บทที่ 2 2
นางเด็ดใบหญ้าห้ามเลือดมาทำความสะอาดด้วยเศษหิมะที่เกาะอยู่ตามใบไม้ ขยำจนเกิดน้ำยางสีเขียวขุ่นแล้วนำมาพอกทาลงบนบาดแผลที่แขนและขา ความแสบร้อนแล่นปลาบขึ้นมาในวินาทีแรก ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นวาบที่ช่วยบรรเทาอาการปวดและหยุดเลือดที่ไหลซึมได้อย่างชะงัด
สำหรับบาดแผลกลางแผ่นหลังที่มือเอื้อมไม่ถึง นางทำได้เพียงเคี้ยวใบสมุนไพรแล้วกลืนน้ำสกัดลงคอเพื่อให้ออกฤทธิ์จากภายใน รสชาติขมฝาดบาดคอทำให้นางต้องนิ่วหน้า แต่นางก็ฝืนกลืนลงไปจนหมด
หลังจากจัดการกับบาดแผลเบื้องต้นเรียบร้อย เสิ่นชิงหรานก็พยุงร่างที่สั่นเทาของตนเองลุกขึ้นยืน นางใช้กิ่งไม้แห้งเป็นไม้เท้าค้ำยัน ก้าวเดินอย่างเชื่องช้าลึกเข้าไปในดงไม้ทึบเพื่อหาโพรงถ้ำหรือซอกหินสำหรับหลบภัยจากความหนาวเย็นในยามค่ำคืนที่กำลังจะมาเยือน
บรรยากาศในป่าหมอกเหมันต์เงียบสงัดจนน่าขนลุก เสียงลมที่พัดผ่านกิ่งไม้แห้งฟังสยดสยองราวกับเสียงคร่ำครวญของวิญญาณร้าย ทว่าเสิ่นชิงหรานกลับไม่มีความหวาดกลัวในจิตใจ ความตายที่เคยเผชิญมาแล้วครั้งหนึ่งทำให้นางมีจิตใจที่แข็งแกร่งดุจหินผา
เดินโซซัดโซเซมาได้ราวครึ่งชั่วยาม ประสาทสัมผัสอันเฉียบคมของนางก็พลันได้ยินเสียงบางอย่างผิดปกติ
"มี้... มี้..."
มันเป็นเสียงร้องแผ่วเบาที่สั่นเครือและแหบแห้ง เสียงนั้นเบาบางจนแทบจะกลืนหายไปกับเสียงสายลม แต่สำหรับเสิ่นชิงหรานผู้คลุกคลีอยู่กับสัตว์น้อยใหญ่มาทั้งชีวิต เสียงนั้นดังก้องอยู่ในโสตประสาทอย่างชัดเจน
มันคือเสียงร้องขอความช่วยเหลือของสัตว์ที่กำลังเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส
สองเท้าที่กำลังก้าวเดินหยุดชะงัก เหตุผลในหัวร้องเตือนว่าการยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวในป่าอสูรแห่งนี้อาจเป็นการรนหาที่ตาย ร่างกายของนางในตอนนี้อ่อนแอเกินกว่าจะรับมือกับอันตรายใดๆ ได้ หากเสียงร้องนั้นเป็นของลูกสัตว์อสูรดุร้าย ย่อมหมายความว่าตัวแม่ของมันอาจจะวนเวียนอยู่ใกล้ๆ
ทว่าสัญชาตญาณความเป็นหมอผู้เมตตาต่อสัตว์โลกกลับมีอำนาจเหนือความกลัว ภาพของสัตว์จรจัดที่บาดเจ็บในชาติก่อนซ้อนทับเข้ามาในห้วงความคิด นางไม่อาจทนฟังเสียงร้องที่สิ้นหวังนี้แล้วเดินจากไปได้
"เอาเถิด ถือว่าผูกวาสนาต่อกัน หากข้าต้องตายอีกครั้งก็ถือว่าสวรรค์ไร้ตา" นางพึมพำกับตนเอง ก่อนจะกระชับไม้เท้าในมือแล้วค่อยๆ เปลี่ยนทิศทางเดินตามเสียงร้องนั้นไป
เสิ่นชิงหรานแหวกกอหญ้าหนาทึบและพุ่มหนามแหลมคมออกไปอย่างระมัดระวัง ยิ่งเดินลึกเข้าไป กลิ่นคาวเลือดที่ลอยตามลมก็ยิ่งรุนแรงขึ้น ไม่นานนักทัศนวิสัยเบื้องหน้าก็เปิดออก เผยให้เห็นลานหิมะขนาดเล็กที่ถูกย้อมไปด้วยโลหิตสีแดงสดปะทะกับสีทองประกายเรืองรองอย่างน่าประหลาดใจ
ที่ใจกลางกองหิมะเปื้อนเลือดนั้น มีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กเท่าฝ่ามือขดตัวสั่นเทาอยู่
เสิ่นชิงหรานทิ้งไม้เท้าแล้วรีบย่อตัวลงคุกเข่าพิจารณาสิ่งมีชีวิตเบื้องหน้า หัวใจของนางพลันกระตุกวูบด้วยความเวทนาปนเอ็นดู
มันคือลูกสัตว์อสูรตัวน้อยที่ดูคล้ายคลึงกับลูกแมวผสมกับลูกเสือขาว รูปร่างอ้วนกลมป้อม ขนสีขาวบริสุทธิ์ที่ควรจะฟูนุ่มบัดนี้จับตัวเป็นก้อนแข็งเกรอะกรังไปด้วยคราบเลือดและเศษดิน บาดแผลฉกรรจ์หลายแห่งปรากฏบนลำตัวเล็กๆ นั้น รอยแผลลึกจนเห็นกระดูกและมีไอหมอกสีดำจางๆ ลอยกรุ่นออกมา คล้ายกับถูกพิษร้ายกาจกัดกร่อน
สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือบนหน้าผากเล็กๆ ของมัน มีเขาสีทองขนาดจิ๋วสองข้างงอกอกมาเปล่งประกายจางๆ บ่งบอกว่ามันไม่ใช่สัตว์ป่าธรรมดา ทว่าเป็นสัตว์อสูรสายพันธุ์ใดนางก็ไม่อาจล่วงรู้ได้ในตอนนี้
"เจ้าก้อนขนตัวน้อย เหตุใดจึงมาตกอยู่ในสภาพน่าเวทนาเช่นนี้ได้" เสิ่นชิงหรานเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนอย่างที่เคยใช้ปลอบประโลมสัตว์ป่วยเป็นประจำ นางค่อยๆ ยื่นมือที่สั่นเทาออกไปหมายจะตรวจสอบบาดแผล
ทันทีที่ปลายนิ้วของนางสัมผัสโดนขนที่เปื้อนเลือด ร่างเล็กจิ๋วนั้นก็สะดุ้งสุดตัว นัยน์ตากลมโตที่เคยปิดสนิทเบิกโพลงขึ้น เผยให้เห็นดวงตาสีทองอำพันที่สุกสกาวราวกับอัญมณีล้ำค่า ทว่าในแววตานั้นกลับเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว หยิ่งยโส และความระแวดระวังภัยอย่างสูงสุด
จวินอู๋เสีย จักรพรรดิอสูรบรรพกาลผู้ปกครองดินแดนหมื่นอสูร กำลังรู้สึกอัปยศอดสูจนแทบกระอักเลือด
เขาผู้มีสายเลือดมังกรทองและพยัคฆ์ขาวอันสูงส่ง ผู้ซึ่งเพียงแค่ปรายตามองก็สามารถทำให้ขุนเขาถล่มทลายและมหาสมุทรเหือดแห้ง กลับต้องมาตกอยู่ในสภาพน่าสมเพชเช่นนี้เพราะถูกคนสนิทหักหลังลอบวางยาพิษสลายวิญญาณและผนึกพลังปราณของเขาเอาไว้
เพื่อรักษาชีวิตรอด จวินอู๋เสียต้องยอมใช้วิชาต้องห้ามสละร่างเนื้อและจำแลงกายกลับคืนสู่จุดเริ่มต้นของสายเลือด กลายเป็นเพียงลูกอสูรน้อยที่ไร้ซึ่งพลังป้องกันใดๆ เขาหนีตายรอนแรมมาจนถึงป่าหมอกเหมันต์แห่งนี้และถูกฝูงหมาป่าอสูรชั้นต่ำลอบโจมตี แม้เขาจะใช้พลังเฮือกสุดท้ายสังหารพวกมันจนหมดสิ้น แต่ร่างกายของเขาก็บอบช้ำเกินกว่าจะทนรับไหว
ในขณะที่เขากำลังคิดว่าตนเองคงต้องสิ้นชื่ออยู่ที่นี่ สตรีมนุษย์ผู้หนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น
จวินอู๋เสียจ้องมองสตรีแปลกหน้าด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย สตรีมนุษย์ชั้นต่ำผู้นี้ช่างบังอาจนัก กล้าดีอย่างไรจึงเอามือสกปรกของนางมาแตะต้องพระวรกายอันศักดิ์สิทธิ์ของเขา เขาคือราชาแห่งหมื่นอสูร ผู้ที่มนุษย์ทั้งมวลต้องก้มหัวศิโรราบ!
เขาพยายามรีดเค้นพลังปราณที่เหือดแห้งเพื่อแผ่แรงกดดันของอสูรบรรพกาลหมายจะข่มขู่สตรีตรงหน้าให้หวาดกลัวจนสิ้นสติ เขาอ้าปากกว้างแยกเขี้ยวซี่เล็กๆ ที่ยังงอกไม่เต็มที่ และส่งเสียงคำรามกึกก้องที่คิดว่าน่าเกรงขามที่สุดออกไป
"กรรจ์!"
ทว่า... เสียงที่หลุดลอยออกมาจากลำคอเล็กๆ กลับกลายเป็น...
"มี้... ฟ่อออ..."
