บทที่ 9 9

เมื่อกระเพาะอาหารได้รับการเติมเต็ม จวินอู๋เสียก็รู้สึกหนังตาหย่อนคล้อยลงอีกครั้ง ความอบอุ่นจากพลังปราณที่กำลังซ่อมแซมร่างกายทำให้เขาง่วงงุน เขาซุกตัวลงบนตักนุ่มๆ ของเสิ่นชิงหรานอย่างลืมตัว ปล่อยให้นางลูบหัวและเกาเกาท้องให้ด้วยความเคลิบเคลิ้ม

"เจ้าเป็นสัตว์อสูรสายพันธุ์ใดกันแน่นะเสี่ยวไป๋ ขนสีขาวเหมือนหิมะ แถมยังมีเขาสีทองเล็กๆ บนหัวอีก ไม่เหมือนสัตว์ป่าธรรมดาทั่วไปเลย" เสิ่นชิงหรานพึมพำขณะใช้นิ้วเขี่ยเขาสีทองที่โผล่พ้นกลุ่มขนออกมาเบาๆ

จวินอู๋เสียสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อถูกสัมผัสที่เขา เขาอยากจะบอกนางเหลือเกินว่าเขาคือสายเลือดมังกรทองและพยัคฆ์ขาวบรรพกาลผู้สูงส่ง ทว่าเขาไม่อาจสื่อสารด้วยภาษามนุษย์ได้ในตอนนี้ จึงทำได้เพียงครางงึมงำในคออย่างไม่พอใจที่ถูกล่วงเกิน

"เอาเถิด ไม่ว่าเจ้าจะเป็นตัวอะไร ในเมื่อโชคชะตาพาให้เรามาพบกันและต้องตกระกำลำบากด้วยกัน ข้าก็จะถือว่าเจ้าเป็นครอบครัวเพียงหนึ่งเดียวของข้าในโลกใบนี้ก็แล้วกัน"

น้ำเสียงของนางเจือไปด้วยความเศร้าหมองและโดดเดี่ยว เสิ่นชิงหรานเหม่อมองออกไปนอกปากถ้ำ ภาพความทรงจำอันโหดร้ายของการถูกเฆี่ยนตีและนำมาทิ้งในป่ายังคงฝังรากลึกอยู่ในใจ

"คนตระกูลเสิ่นช่างโหดเหี้ยมไร้ความปรานี พวกมันทำร้ายเจ้าของร่างเดิมจนตายอย่างอยุติธรรม ข้าให้สัตย์สาบานไว้แล้วว่าจะต้องทวงคืนความยุติธรรมทั้งหมดกลับมาให้ได้ แต่ในยามนี้ข้ายังอ่อนแอนัก ไร้ซึ่งพลังปราณยุทธ์ ไร้ซึ่งอำนาจเงินทอง การจะกลับไปแก้แค้นพวกมันในเมืองหลวงย่อมไม่ต่างอะไรกับการเอาไข่ไปกระทบหิน"

นางถอนหายใจยาว ก่อนจะก้มลงมองเจ้าก้อนขนบนตัก แววตาของนางแปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว

"ข้าต้องแข็งแกร่งขึ้น ข้าต้องหาทางฝึกฝนพลังปราณให้จงได้ ในป่าหมอกเหมันต์แห่งนี้แม้จะเต็มไปด้วยอันตราย แต่ก็อุดมไปด้วยสมุนไพรและของวิเศษมากมาย ข้าจะใช้ความรู้ทางการแพทย์ที่ข้ามี รักษาร่างกายนี้ให้แข็งแรง และตามหาวิธีทะลวงจุดชีพจรที่ถูกปิดกั้นให้จงได้ เสี่ยวไป๋ เจ้าเองก็ต้องรีบแข็งแรงนะ เมื่อเจ้าหายดีแล้ว เราสองคนจะออกไปจากป่าแห่งนี้ และไปเหยียบย่ำพวกตระกูลเสิ่นให้จมดินไปด้วยกัน!"

คำพูดที่เต็มไปด้วยความแค้นและความมุ่งมั่นของสตรีตรงหน้า ทำให้จวินอู๋เสียต้องลืมตาขึ้นมามองนางอีกครั้ง

ในแววตาของนาง เขาไม่เห็นความหวาดกลัวหรือความสิ้นหวังหลงเหลืออยู่อีกเลย มีเพียงเปลวเพลิงแห่งการต่อสู้ที่ลุกโชนอย่างร้อนแรง สตรีที่ดูบอบบางราวกับดอกไม้ป่าดอกเล็กๆ นี้ กลับมีจิตใจที่แข็งแกร่งและหยิ่งทะนงไม่แพ้บุรุษอกสามศอก

จวินอู๋เสียอดไม่ได้ที่จะรู้สึกชื่นชมในใจเล็กๆ แม้นางจะเป็นเพียงมนุษย์ชั้นต่ำ ทว่าเจตจำนงของนางกลับคู่ควรแก่การยกย่อง เขาผู้เป็นราชาอสูรย่อมเข้าใจถึงรสชาติของการถูกหักหลังและสูญเสียเป็นอย่างดี ความแค้นที่ฝังลึกในใจของนาง ย่อมไม่ต่างอันใดกับความแค้นที่เขามีต่อพวกกบฏที่ลอบทำร้ายเขา

"เห็นแก่ที่เจ้าช่วยชีวิตข้าไว้ และช่วยปรุงอาหารชั้นยอดที่แฝงพลังปราณวิญญาณให้ข้ากิน ข้าจวินอู๋เสียจะยอมลดตัวลงมาให้ความคุ้มครองเจ้าชั่วคราวก็แล้วกัน เมื่อใดที่พลังของข้าฟื้นคืนมา ข้าจะช่วยเจ้ากวาดล้างพวกมนุษย์มดปลวกตระกูลเสิ่นให้สิ้นซาก เพื่อเป็นการตอบแทนน้ำใจในครั้งนี้"

ราชาอสูรบรรพกาลให้คำมั่นสัญญาในใจ ก่อนจะหลับตาลงและซุกหน้าเข้ากับฝ่ามือของเสิ่นชิงหราน ปล่อยให้ความอบอุ่นและกลิ่นอายปราณวิญญาณของนางโอบกอดเขาไว้

ยามซื่อล่วงเลยมาจนถึงกลางยามอู่ หมอกขาวขุ่นมัวที่ปกคลุมป่าหมอกเหมันต์เริ่มบางตาลง แสงอาทิตย์ยามสายสาดส่องลงมากระทบผืนป่า ทว่าความหนาวเย็นยังคงแทรกซึมอยู่ในทุกอณูอากาศ

​            ภายในถ้ำศิลาอันเงียบสงบ เสิ่นชิงหรานใช้เวลาตลอดช่วงเช้าในการจัดการกับร่างกายของตนเองและเจ้าก้อนขนตัวน้อย นางต้มน้ำพุวิญญาณผสมกับสมุนไพรฤทธิ์อุ่นเพื่อใช้เช็ดตัวทำความสะอาดคราบเลือดและดินโคลน บาดแผลบนแผ่นหลังของนางสมานตัวขึ้นมากจนไม่รู้สึกเจ็บปวดรุนแรงเท่าเมื่อวาน แม้รอยช้ำจะยังคงอยู่ แต่นางก็สามารถเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วขึ้น

​            สำหรับเสี่ยวไป๋นั้น การทำความสะอาดร่างกายของมันเป็นเรื่องที่ทุลักทุเลและเต็มไปด้วยการต่อต้านอย่างเงียบๆ

​            จวินอู๋เสียแทบจะขาดใจเมื่อถูกสตรีมนุษย์จับขัดสีฉวีวรรณด้วยผ้าชุบน้ำอุ่น นางเช็ดถูทุกซอกทุกมุมอย่างทะนุถนอม ทว่าสำหรับราชาอสูรผู้ไม่เคยมีผู้ใดกล้าแตะต้องกายเนื้อ นี่คือการล่วงเกินอย่างอุกอาจที่สุด เขาส่งเสียงขู่ฟ่อในลำคอตลอดเวลา แต่ทว่าความอ่อนโยนจากปลายนิ้วและน้ำพุวิญญาณที่ซึมซาบเข้าสู่ผิวหนัง กลับทำให้ดวงตาสีทองของเขาเคลิบเคลิ้มหลับลงครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างน่าไม่อาย

​เมื่อคราบเลือดและสิ่งสกปรกหลุดลอกออกไปจนหมด ขนสีขาวบริสุทธิ์ของมันก็ฟูฟ่องขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด มันดูคล้ายกับก้อนเมฆนุ่มนิ่มที่มีหูและหางเล็กๆ เขาสีทองบนหน้าผากที่เคยหม่นหมองก็กลับมาทอประกายเรืองรองจางๆ รูปลักษณ์ของมันในยามนี้น่ารักน่าเอ็นดูจนเสิ่นชิงหรานอดใจไม่ไหว ต้องก้มลงไปสูดดมความหอมสะอาดจากพุงกะทิเล็กๆ ของมันเข้าเต็มปอด

​            "อ๊ะ ปล่อยข้านะนังมนุษย์โรคจิต!" จวินอู๋เสียเบิกตากว้าง ร้องลั่นในใจพร้อมกับพยายามยกขาหน้าสั้นๆ ดันใบหน้าของนางออกไป แต่แรงเท่ามดของเขาหรือจะสู้แรงของเสิ่นชิงหรานได้

​"หอมจังเลยเสี่ยวไป๋ ขนของเจ้านุ่มกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีก ตอนนี้เจ้าเป็นก้อนขนที่สะอาดที่สุดในป่าแห่งนี้แล้วนะ" นางหัวเราะเสียงใส ก่อนจะวางมันลงบนตักแล้วใช้เศษผ้าแห้งซับน้ำที่เกาะตามเส้นขนให้อย่างเบามือ

​            เมื่อจัดการธุระส่วนตัวเสร็จสิ้น เสิ่นชิงหรานก็ตระหนักได้ว่าเสบียงอาหารที่หามาได้เมื่อวานหมดลงแล้ว ผลวิญญาณโลหิตที่เหลือถูกนำมาบดเป็นอาหารเหลวให้เสี่ยวไป๋จนหมดสิ้น นางจำเป็นต้องออกไปสำรวจป่าอีกครั้งเพื่อหาสมุนไพรและอาหารมาประทังชีวิต

​            ทว่าการจะทิ้งเสี่ยวไป๋ที่ยังคงอ่อนแอไว้ในถ้ำเพียงลำพังก็เสี่ยงเกินไป หากมีสัตว์อสูรตัวอื่นพลัดหลงเข้ามา มันย่อมกลายเป็นเหยื่ออันโอชะอย่างแน่นอน

​            เสิ่นชิงหรานตัดสินใจฉีกชายกระโปรงด้านนอกที่ขาดวิ่นออกมายาวๆ แล้วนำมามัดผูกเข้าด้วยกันอย่างแน่นหนาเพื่อดัดแปลงเป็นถุงผ้าขนาดเล็ก นางนำถุงผ้านั้นมาผูกสะพายพาดบ่าให้ตัวถุงห้อยอยู่บริเวณหน้าอกของนางพอดี

​"มาเถิดเสี่ยวไป๋ ข้าจะพาเจ้าออกไปสูดอากาศข้างนอก อยู่ในนี้เจ้าจะปลอดภัยและข้าก็จะได้คอยดูแลเจ้าได้อย่างใกล้ชิดด้วย"

​            นางอุ้มเจ้าก้อนขนสีขาวใส่ลงไปในถุงผ้าประดิษฐ์นั้นอย่างระมัดระวัง จัดแจงให้ส่วนหัวเล็กๆ ของมันโผล่พ้นปากถุงออกมาเพื่อให้หายใจได้สะดวก

​            จวินอู๋เสียตัวแข็งทื่อ ถุงผ้านี้แนบชิดอยู่กับหน้าอกของเสิ่นชิงหรานจนเขาสามารถสัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจและความอบอุ่นจากเรือนร่างของนาง กลิ่นหอมหวานของปราณวิญญาณธรรมชาติโอบล้อมรอบตัวเขาอย่างหนาแน่น ราชาอสูรผู้แสนเย็นชาพลันรู้สึกถึงความร้อนผ่าวที่แล่นริ้วขึ้นมาบนใบหน้า โชคดีที่ขนสีขาวฟูฟ่องช่วยปกปิดแก้มที่ขึ้นสีระเรื่อของเขาเอาไว้ได้

​"สตรีไร้ยางอาย ชายหญิงไม่ควรใกล้ชิด เจ้าเอาข้ามาแนบอกเช่นนี้ หากข้าคืนร่างเดิมได้เมื่อใด เจ้าต้องรับผิดชอบเกียรติของข้า!" จวินอู๋เสียบ่นอุบอิบในใจ พยายามขยับตัวให้น้อยที่สุดเพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาทไปมากกว่านี้ ทว่าความนุ่มสบายและความอบอุ่นจากร่างของนางก็ทำให้เขาไม่อาจปฏิเสธได้ว่า สถานที่ซ่อนตัวแห่งนี้ช่างยอดเยี่ยมเสียจริง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป