บทที่ 2 ตอนที่ 2 คมกริบ
ตอนที่ 2
คมกริบ
ชายหนุ่มร่างสูงยืนอยู่ริมหน้าต่างกระจกบานใหญ่ เขาสวมสูทสีดำตัดเย็บประณีต เส้นผมดำสนิทถูกจัดทรงอย่างเรียบร้อย ใบหน้าคมเข้มเต็มไปด้วยความสุขุม ดวงตาลึกนิ่งราวกับทะเลในคืนไร้แสงดาว
กษิดินทร์ เป็นผู้ชายที่ดูห่างไกลจากคำว่าอ่อนโยน แต่เพียงตะวันรู้ดีว่าเขาเคยมีช่วงเวลาที่อบอุ่นกว่านี้หรืออย่างน้อย เธอก็เคยเชื่อเช่นนั้น
“คุณเรียกตะวันมาหรือคะ”
เพียงตะวันเอ่ยถามเบา ๆ พร้อมยกมือไหว้ตามมารยาท
กษิดินทร์หันกลับมา สายตาของเขากวาดมองเธอตั้งแต่ใบหน้าลงไปถึงแฟ้มในมือ ความเย็นชาที่ฉายอยู่ในดวงตาคู่นั้นทำให้เพียงตะวันรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่กลางลมหนาว
“ผมไม่ได้เรียกคุณมาเพื่อให้ยืนเงียบอยู่ตรงประตู”
เขาพูดเสียงเรียบ แต่ทุกคำคมกริบจนคนฟังเจ็บแปลบ
เพียงตะวันเม้มปากเล็กน้อย ก่อนเดินเข้าไปหยุดตรงหน้าเขาในระยะห่างพอเหมาะ
“ขอโทษค่ะ ตะวันคิดว่าคุณต้องการดูแฟ้มกำหนดการ”
เธอยื่นแฟ้มให้ด้วยสองมือ พยายามรักษาน้ำเสียงให้สุภาพที่สุด
กษิดินทร์รับแฟ้มไปเปิดดูเพียงครู่เดียว ก่อนปิดลงอย่างไม่ใส่ใจนัก
“กำหนดการไม่มีปัญหา แต่ผมมีเรื่องจะเตือนคุณ”
“เตือนตะวันหรือคะ”
เพียงตะวันถาม ทั้งที่พอเดาได้ว่าคำเตือนของเขาคงไม่ใช่เรื่องดี
กษิดินทร์วางแฟ้มลงบนโต๊ะ แล้วมองเธอ ตรง ๆ
“วันนี้เป็นวันของรสรินทร์ ผมไม่อยากเห็นเรื่องวุ่นวายอะไรเกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องที่ทำให้รสไม่สบายใจ”
หัวใจของเพียงตะวันเหมือนถูกบีบแน่น เธอนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนฝืนถามด้วยน้ำเสียงที่ยังสุภาพ
“คุณคิดว่าตะวันจะทำอะไรหรือคะ”
“ผมไม่รู้ว่าคุณคิดจะทำอะไร แต่มันคงดีกว่าถ้าคุณรู้ขอบเขตของตัวเอง”คำตอบของเขาตรงและเจ็บอย่างไม่อ้อมค้อม
เพียงตะวันกำมือเข้าหากันแน่น เธอพยายามบอกตัวเองว่าอย่าเสียใจ เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขามองเธอด้วยสายตาเช่นนี้ แต่ไม่ว่าจะเตรียมใจอย่างไร ความเจ็บก็ยังแทงลึกเข้ามาทุกครั้ง
“ขอบเขตของตะวันคืออะไรคะ คุณกษิดินทร์”
เธอถามช้า ๆ ดวงตาคู่หวานเงยขึ้นสบตาเขาอย่างไม่หลบเลี่ยง
กษิดินทร์ขมวดคิ้วเล็กน้อย เหมือนไม่พอใจที่เธอย้อนถาม
“ขอบเขตของน้องสาวเจ้าสาว ไม่ใช่ผู้หญิงที่คอยทำให้คนอื่นเข้าใจผิดว่าอยากเป็นเจ้าสาวเสียเอง”
เพียงตะวันสะอึกเงียบ ๆ ประโยคนั้นรุนแรงกว่าที่เธอคิด เธอมองชายตรงหน้าอย่างเจ็บปวด ความทรงจำในคืนฝนตกเมื่อหลายปีก่อนผุดขึ้นมาในใจอีกครั้ง คืนที่เขาเลือดไหลเต็มขมับ นั่งหมดแรงอยู่ข้างรถที่ประสบอุบัติเหตุบนถนนเปลี่ยว เธอเป็นคนพาเขาไปหลบฝน เป็นคนกดผ้าเช็ดหน้าไว้กับแผล เป็นคนบอกให้เขาอดทนจนรถพยาบาลมาถึง
ตอนนั้นเขาจับมือเธอไว้แน่นแล้วพูดด้วยเสียงแผ่วว่า
ถ้าผมรอด ผมจะจำคุณไว้ตลอดชีวิต
เขารอด แต่คนที่เขาจำ กลับไม่ใช่เธอ
เพียงตะวันกลืนความขมปร่าในลำคอ ก่อนยิ้มบาง ๆ อย่างอ่อนล้า
“คุณไม่ต้องห่วงค่ะ ตะวันรู้ดีว่าวันนี้เป็นวันของพี่รส ตะวันไม่ได้อยากยืนในที่ของใคร และไม่เคยคิดแย่งอะไรจากใคร”
กษิดินทร์มองรอยยิ้มนั้นนิ่ง ๆ บางอย่างในแววตาของเธอทำให้เขารู้สึกสะดุดใจ ทว่าความรู้สึกนั้นถูกความระแวงกลบลงอย่างรวดเร็ว
“หวังว่าคุณจะทำได้อย่างที่พูด”
เขาตอบสั้น ๆ แล้วเบือนหน้าไปทางหน้าต่าง
เพียงตะวันมองเสี้ยวหน้าคมของเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนก้มศีรษะเล็กน้อย
“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ตะวันขอตัวนะคะ”
เธอหมุนตัวจะเดินออกไป แต่เสียงของเขากลับดังขึ้นอีกครั้ง
“เพียงตะวัน”
เธอหยุดฝีเท้า หัวใจเต้นแรงเพียงเพราะเขาเรียกชื่อเต็มของเธอ
“คะ”หญิงสาวหันกลับไปมองเขาอย่างระวัง
กษิดินทร์จ้องเธออยู่หลายวินาที ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เบาลงเล็กน้อย
“รสเครียดมากเพราะเรื่องงานแต่ง ถ้าคุณเป็นน้องสาวที่ดีจริง วันนี้ช่วยทำให้เธอสบายใจ อย่าทำให้เธอต้องร้องไห้อีก”
เพียงตะวันนิ่งงัน คำว่า อีก ทำให้เธอรู้ทันทีว่ารสรินทร์คงพูดอะไรบางอย่างกับเขาอีกแล้ว บางอย่างที่ทำให้เขาเชื่อว่าเธอเคยทำให้พี่สาวเสียใจ
“คุณเชื่อพี่รสมากเลยนะคะ”
เธอหลุดปากถามออกไปอย่างห้ามไม่ทัน กษิดินทร์มองเธอด้วยสายตาแข็งขึ้นทันที
“อย่างน้อยรสก็ไม่เคยทำให้ผมต้องสงสัยในความจริงใจของเธอ”
เพียงตะวันยิ้มเศร้า“บางครั้งคนที่ดูน่าเชื่อที่สุด อาจเป็นคนที่โกหกเก่งที่สุดก็ได้นะคะ”ทันทีที่พูดจบ เธอก็รู้ว่าตัวเองพลาดดวงตาของกษิดินทร์เย็นลงอย่างเห็นได้ชัด
“คุณกำลังกล่าวหาพี่สาวตัวเองหรือ”
“ตะวันไม่ได้กล่าวหาใครค่ะ ตะวันแค่พูดตามที่คิด”
“ถ้าความคิดของคุณมีแต่ความอิจฉา ผมแนะนำให้เก็บมันไว้กับตัวเองดีกว่า อย่าเอามาทำลายวันดี ๆ ของรส”เสียงของเขาไม่ได้ดัง แต่หนักพอจะกดหัวใจของเพียงตะวันให้จมลง
เธอยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ความรู้สึกหลายอย่างตีขึ้นมาพร้อมกัน ทั้งเสียใจ น้อยใจ และเหนื่อยล้ากับการถูกตัดสินโดยไม่เคยมีสิทธิ์อธิบาย แต่สุดท้ายเธอก็ทำได้เพียงยกมือไหว้เขาอีกครั้ง
“ตะวันขอโทษค่ะ ตะวันจะไม่พูดอะไรให้คุณไม่สบายใจอีก”
เธอพูดจบแล้วรีบเดินออกจากห้อง ก่อนน้ำตาที่ขังอยู่ในดวงตาจะทรยศเธอต่อหน้าเขา
กษิดินทร์มองตามแผ่นหลังบอบบางที่หายลับหลังประตูไป คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว
