงบนพื้นดินเบื้องหน้าเสิ่นชิงหรานอย่างนุ่มนวลผิดกับรูปร่าง มันเก็บปีกแนบลำตัว ย่อตัวลงต่ำจนพุงอ้วนๆ แนบติดกับพื้นดิน จากนั้นจึงค่อยๆ คลานกระดึบๆ เข้ามาหานางราวกับลูกไก่ที่กำลังออดอ้อนมารดา
"กิ้ว... กิ้ว..." เสียงร้องที่เคยแหลมแสบแก้วหูเปลี่ยนเป็นเสียงครางออดอ้อนเล็กจ้อย มันชูคอขึ้นและเอาจะงอยปากที่แข็งแกร่งของมันถูไถไปมาที่ชายกระโปรงของเสิ่นชิงหรานอย่างประจบประแจง
เสิ่นชิงหรานลืมตาขึ้นมองภาพตรงหน้าด้วยความประหลาดใจปนเอ็นดู นางเคยรู้มาว่าสัตว์ป่ามักจะตอบสนองต่อผู้ที่มีจิตใจเมตตา แต่ไม่คิดว่ากลิ่นอายในร่างของนางจะมีอำนาจสยบสัตว์อสูรระดับกลางให้เชื่องเชื่อได้ถึงเพียงนี้
"เจ้าตัวกลม เจ้าอยากได้ผลเพลิงตะวันนี่หรือ" นางเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม พลางย่อตัวลงนั่งยองๆ เบื้องหน้าวิหคเพลิง
นกอ้วนพยักหน้ารัวๆ ทว่าสายตาของมันกลับไม่ได้จดจ่ออยู่ที่ผลไม้ แต่มันกำลังพยายามยื่นหัวเข้าไปใกล้ใบหน้าของเสิ่นชิงหรานเพื่อสูดดมกลิ่นอายวิญญาณที่หอมหวานนั้นให้เต็มปอด มันเคลิบเคลิ้มจนเผลอหลับตาพริ้มและเอาแก้มอ้วนๆ ที่เต็มไปด้วยขนสีแดงนุ่มฟูไปถูไถกับฝ่ามือของนาง
เสิ่นชิงหรานอดใจไม่ไหว นางยื่นมือออกไปลูบหัวและเกาบริเวณใต้คางของวิหคอ้วนอย่างเบามือ ขนของมันร้อนระอุราวกับเตาไฟอ่อนๆ ทว่านุ่มลื่นมืออย่างประหลาด
"เจ้าช่างน่ารักเสียนี่กระไร ตัวอ้วนกลมเช่นนี้บินไหวได้อย่างไรกัน" นางหัวเราะคิกคักขณะขยำพุงนิ่มๆ ของมันอย่างมันเขี้ยว วิหคอ้วนส่งเสียงครางในคออย่างพึงพอใจ มันแทบจะละลายลงไปกองกับพื้นด้วยความสุขที่ได้รับการปรนนิบัติจากมนุษย์ผู้มีกลิ่นอายแสนวิเศษ
ทว่า ในขณะที่เสิ่นชิงหรานกำลังเพลิดเพลินกับการเล่นกับวิหคอ้วนอยู่นั้น นางกลับไม่ได้รับรู้เลยว่า พายุหึงหวงลูกใหญ่กำลังก่อตัวขึ้นภายในถุงผ้าบนหน้าอกของนาง
จวินอู๋เสียจ้องมองภาพเบื้องหน้าด้วยความโกรธาจนดวงตาสีทองแทบจะลุกเป็นไฟ
นกอ้วนชั้นต่ำ! บังอาจนัก! กล้าดีอย่างไรมาถูไถออดอ้อนสตรีของเขา!
ใช่แล้ว ในความคิดของราชาอสูร เสิ่นชิงหรานคือมนุษย์ที่เขาอนุญาตให้ปรนนิบัติรับใช้เขาเพียงผู้เดียว ฝ่ามือที่แสนอ่อนโยนนั้นมีไว้เพื่อลูบหัวเขาเท่านั้น กลิ่นอายวิญญาณอันหอมหวานนั้นก็เป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียวเช่นกัน นกอ้วนหน้าโง่ตัวนี้คิดจะมาแย่งชิงความโปรดปรานไปจากเขางั้นหรือ ฝันไปเถิด!
ไฟแห่งความหึงหวงและหวงแหนปะทุขึ้นในอก จวินอู๋เสียไม่อาจทนดูความสนิทสนมนี้ได้อีกต่อไป เขาพยายามรวบรวมพลังปราณที่เพิ่งฟื้นฟูได้เพียงน้อยนิด บีบอัดมันให้กลายเป็นแรงกดดันที่แหลมคม ก่อนจะปลดปล่อยพุ่งตรงไปยังวิหคเพลิงอัคคีเป้าหมายเดียวอย่างแม่นยำ
แม้จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวพลังของจักรพรรดิอสูรบรรพกาล ทว่าสำหรับวิหคเพลิงระดับกลาง แรงกดดันนี้รุนแรงและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าสายฟ้าฟาดจากสวรรค์
กึก!
ร่างอวบอ้วนที่กำลังเคลิบเคลิ้มของวิหคเพลิงพลันแข็งทื่อ ขนสีแดงเพลิงทั่วร่างลุกซันด้วยความหวาดกลัวสุดขีด มันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของนักล่าบรรพกาลที่สามารถบดขยี้ดวงวิญญาณของมันให้แหลกสลายได้เพียงแค่ปรายตามอง แรงกดดันนั้นส่งมาจากสิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋วที่ซ่อนตัวอยู่ในถุงผ้าบนหน้าอกของสตรีผู้นี้
ดวงตาสีทองอำพันที่มองลอดออกมาจากปากถุงผ้านั้นเต็มไปด้วยจิตสังหารที่เย็นเยียบและคำเตือนที่ชัดเจนว่า... 'ไสหัวไปให้พ้น! สตรีผู้นี้เป็นของข้า!'
วิหคอ้วนตัวสั่นงันงกราวกับลูกนกตกน้ำ มันรีบผละออกจากฝ่ามือของเสิ่นชิงหรานอย่างรวดเร็ว ทรุดตัวลงหมอบกราบกับพื้นดินจนพุงแนบสนิท มันส่งเสียงร้องครางหงิงๆ ด้วยความหวาดกลัวและยอมจำนนอย่างสิ้นเชิง
"อ้าว เป็นอะไรไป เจ้ากลัวอะไรหรือ" เสิ่นชิงหรานตกใจกับการเปลี่ยนแปลงกะทันหันของมัน นางหันซ้ายหันขวาเพื่อมองหาสิ่งผิดปกติ ทว่ารอบกายก็ยังคงเงียบสงบ
วิหคเพลิงไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง มันรู้ดีว่าหากชักช้า มันอาจจะกลายเป็นไก่อบฟางในพริบตา มันรีบใช้จงอยปากคาบผลเพลิงตะวันที่มันหมายปองแต่แรก แล้วค่อยๆ คลานเข่าเอามาวางไว้แทบเท้าของเสิ่นชิงหรานอย่างนอบน้อม
ยังไม่พอเท่านั้น ความหวาดกลัวทำให้มันอยากจะเอาใจตัวตนอันน่าสะพรึงกลัวในถุงผ้า มันรีบขุดดินตรงรากต้นไม้ด้วยความเร็วแสง คาบเอาหัวมันวิญญาณสีม่วงซึ่งเป็นสมุนไพรล้ำค่าที่ซ่อนอยู่ใต้ดินขึ้นมาวางเคียงคู่กับผลเพลิงตะวัน ราวกับเป็นการถวายเครื่องบรรณาการเพื่อขอชีวิต
เมื่อวางเครื่องบรรณาการเสร็จสิ้น วิหคอ้วนก็ไม่รอช้า มันกระพือปีกอย่างสุดแรงเกิด บินหนีเตลิดเปิดเปิงหายลับเข้าไปในกลีบเมฆด้วยความเร็วที่ขัดกับรูปร่างอวบอ้วนของมันอย่างสิ้นเชิง ทิ้งให้เสิ่นชิงหรานยืนมองตามด้วยความงุนงง
"ไปเสียแล้ว ทิ้งของดีไว้ให้ตั้งมากมาย นกตัวนี้นิสัยแปลกประหลาดแท้" เสิ่นชิงหรานพึมพำ ก่อนจะก้มลงเก็บผลเพลิงตะวันและมันวิญญาณสีม่วงขึ้นมาใส่ตะกร้าอย่างเบิกบานใจ
จังหวะนั้นเอง นางก็สัมผัสได้ถึงแรงขยุกขยิกจากในถุงผ้าหน้าอก เสี่ยวไป๋กำลังดิ้นไปมาและส่งเสียงคำรามแผ่วเบาในลำคอ
"มี้... งืดดด!" จวินอู๋เสียส่งเสียงขู่ตามหลังนกอ้วนอย่างมาดร้าย อาการหงุดหงิดในใจยังไม่จางหาย
เสิ่นชิงหรานได้ยินเสียงนั้นก็ก้มลงมอง นางเห็นเจ้าก้อนขนทำหน้าตาบูดบึ้ง ขนสีขาวชูชันราวกับกำลังพองตัวให้ดูใหญ่โต นางพลันเข้าใจผิดไปถนัดใจ
"โธ่เอ๋ย เสี่ยวไป๋ของข้า เจ้าหวงของกินหรอกหรือ" นางหัวเราะเสียงใสพลางประคองเสี่ยวไป๋ออกจากถุงผ้ามาอุ้มไว้ในระดับสายตา "ข้าไม่ได้จะให้นกตัวนั้นกินเสียหน่อย ข้าเก็บผลเพลิงตะวันนี่มาเพื่อบำรุงเจ้านะ ไม่ต้องขู่หรอก คนเก่งของข้าช่างรู้ความจริงๆ รู้จักปกป้องอาหารของตัวเองด้วย"
พูดจบ นางก็แนบใบหน้าลงไปถูไถกับแก้มยุ้ยๆ ของเจ้าก้อนขนด้วยความเอ็นดู ก่อนจะกดริมฝีปากประทับรอยจุมพิตแผ่วเบาลงบนหน้าผากระหว่างเขาสีทองทั้งสองข้างของมันอย่างรักใคร่
จุ๊บ!
สัมผัสนุ่มนวลและอุ่นซ่านที่ประทับลงบนหน้าผากทำให้จวินอู๋เสียเบิกตากว้าง ร่างกายของเขากระตุกเกร็งไปชั่วขณะ สมองที่เคยปราดเปรื่องขาวโพลนไปชั่วขณะ
นาง... นางจูบข้า! สตรีมนุษย์ผู้นี้ล่วงเกินข้าอีกแล้ว!
ราชาอสูรแผดร้องในใจด้วยความตื่นตระหนก ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาตกใจยิ่งกว่าคือ... หัวใจของเขา!
ก้อนเนื้อเล็กๆ ในอกข้างซ้ายที่เคยเต้นอย่างราบเรียบและเย็นชามาตลอดนับหมื่นปี บัดนี้กลับเต้นระรัวและรุนแรงราวกับมีกลองศึกนับพันใบกระหน่ำตีอยู่ภายใน ความร้อนผ่าวแล่นปราดจากหน้าผากลุกลามไปทั่วทั้งใบหน้าและลามไปจนถึงปลายหาง เขารู้สึกเหมือนตัวลอยเคว้งคว้างอยู่ในอากาศ
