บทที่ 3 3

จวินอู๋เสียชะงักงัน ดวงตาสีทองเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง นี่มันเสียงบ้าบออันใดกัน! เสียงครางเครือคล้ายลูกแมวขู่ฟ่อเช่นนี้หลุดออกมาจากปากของราชาอสูรผู้ยิ่งใหญ่ได้อย่างไร!

ทางด้านเสิ่นชิงหราน เมื่อเห็นท่าทีข่มขู่ที่ไร้พิษสงของเจ้าก้อนขนตรงหน้า ความตึงเครียดในใจก็พลันมลายหายไปจนหมดสิ้น นางหลุดเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างกลั้นไม่อยู่ รอยยิ้มที่ประดับบนใบหน้าเปื้อนโคลนทำให้บรรยากาศรอบข้างดูสว่างไสวขึ้นมาทันตา

"แหม ทำเป็นขู่ฟ่อๆ เชียวนะตัวแค่นี้ เจ้าคงจะเจ็บมากสินะ ไม่ต้องกลัวนะ ข้าไม่ทำร้ายเจ้าหรอก ข้าเป็นหมอ... เอ้อ ข้าเป็นผู้รักษา จะช่วยทำแผลให้เจ้าเอง"

น้ำเสียงของนางนุ่มนวลและเจือไปด้วยกระแสแห่งความปลอบประโลม เสิ่นชิงหรานไม่สนใจท่าทีต่อต้านของมัน นางค่อยๆ สอดมือเข้าไปใต้ร่างเล็กจิ๋วนั้นอย่างระมัดระวังที่สุดเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนบาดแผล แล้วช้อนตัวมันขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนอย่างทะนุถนอม

"บังอาจ! ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นังมนุษย์โง่เขลา ข้าจะฉีกร่างเจ้าเป็นชิ้นๆ!" จวินอู๋เสียตะโกนก้องในใจ ทว่าร่างกายที่ไร้เรี่ยวแรงกลับทรยศ เขาทำได้เพียงดิ้นขลุกขลักไปมาเบาๆ และส่งเสียงร้องประท้วง "มี้... มี้!"

"ชู่ว... เด็กดี ไม่ดิ้นนะ เดี๋ยวแผลจะยิ่งฉีกขาด" เสิ่นชิงหรานลูบหัวเล็กๆ ของมันอย่างแผ่วเบา

สัมผัสจากฝ่ามือของนางทำให้จวินอู๋เสียชะงักงัน เขาเตรียมจะอ้าปากงับนิ้วของนางเพื่อสั่งสอน แต่ทันใดนั้นเอง เขากลับสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายบางอย่างที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวของสตรีผู้นี้

มันไม่ใช่กลิ่นเหม็นสาบของมนุษย์ทั่วไปที่เขาเคยพานพบ แต่มันคือกลิ่นหอมหวานบริสุทธิ์ของปราณวิญญาณธรรมชาติที่เข้มข้นอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ กลิ่นอายนี้ซึมซาบเข้าสู่จมูกและแผ่กระจายไปตามเส้นประสาท มันให้ความรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย และที่สำคัญที่สุด... มันกำลังช่วยสมานเส้นลมปราณที่ฉีกขาดของเขาอย่างช้าๆ

จวินอู๋เสียสับสนอย่างหนัก สตรีที่ดูอ่อนแอและไร้ค่าผู้นี้ เหตุใดจึงมีกลิ่นอายวิญญาณระดับบรรพกาลซุกซ่อนอยู่ในร่างได้?

ความอบอุ่นจากอ้อมกอดของนางและการลูบคลำอย่างอ่อนโยน ประกอบกับฤทธิ์ของกลิ่นอายวิญญาณ ทำให้ความเจ็บปวดที่แสนสาหัสของเขาทุเลาลงอย่างน่าอัศจรรย์ เปลือกตาที่หนักอึ้งของราชาอสูรเริ่มต้านทานความเหนื่อยล้าไม่ไหว ร่างกายที่เคยแข็งเกร็งค่อยๆ ผ่อนคลายลงอย่างไม่รู้ตัว

เสิ่นชิงหรานเห็นว่าเจ้าก้อนขนเลิกดิ้นรนและหลับตาพริ้มลงด้วยความอ่อนเพลีย นางก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก นางฉีกชายกระโปรงด้านในที่ยังสะอาดอยู่มาพันรอบตัวมันอย่างเบามือเพื่อห้ามเลือดและเพิ่มความอบอุ่น

"ขนของเจ้าสีขาวสะอาดเช่นนี้ ข้าจะเรียกเจ้าว่า เสี่ยวไป๋ ก็แล้วกันนะ" นางเอ่ยยิ้มๆ พลางใช้นิ้วเกลี่ยเศษดินออกจากจมูกเล็กๆ สีชมพูของมัน

"เสี่ยวไป๋บิดาเจ้าน่ะสิ! ข้ามีนามว่าจวินอู๋เสียต่างหาก!" ราชาอสูรด่าทอในใจด้วยความขัดเคือง แต่ความง่วงงุนก็เข้าครอบงำจนเขาไม่อาจลืมตาขึ้นมาต่อล้อต่อเถียงได้อีก ท้ายที่สุดเขาก็ปล่อยให้สติจมดิ่งเข้าสู่ห้วงนิทราในอ้อมกอดที่แสนอบอุ่นของสตรีที่เขาเพิ่งตราหน้าว่าชั้นต่ำ

เสิ่นชิงหรานกระชับอ้อมแขนที่อุ้มเสี่ยวไป๋ไว้แน่นขึ้น นางเงยหน้ามองท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีสลัว บัดนี้นางไม่ได้อยู่เพียงลำพังในป่าที่น่ากลัวนี้อีกต่อไป นางมีสิ่งมีชีวิตตัวน้อยที่ต้องคอยดูแลและปกป้องเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งชีวิต

"รอดตายไปด้วยกันเถิดนะเสี่ยวไป๋ เมื่อพวกเราแข็งแกร่งขึ้นเมื่อใด ข้าจะพาเจ้าออกไปทวงแค้นพวกสวะตระกูลเสิ่นให้ราบคาบเลยคอยดู!"

ดวงตาของเสิ่นชิงหรานทอประกายเด็ดเดี่ยว นางกระชับไม้เท้าในมือแล้วก้าวเดินต่อไปข้างหน้าเพื่อค้นหาสถานที่พักพิง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป