บทที่ 6 6
เมื่อใช้วิธีนุ่มนวลไม่ได้ผล สัญชาตญาณความเป็นหมอที่ต้องบังคับป้อนยาสัตว์ป่วยก็ถูกปลุกขึ้น เสิ่นชิงหรานวางเปลือกไม้ลงชั่วคราว นางใช้มือซ้ายประคองท้ายทอยของมันไว้ ส่วนนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ของมือขวาก็บีบเข้าที่มุมปากของมันเบาๆ
"อ้าปากเดี๋ยวนี้ เสี่ยวไป๋!" นางออกคำสั่งเสียงเข้ม
จวินอู๋เสียเบิกตากว้างด้วยความโกรธา กล้าใช้กำลังบังคับเขาเชียวหรือ! เขาพยายามสะบัดหน้าหนีสุดแรง ทว่านิ้วเรียวเล็กของนางกลับจับล็อคขากรรไกรของเขาไว้อย่างมั่นคงราวกับคีมเหล็ก ด้วยสรีระที่ต่างกันราวฟ้ากับเหว ในที่สุดปากเล็กๆ ของเขาก็ถูกบีบให้เผยอออกอย่างจำยอม
เสิ่นชิงหรานไม่รอช้า รีบคว้าเปลือกไม้ขึ้นมาแล้วกรอกน้ำยาผสมน้ำพุวิญญาณลงไปในปากของมันทันที
"อึก! แค่ก! แค่ก!"
รสชาติขมฝาดและเหม็นเขียวไหลทะลักลงสู่ลำคอ จวินอู๋เสียสำลักจนหน้าดำหน้าแดง เขาพยายามจะบ้วนยาทิ้ง ทว่าเสิ่นชิงหรานกลับใช้มือปิดปากเขาไว้แน่น พลางลูบคลำบริเวณลำคอของเขาเบาๆ เป็นการกระตุ้นให้กลืนลงไป
"กลืนลงไปเด็กดี ข้าบอกให้กลืนลงไปอย่างไรเล่า" นางเอ่ยกลั้วหัวเราะเมื่อเห็นท่าทางต่อต้านอย่างสุดกำลังของมัน
ในที่สุด เมื่อไม่อาจต้านทานสัญชาตญาณทางร่างกายได้ จวินอู๋เสียก็จำต้องกลืนน้ำยารสชาติบรรลัยกัลป์นั้นลงคอไปจนหมด เขาจ้องมองสตรีตรงหน้าด้วยสายตาอาฆาตมาดร้ายราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ฝากไว้ก่อนเถิดนังมนุษย์อัปลักษณ์ หากข้าฟื้นคืนพลังเมื่อใด ข้าจะจับเจ้ามาบีบปากกรอกน้ำโคลนเสียให้เข็ด!
ทว่าความอาฆาตพยาบาทในใจกลับต้องชะงักงันลง เมื่อน้ำยาสมุนไพรที่ผสานกับน้ำพุวิญญาณเริ่มออกฤทธิ์ กระแสพลังอันอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วช่องท้อง ก่อนจะกระจายตัวไปตามเส้นลมปราณที่ฉีกขาดอย่างรวดเร็ว ความเจ็บปวดที่เคยกัดกินอวัยวะภายในทุเลาลงอย่างเห็นได้ชัด พลังปราณที่เคยแห้งเหือดเริ่มมีหยดน้ำเล็กๆ ก่อตัวขึ้นในตันเถียนของเขา
มันได้ผล! ยาสวะชั้นต่ำนี่เมื่อผสมกับน้ำพุวิญญาณและกลิ่นอายของนาง กลับมีสรรพคุณรักษาอาการบาดเจ็บระดับวิญญาณของเขาได้อย่างน่าอัศจรรย์!
จวินอู๋เสียมองเสิ่นชิงหรานด้วยความรู้สึกที่สับสนปนเป นางเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาที่ไม่มีพลังปราณแม้แต่หยดเดียว ทว่ากลับมีความรู้เรื่องสมุนไพรและมีกลิ่นอายวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ซุกซ่อนอยู่ นางเป็นใครกันแน่ และเหตุใดถึงต้องเสี่ยงชีวิตมาช่วยเหลือสัตว์อสูรบาดเจ็บเช่นเขา?
หลังจากป้อนยาเสร็จสิ้น เสิ่นชิงหรานก็ใช้ชายแขนเสื้อเช็ดคราบน้ำยาที่เลอะมุมปากของเสี่ยวไป๋อย่างเบามือ นางถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อเห็นว่าบาดแผลของมันหยุดเลือดสนิทแล้วและลมหายใจก็สม่ำเสมอขึ้น
"เก่งมากเสี่ยวไป๋ของข้า คืนนี้ก็นอนพักผ่อนเสียนะ พรุ่งนี้เราค่อยคิดหาทางออกจากป่าบ้าๆ นี่ด้วยกัน"
นางจัดแจงวางร่างของเสี่ยวไป๋ลงบนเบาะที่ทำจากเสื้อคลุม ก่อนจะลุกขึ้นไปเก็บกิ่งไม้แห้งบริเวณปากถ้ำมาก่อกองไฟเล็กๆ เพื่อสร้างความอบอุ่นและไล่สัตว์ร้าย อากาศในป่าหมอกเหมันต์ยามค่ำคืนนั้นหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจ แม้จะอยู่ใกล้บ่อน้ำพุวิญญาณ ทว่าความเย็นก็ยังคงแทรกซึมผ่านผิวหนังเข้ามาได้
เสิ่นชิงหรานเอนกายลงนอนขดตัวอยู่ข้างกองไฟ นางขยับตัวเข้าไปใกล้ร่างของเสี่ยวไป๋ สอดแขนข้างหนึ่งโอบกอดมันไว้หลวมๆ เพื่อแบ่งปันไออุ่นให้แก่กันและกัน ความเหนื่อยล้าจากการถูกเฆี่ยนตี การทะลุมิติ และการเดินทางอันยาวนาน ทำให้เปลือกตาของนางหนักอึ้งและปิดลงในเวลาไม่นานนัก ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอบ่งบอกว่านางได้เข้าสู่ห้วงนิทราไปแล้วอย่างสงบ
จวินอู๋เสียผู้ซึ่งยังคงตื่นอยู่ เขาพยายามจะขยับตัวหนีจากอ้อมกอดอันน่ารำคาญนี้ ทว่าความอบอุ่นที่แผ่ซ่านมาจากร่างของนางกลับเหนี่ยวรั้งเขาเอาไว้ กลิ่นอายปราณวิญญาณหอมหวานที่ลอยกรุ่นอยู่รอบตัวนางทำหน้าที่ประดุจยานอนหลับชั้นเลิศ มันโอบอุ้มจิตวิญญาณที่บอบช้ำของเขาให้รู้สึกผ่อนคลายและปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ราชาอสูรผู้ยิ่งใหญ่พ่นลมหายใจออกทางจมูกอย่างขัดใจ เขาเหลือบมองใบหน้ายามหลับใหลของสตรีตรงหน้าเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะตัดสินใจซุกหน้าลงกับท่อนแขนเรียวเล็กของนาง ยอมแพ้ต่อความอบอุ่นและความง่วงงุนที่โจมตีเข้ามา
'เห็นแก่ที่เจ้าช่วยชีวิตข้าไว้ ข้าจะยอมลดตัวลงมานอนเป็นเพื่อนเจ้าสักคืนก็แล้วกัน มนุษย์ชั้นต่ำ...'
ท่ามกลางความหนาวเหน็บและอันตรายของป่าหมอกเหมันต์ ภายในถ้ำศิลาเล็กๆ แห่งนี้กลับอบอวลไปด้วยความอบอุ่นและสายใยบางเบาที่เริ่มถักทอขึ้นระหว่างหนึ่งสตรีผู้ถูกทอดทิ้งและหนึ่งราชาอสูรผู้ตกอับ
