บทที่ 7 7

แสงตะวันยามเช้าสาดส่องผ่านรอยแยกของปากถ้ำศิลาเข้ามาตกกระทบลงบนพื้นดินที่ชื้นแฉะ ไอหมอกสีขาวขุ่นมัวที่ลอยอวลอยู่ภายนอกเริ่มเจือจางลงเมื่อต้องกับความอบอุ่น ทว่าอากาศภายในป่าหมอกเหมันต์ก็ยังคงหนาวเหน็บจนแทบจะแช่แข็งโลหิตในกายได้

บนกองหญ้าแห้งที่ถูกปูรองด้วยเศษผ้าเก่าๆ ร่างเล็กจิ๋วป้อมกลมของสัตว์อสูรตัวน้อยขนสีขาวกำลังขดตัวหลับตาพริ้ม ลมหายใจเข้าออกของมันสม่ำเสมอและแผ่วเบา ต่างจากเมื่อคืนที่มันเอาแต่หอบสะท้านด้วยความเจ็บปวด

แพขนตาหนาของจวินอู๋เสียค่อยๆ ขยับยุกยิกก่อนที่เปลือกตาจะเปิดขึ้นอย่างเชื่องช้า ดวงตาสีทองอำพันสุกสกาวกวาดมองไปรอบบริเวณถ้ำแคบๆ ที่ไม่คุ้นตา สมองที่เคยขุ่นมัวจากพิษบาดแผลเริ่มกลับมาแจ่มใสอีกครั้ง

สิ่งแรกที่ราชาอสูรบรรพกาลสัมผัสได้คือความเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายของตนเอง

เดิมทีเส้นลมปราณของเขาถูกพิษสลายวิญญาณกัดกร่อนจนขาดวิ่น พลังตบะที่สั่งสมมานับหมื่นปีถูกผนึกและแตกซ่านจนไม่เหลือชิ้นดี ทว่าในยามนี้ เขากลับพบว่ามีกระแสพลังสายหนึ่งที่แสนจะอบอุ่นและบริสุทธิ์ลึกล้ำกำลังไหลเวียนหล่อเลี้ยงเส้นลมปราณที่ฉีกขาดเหล่านั้นอย่างเงียบเชียบ กระแสพลังนี้ไม่ได้ดุดันเกรี้ยวกราด ทว่าอ่อนโยนและทรงอานุภาพในการเยียวยาอย่างน่าอัศจรรย์ มันค่อยๆ สมานรอยร้าวในแก่นวิญญาณของเขา ราวกับหยาดน้ำค้างหยดลงบนผืนดินที่แห้งแล้งแตกระแหง

จวินอู๋เสียขมวดคิ้วมุ่น เขาพยายามสูดจมูกดมกลิ่นเพื่อค้นหาที่มาของกระแสพลังวิญญาณอันล้ำค่านี้ ทันทีที่จมูกเล็กๆ สีชมพูของเขาขยับ กลิ่นหอมหวานละมุนที่คุ้นเคยก็ลอยมาแตะจมูก มันเป็นกลิ่นเดียวกันกับสตรีมนุษย์ที่กล้าบังอาจจับเขาหงายท้องและกรอกยาขมๆ เมื่อคืนนี้ไม่มีผิดเพี้ยน

เขาก้มลงมองเศษผ้าที่พันอยู่รอบตัวตนเอง เศษผ้าผืนนี้ถูกฉีกมาจากกระโปรงตัวในของสตรีผู้นั้น แม้จะเปื้อนคราบเลือดและฝุ่นดิน ทว่ากลับอวลไปด้วยกลิ่นอายปราณวิญญาณธรรมชาติที่บริสุทธิ์ที่สุด กลิ่นอายนี้ซึมซับเข้าสู่ร่างกายของเขาผ่านทางผิวหนังและบาดแผล ช่วยประคองชีวิตที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายของเขาเอาไว้ได้ตลอดทั้งคืน

"สตรีชั้นต่ำผู้นั้น... แท้จริงแล้วเป็นตัวอันใดกันแน่"

จวินอู๋เสียพึมพำในใจอย่างสับสน มนุษย์ทั่วไปย่อมมีกลิ่นสาบของกิเลสและความโลภเจือปนอยู่ในปราณวิญญาณ แม้แต่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูงที่อ้างตนว่าบริสุทธิ์ผุดผ่อง ก็ยังไม่อาจมีกลิ่นอายที่ไร้ราคีเช่นนี้ได้ กลิ่นอายของนางให้ความรู้สึกคล้ายกับกลิ่นของปฐมบรรพกาล กลิ่นของผืนป่า ท้องฟ้า และสายน้ำที่ยังไม่ถูกแปดเปื้อน

ระหว่างที่เขากำลังจมอยู่ในห้วงความคิด เสียงฝีเท้าเบาๆ ก็ดังขึ้นจากบริเวณปากถ้ำ จวินอู๋เสียรีบหลับตาลงทันที สัญชาตญาณความระแวดระวังภัยของอสูรทำให้เขาแสร้งทำเป็นหลับใหลเพื่อประเมินสถานการณ์

ผู้ที่เดินเข้ามาคือเสิ่นชิงหราน เรือนผมสีดำขลับของนางยุ่งเหยิงและเปียกชื้นไปด้วยหยาดน้ำค้าง ใบหน้าที่เคยซีดเซียวเริ่มมีสีสันขึ้นมาบ้าง ทว่าบาดแผลตามร่างกายยังคงมีรอยเลือดซึมออกมาเล็กน้อยเมื่อนางต้องขยับตัวเคลื่อนไหว ในมือของนางถือตะกร้าที่สานขึ้นอย่างหยาบๆ จากเถาวัลย์ ภายในนั้นมีผลไม้ป่าสีแดงสดหน้าตาประหลาดและใบสมุนไพรอีกหลายชนิด

เสิ่นชิงหรานวางตะกร้าลงบนพื้นหินอย่างระมัดระวัง ก่อนจะเดินเข้ามาทรุดตัวลงนั่งข้างๆ กองหญ้าแห้ง นางยื่นมือที่เย็นเฉียบจากการตากน้ำค้างออกไปแตะลงบนหน้าผากเล็กๆ ของเจ้าก้อนขนเบาๆ

"ตัวไม่ร้อนแล้ว สวรรค์คุ้มครองจริงๆ ที่เจ้าผ่านพ้นคืนที่หนาวเย็นมาได้"

น้ำเสียงของนางเจือไปด้วยความโล่งอกและดีใจอย่างปิดไม่มิด เสิ่นชิงหรานคลี่ยิ้มบางๆ ขณะลูบไล้ไปตามเส้นขนที่เริ่มแห้งกรังของเสี่ยวไป๋

จวินอู๋เสียรู้สึกขัดเคืองใจยิ่งนักที่ถูกฝ่ามือของมนุษย์ลูบหัวราวกับเป็นสัตว์เลี้ยงต้อยต่ำ เขาอยากจะสะบัดหน้าหนีและคำรามข่มขู่ให้นางหวาดกลัว ทว่าร่างกายของเขากลับทรยศ สัมผัสที่เย็นเยียบจากปลายนิ้วของนางเมื่อผสานกับกลิ่นอายปราณวิญญาณที่แผ่ออกมา กลับทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายจนเผลอไผลครางออกมาเบาๆ

"มี้..."

ทันทีที่เสียงนั้นหลุดรอดออกจากลำคอ จวินอู๋เสียก็แทบอยากจะกัดลิ้นตัวเองให้ตายตกไปเสียเดี๋ยวนี้ ราชาอสูรผู้ยิ่งใหญ่เกรียงไกร เหตุใดจึงแสดงท่าทีน่าอับอายเช่นนี้ออกไปได้! เขาเบิกตากว้างและถลึงตามองสตรีตรงหน้าด้วยความโกรธแค้นตนเอง

เสิ่นชิงหรานเห็นเจ้าก้อนขนลืมตาขึ้นมาจ้องนางเขม็งด้วยสายตาขุ่นขวางก็หัวเราะออกมาเบาๆ

"ตื่นแล้วหรือเจ้าตัวยุ่ง สายตาเช่นนี้คืออันใดกัน หิวแล้วใช่หรือไม่ รอประเดี๋ยวเถิด วันนี้ข้าได้ของดีมาบำรุงเจ้าด้วย"

นางไม่สนใจสายตาอาฆาตมาดร้ายของเขา เสิ่นชิงหรานหันกลับไปสนใจตะกร้าเถาวัลย์ของตนเอง นางหยิบผลไม้สีแดงสดขนาดเท่ากำปั้นเด็กทารกออกมาสองผล ผลไม้นี้มีลักษณะคล้ายลูกท้อ ทว่าเปลือกภายนอกกลับมีเส้นริ้วสีเงินเปล่งประกายจางๆ พาดผ่าน และมีกลิ่นหอมหวนที่กระตุ้นความอยากอาหารได้อย่างรุนแรง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป