บทที่ 4 4
รัตติกาลคืบคลานเข้าปกคลุมป่าหมอกเหมันต์อย่างรวดเร็ว แสงสว่างจากดวงอาทิตย์ที่เคยพยายามสาดส่องผ่านเรือนยอดไม้หนาทึบถูกกลืนกินไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความมืดมิดที่แผ่ขยายอาณาเขตไปทั่วทุกหัวระแหง พร้อมกับอุณหภูมิที่ลดต่ำลงอย่างรวดเร็วจนหยาดน้ำค้างบนใบไม้เริ่มจับตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลน
เสิ่นชิงหรานใช้กิ่งไม้แห้งค้ำยันร่างที่บอบช้ำของตนเอง ก้าวเดินฝ่าความมืดอย่างยากลำบาก ลมหายใจที่พรูออกจากริมฝีปากซีดเผือดกลายเป็นไอควันสีขาวขุ่น ทุกย่างก้าวที่เหยียบย่ำลงบนเศษใบไม้แห้งและกิ่งไม้หักส่งเสียงกรอบแกรบดังก้องอยู่ในความเงียบสงัด ซึ่งนั่นหาใช่เรื่องดีไม่ ในป่าที่เต็มไปด้วยสัตว์อสูรกระหายเลือดเช่นนี้ เสียงเพียงเล็กน้อยก็อาจเรียกมัจจุราชมาเยือนได้ในพริบตา
อ้อมแขนข้างซ้ายของนางกระชับร่างเล็กจิ๋วของเสี่ยวไป๋เอาไว้แนบอก เสื้อคลุมตัวนอกที่ขาดวิ่นถูกนำมาห่อหุ้มร่างของมันไว้อีกชั้นเพื่อมอบความอบอุ่น แม้ร่างกายของนางจะหนาวเหน็บจนสั่นสะท้าน ทว่านางกลับยินดีที่จะสละไออุ่นอันน้อยนิดนี้เพื่อยื้อชีวิตของสัตว์ตัวน้อยที่นางเพิ่งช่วยชีวิตมา
ดวงตากลมโตที่ผ่านความตายมาแล้วหนหนึ่งกวาดมองฝ่าความมืดมิด แม้ทัศนวิสัยจะย่ำแย่ แต่นางก็พยายามใช้สัญชาตญาณและประสาทสัมผัสในการดมกลิ่นเพื่อหาสถานที่ปลอดภัย กลิ่นอายความชื้นของดินและหินที่ลอยปะทะจมูกทำให้นางตัดสินใจเปลี่ยนทิศทาง มุ่งหน้าไปยังเชิงเขาหินผาที่ตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกลนัก
หลังจากฟันฝ่าดงเถาวัลย์หนามที่เกี่ยวตวัดจนผิวหนังเกิดรอยขีดข่วนเพิ่มขึ้นอีกหลายแห่ง ในที่สุดเสิ่นชิงหรานก็ค้นพบซอกหินแคบๆ ที่ถูกปิดบังด้วยพุ่มหญ้าคาขนาดใหญ่ มันเป็นรอยแยกของหน้าผาที่ดูเผินๆ คล้ายจะตัน ทว่าเมื่อนางเบียดตัวแทรกผ่านเข้าไป กลับพบว่าด้านในเป็นโพรงถ้ำขนาดกลางที่กว้างขวางพอให้คนสามสี่คนเข้าไปนั่งพักได้อย่างสบาย
สิ่งที่ทำให้นางประหลาดใจยิ่งกว่าคือ ภายในถ้ำแห่งนี้ไม่ได้มืดมิดจนมองไม่เห็นสิ่งใด กลับมีแสงสว่างสีฟ้าอ่อนๆ เรืองรองออกมาจากผนังถ้ำด้านในสุด แสงนั้นไม่เพียงแต่มอบความสว่าง ทว่ายังแผ่กลิ่นอายบริสุทธิ์ที่ทำให้ความเหนื่อยล้าและความเจ็บปวดตามร่างกายของนางทุเลาลงอย่างน่าอัศจรรย์
เสิ่นชิงหรานค่อยๆ วางร่างของเสี่ยวไป๋ลงบนโขดหินเรียบอย่างระมัดระวัง ก่อนจะกระชับท่อนไม้ในมือแน่นขึ้นและก้าวเดินเข้าไปสำรวจที่มาของแสงประหลาดนั้นอย่างรวดแวดระวัง ทว่าเมื่อเดินเข้าไปถึงส่วนลึกสุดของถ้ำ ดวงตาของนางก็พลันเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงระคนยินดี
เบื้องหน้าของนางคือแอ่งน้ำขนาดเล็กที่ก่อตัวขึ้นจากหินงอกหินย้อย น้ำในแอ่งนั้นใสกระจ่างทว่ากลับเปล่งประกายสีฟ้าอมขาวราวกับรวบรวมเอาแสงดาวนับหมื่นดวงมาไว้ในที่แห่งเดียว ไอหมอกบางเบาที่ลอยกรุ่นอยู่เหนือผิวน้ำส่งกลิ่นหอมหวนบริสุทธิ์ดุจกลิ่นของดอกบัวสวรรค์ที่ผลิบานในยามเช้า
"นี่มัน... น้ำพุวิญญาณกระนั้นหรือ?"
เสิ่นชิงหรานพึมพำกับตนเองด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า แม้ในยุคปัจจุบันที่นางจากมาจะไม่มีสิ่งของวิเศษเช่นนี้ แต่นางก็ได้รับความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมมาอย่างครบถ้วน ทำให้รู้ดีว่าของเหลวเบื้องหน้าคือสิ่งล้ำค่าที่เหล่าผู้ฝึกตนต่างแย่งชิงกันจนแทบจะพลิกแผ่นดินหา น้ำพุวิญญาณระดับบริสุทธิ์ที่สามารถรักษาอาการบาดเจ็บของเส้นลมปราณและฟื้นฟูพลังชีวิตได้อย่างชะงัดนัก
สวรรค์ช่างไม่ทอดทิ้งนางจริงๆ!
ไม่รอช้า เสิ่นชิงหรานรีบทรุดตัวลงคุกเข่าข้างขอบสระ นางวักน้ำพุวิญญาณขึ้นมาดื่มอึกใหญ่ รสชาติหวานล้ำและเย็นชื่นใจไหลลื่นลงสู่ลำคอ ทันทีที่น้ำวิญญาณตกลงสู่กระเพาะ กระแสความอบอุ่นสายหนึ่งก็พลันระเบิดออกและไหลเวียนไปตามจุดเส้นทั่วสรรพางค์กาย บาดแผลฉกรรจ์กลางแผ่นหลังที่เคยปวดร้าวราวกับถูกไฟคลอก บัดนี้กลับรู้สึกคันยิบๆ คล้ายกับเนื้อเยื่อกำลังสมานตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็ว เรี่ยวแรงที่เคยเหือดหายกลับคืนมาเกินครึ่ง
เมื่อเห็นผลลัพธ์อันน่าอัศจรรย์ เสิ่นชิงหรานก็รีบหันขวับกลับไปมองร่างเล็กจิ๋วที่นอนสลบไสลอยู่บนโขดหิน
"เสี่ยวไป๋ ข้าพบยาวิเศษที่จะช่วยชีวิตเจ้าได้แล้ว" นางฉีกยิ้มกว้าง รีบถอดเสื้อคลุมตัวนอกออกแล้วนำมารองเป็นเบาะนุ่มๆ ก่อนจะอุ้มร่างของเสี่ยวไป๋มาวางไว้ใกล้ๆ กับแอ่งน้ำพุวิญญาณ
ทางด้านจวินอู๋เสีย ราชันอสูรผู้ยิ่งใหญ่ที่กำลังจมดิ่งอยู่ในห้วงนิทราอันมืดมิด เขากำลังฝันร้าย ฝันว่าตนเองถูกสุนัขรับใช้ที่ไว้ใจที่สุดลอบวางยาพิษสลายวิญญาณในจอกสุรา ก่อนจะถูกรุมสังหารจนต้องใช้เคล็ดวิชาต้องห้ามสละร่างเนื้อเพื่อรักษาดวงจิตเอาไว้ ความเจ็บปวดจากการที่เส้นลมปราณทั่วร่างถูกฉีกกระชากทำลายยังคงฝังลึกอยู่ในจิตวิญญาณ
ทว่าในขณะที่ความตายกำลังจะมาเยือนอีกหน เขากลับสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายหอมหวานอันคุ้นเคย มันคือกลิ่นอายของปราณธรรมชาติที่บริสุทธิ์ที่สุด กลิ่นเดียวกับที่เขาสัมผัสได้จากตัวของสตรีมนุษย์ที่บังอาจอุ้มเขามาก่อนหน้านี้
ราชันอสูรค่อยๆ ปรือตาขึ้นอย่างยากลำบาก เปลือกตาที่หนักอึ้งเปิดออกเพียงครึ่งเดียว สิ่งแรกที่สะท้อนเข้าสู่ดวงตาสีทองอำพันของเขาคือใบหน้ามอมแมมเปื้อนดินโคลนของสตรีผู้นั้น นางกำลังยื่นใบหน้าเข้ามาใกล้เขาเสียจนเขาสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่รินรดลงบนปลายจมูก
