บทที่ 5 5
"เจ้าฟื้นแล้วหรือก้อนขนตัวน้อย" เสิ่นชิงหรานเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนดุจสายน้ำ รอยยิ้มที่ประดับบนริมฝีปากของนางทำให้ดวงตาที่เคยหม่นหมองดูสว่างไสวขึ้นมาในพริบตา
จวินอู๋เสียขมวดคิ้วมุ่น แม้จะอยู่ในร่างสัตว์อสูรตัวจิ๋ว แต่เขาก็ยังคงแผ่กลิ่นอายอันตรายออกมา เขาจ้องมองสตรีตรงหน้าด้วยสายตาเย็นชา คาดโทษนางในใจว่าบังอาจเอ่ยวาจาล่วงเกินราชาผู้ยิ่งใหญ่เรียกเขาว่าก้อนขน ทว่าก่อนที่เขาจะทันได้ขยับตัวเพื่อสั่งสอนนางให้รู้สำนึก ร่างกายของเขาก็พลันลอยหวือขึ้นจากพื้น
"ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นังมนุษย์ชั้นต่ำ! เจ้าคิดจะทำสิ่งใด!"
จวินอู๋เสียตะโกนลั่น ทว่าเสียงที่ดังก้องอยู่ในหัวกลับถูกกลั่นออกมาทางลำคอเป็นเพียงเสียงร้องอันแสนน่าสมเพช
"มี้... แง้ว!"
เสียงนั้นช่างแหบแห้งและสั่นเครือ ราวกับลูกแมวที่เพิ่งหย่านมมารดา จวินอู๋เสียเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงอีกครั้ง เขาลืมไปเสียสนิทว่าตนเองในยามนี้อยู่ในสภาพใด ความอัปยศอดสูถาโถมเข้าใส่จนอยากจะกัดลิ้นตนเองให้ตายไปเสียเดี๋ยวนี้
เสิ่นชิงหรานหาได้สนใจเสียงขู่ฟ่ออันไร้พิษสงนั้นไม่ นางช้อนมืออุ้มร่างเล็กๆ นั้นไว้ด้วยมือข้างซ้าย ส่วนมือข้างขวาก็วักน้ำพุวิญญาณขึ้นมา แล้วค่อยๆ ชโลมลงบนบาดแผลเหวะหวะตามลำตัวของมันอย่างเบามือที่สุด
"อยู่นิ่งๆ สิเสี่ยวไป๋ ข้ากำลังล้างแผลให้เจ้าอยู่นะ หากไม่ทำความสะอาดคราบเลือดและดินโคลนเหล่านี้ แผลของเจ้าจะเน่าเอาได้ ทีนี้ล่ะเจ้าได้ตายจริงๆ แน่" นางดุเบาๆ เมื่อเห็นว่าเจ้าก้อนขนพยายามจะดิ้นหนี
สัมผัสเย็นยะเยือกของน้ำพุวิญญาณที่แตะลงบนบาดแผลทำให้จวินอู๋เสียสะดุ้งสุดตัว ทว่าในวินาทีถัดมา ความเจ็บปวดแสบร้อนกลับถูกแทนที่ด้วยความเย็นซาบซ่าน พลังปราณบริสุทธิ์จากน้ำพุแทรกซึมผ่านบาดแผลเข้าสู่เส้นเลือด มันกำลังช่วยสมานเส้นลมปราณที่แหลกเหลวของเขาอย่างช้าๆ
ทว่าความเย่อหยิ่งของราชาอสูรมีหรือจะยอมรับการปรนนิบัติจากมนุษย์โดยง่าย เขาพยายามดิ้นรนขัดขืน ตะเกียกตะกายหมายจะหลุดพ้นจากพันธนาการ ทว่าเรี่ยวแรงของเขาในยามนี้ช่างน้อยนิดเหลือเกิน เพียงแค่เสิ่นชิงหรานออกแรงบีบที่หลังคอของมันเบาๆ ร่างของเขาก็อ่อนยวบลงอย่างไม่อาจควบคุม
"ข้าบอกให้อยู่นิ่งๆ อย่างไรเล่า เป็นเด็กดีแล้วข้าจะรีบทำให้เสร็จ" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุๆ แต่แฝงไปด้วยความเอ็นดู
'มนุษย์บัดซบ! กล้าดีอย่างไรมาจับหลังคอข้าเยี่ยงสัตว์เลี้ยงชั้นต่ำ ปล่อยมือสกปรกของเจ้าออกไปเดี๋ยวนี้!'
จวินอู๋เสียสบถด่าในใจอย่างเกรี้ยวกราด ดวงตาสีทองทอประกายวาวโรจน์ ทว่าเขากลับทำสิ่งใดไม่ได้เลยนอกจากปล่อยให้นางใช้เศษผ้าชุบน้ำเช็ดถูไปตามลำตัวของเขาอย่างย่ามใจ ตั้งแต่หัวจรดหาง ไม่มีซอกมุมใดที่นางละเว้น การกระทำอันอุกอาจนี้ทำให้ราชาอสูรผู้ไม่เคยให้สตรีใดเข้าใกล้เกินสามก้าวต้องรู้สึกอับอายจนขนสีขาวบริสุทธิ์ของเขาแทบจะเปลี่ยนเป็นสีชมพูระเรื่อ
หลังจากล้างคราบเลือดจนสะอาดหมดจด เสิ่นชิงหรานก็นำหญ้าห้ามเลือดเกล็ดมังกรที่นางเก็บมาได้ระหว่างทางมาโขลกด้วยก้อนหินจนละเอียด ผสมกับน้ำพุวิญญาณเล็กน้อยเพื่อให้เป็นเนื้อครีมข้น กลิ่นเหม็นเขียวของสมุนไพรลอยคลุ้งไปทั่วบริเวณ
"เอาล่ะ ถึงเวลาทายาแล้ว ยานี้อาจจะแสบสักหน่อย แต่เจ้าต้องทนนะ"
เสิ่นชิงหรานใช้นิ้วป้ายยาสมุนไพรแล้วละเลงลงบนบาดแผลฉกรรจ์ที่หน้าอกและขาของเสี่ยวไป๋ ฤทธิ์ของหญ้าห้ามเลือดเมื่อผสานกับน้ำพุวิญญาณทำให้เกิดความปวดแสบปวดร้อนอย่างรุนแรงในคราแรก จวินอู๋เสียถึงกับสูดลมหายใจเข้าลึก ร่างกายเล็กจิ๋วสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุม ทว่าเขากลับกัดฟันแน่น ไม่ยอมส่งเสียงร้องออกมาแม้แต่แอะเดียว ศักดิ์ศรีของราชาอสูรไม่อนุญาตให้เขาแสดงความอ่อนแอต่อหน้ามนุษย์!
เสิ่นชิงหรานเห็นอาการสั่นเกร็งของมันก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสาร นางก้มหน้าลงไปใกล้ๆ แล้วเป่าลมเบาๆ รดบาดแผลของมันเพื่อบรรเทาความแสบร้อน
"ฟู่... ฟู่... ไม่เจ็บแล้วนะคนเก่ง ทนอีกนิดเดียว"
ลมหายใจอุ่นๆ และกลิ่นอายปราณวิญญาณธรรมชาติที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวนาง คล้ายกับมีมนตร์สะกดบางอย่างที่ทำให้จิตใจอันร้อนรุ่มของจวินอู๋เสียสงบลงอย่างประหลาด เขาเผลอจ้องมองใบหน้าด้านข้างของสตรีผู้นี้อย่างลืมตัว แม้ใบหน้าของนางจะเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลน ทว่าดวงตาคู่สวยที่กำลังทอดมองมาที่เขากลับทอประกายอ่อนโยนและห่วงใยอย่างปิดไม่มิด
มันเป็นสายตาที่เขาไม่เคยได้รับจากผู้ใดมาก่อน ในดินแดนหมื่นอสูรที่เขียวขจีไปด้วยการแก่งแย่งชิงดี มีแต่ผู้ที่หวังผลประโยชน์และหวาดกลัวในอำนาจของเขาเท่านั้น ไม่มีผู้ใดเคยมองเขาด้วยสายตาที่บริสุทธิ์เช่นนี้
เมื่อจัดการทายาภายนอกเสร็จเรียบร้อย เสิ่นชิงหรานก็นำสมุนไพรส่วนที่เหลือมาบีบคั้นเอาน้ำ ผสมเข้ากับน้ำพุวิญญาณจนเต็มเปลือกไม้ที่นางล้างเตรียมไว้ นางช้อนตัวเสี่ยวไป๋ขึ้นมาประคองไว้ในวงแขน ก่อนจะจ่อเปลือกไม้ที่บรรจุน้ำยาสีเขียวขุ่นปนฟ้าไปที่ริมฝีปากของมัน
"ดื่มยานี่เสีย จะได้หายไวๆ บาดแผลภายในของเจ้าสาหัสมาก หากไม่ดื่มยาเจ้าจะไม่รอดเอาได้"
กลิ่นเหม็นเขียวของสมุนไพรระดับล่างบวกกับสัญชาตญาณความระแวดระวังภัย ทำให้จวินอู๋เสียเม้มริมฝีปากแน่นสนิท เขาเบือนหน้าหนีอย่างรังเกียจ เขาคือราชาอสูรผู้ดื่มกินเพียงน้ำค้างสวรรค์และผลไม้วิญญาณระดับเซียน จะให้มากินน้ำหญ้าป่าชั้นต่ำเช่นนี้ได้อย่างไร ฝันไปเถิด!
"อ้าว เจ้าดื้อนี่ ดื่มเข้าไปเดี๋ยวนี้นะ" เสิ่นชิงหรานขมวดคิ้ว พยายามขยับเปลือกไม้ตามจังหวะการหันหนีของมัน ทว่าเจ้าก้อนขนก็ยังคงดื้อดึง ปิดปากแน่นสนิทประหนึ่งถูกเย็บติดกันไว้
