บทที่ 3 ตอนที่3 ไม่อยากพูด
ตอนที่3
ไม่อยากพูด
เพียงตะวันเป็นผู้หญิงแปลก ยามเธอก้มหน้า เธอดูเปราะบางจนน่าสงสาร แต่ยามเธอเงยหน้าสบตา กลับมีประกายดื้อรั้นบางอย่างที่ทำให้เขาไม่อาจละสายตาได้ง่าย ๆ เขาไม่ชอบความรู้สึกนี้ ไม่ชอบที่หัวใจตัวเองเผลอสะดุดเพราะผู้หญิงที่เขาควรระวังที่สุด
เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะดังขึ้น กษิดินทร์หยิบขึ้นมาดู เมื่อเห็นชื่อรสรินทร์บนหน้าจอ สีหน้าของเขาก็อ่อนลงเล็กน้อย
“รส อยู่ไหนแล้วครับ ใกล้ถึงเวลาทำพิธีแล้ว”
น้ำเสียงของเขานุ่มกว่าตอนคุยกับเพียงตะวันอย่างเห็นได้ชัด
ปลายสายเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเสียงสะอื้น เบา ๆ จะดังขึ้น
“ดิน...รสขอโทษนะคะ”
กษิดินทร์ตัวแข็งทันที“เกิดอะไรขึ้น รสร้องไห้ทำไม”
“รส...รสทำไม่ได้ค่ะ รสกลัว รสไม่กล้ากลับไปที่งานแล้ว”เสียงของรสรินทร์สั่นพร่า ราวกับคนกำลังหวาดกลัวสุดชีวิต
“รสอยู่ที่ไหน ผมจะไปรับ”
กษิดินทร์ถามทันที ความกังวลแล่นผ่านใบหน้าคมเข้ม
“อย่าตามรสเลยค่ะ ถ้าดินตามมา ตะวันต้องไม่ปล่อยรสไว้แน่”
ชื่อของเพียงตะวันที่หลุดออกจากปากรสรินทร์ทำให้ดวงตาของกษิดินทร์แข็งกร้าวขึ้น
“เพียงตะวันเกี่ยวอะไรด้วย”เสียงปลายสายสะอื้นหนักขึ้น
“รสไม่อยากพูด รสไม่อยากให้ดินเกลียดน้อง แต่รสทนไม่ไหวแล้วค่ะ ตะวันบอกว่าถ้ารสแต่งงานกับดิน รสจะไม่มีวันได้อยู่อย่างสงบ ตะวันบอกว่าทุกอย่างควรเป็นของเขา ไม่ใช่ของรส”
กษิดินทร์กำโทรศัพท์แน่นจนข้อนิ้วขาว“รสฟังผมนะ ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน บอกผมมา ผมจะจัดการทุกอย่างเอง”
“อย่าค่ะ อย่าตามมา รสขอแค่ดินอย่าเชื่อใจตะวัน อย่าให้เขาได้ทุกอย่างไปง่าย ๆ รสขอโทษนะคะ ดิน...รสรักดิน แต่รสกลัวจริง ๆ”
สายถูกตัดไปทันที กษิดินทร์โทรกลับ แต่ไม่มีสัญญาณตอบรับ เขาหันไปคว้าเสื้อสูทบนพนักเก้าอี้ ทว่าเลขาส่วนตัวกลับรีบเปิดประตูเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“คุณกษิดินทร์ครับ เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ”
“ผมรู้แล้ว รสรินทร์หายไปใช่ไหม”
กษิดินทร์ถามเสียงเครียด เลขาหนุ่มชะงัก ก่อนพยักหน้ารัว ๆ
“ครับ แต่มากกว่านั้นครับ ทางห้องแต่งตัวเจ้าสาวพบจดหมายฉบับหนึ่งวางไว้บนโต๊ะเครื่องแป้ง คุณมธุรสอ่านแล้วเป็นลม ส่วนคุณพิธานอาการกำเริบ ตอนนี้กำลังนำส่งโรงพยาบาลครับ”
ชื่อของพิธาน วรเมธากุล บิดาของเพียงตะวัน ทำให้กษิดินทร์หยุดชะงัก
“จดหมายเขียนว่าอะไร”
เลขาลังเล แต่จำต้องตอบ“เขียนว่าคุณรสรินทร์ถูกคุณเพียงตะวันข่มขู่ครับ เธอจึงต้องหนีไปก่อนงานแต่ง”บรรยากาศในห้องเหมือนเย็นเยียบลงในทันที
กษิดินทร์หลับตาลงชั่วครู่ ใบหน้าของเพียงตะวันเมื่อครู่ผุดขึ้นมาในความคิด รอยยิ้มเศร้า ดวงตาที่เหมือนมีเรื่องอยากพูดมากมาย และประโยคที่เธอทิ้งไว้
บางครั้งคนที่ดูน่าเชื่อที่สุด อาจเป็นคนที่โกหกเก่งที่สุดก็ได้นะคะ
เขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง ความลังเลเล็ก ๆ ถูกความโกรธกดทับจนแทบไม่เหลือ
“พาเพียงตะวันมาพบผมเดี๋ยวนี้”
เขาสั่งเสียงต่ำด้านนอกโถงงานแต่งเริ่มวุ่นวาย ข่าวเจ้าสาวหายตัวแพร่กระจายรวดเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง แขกเหรื่อกระซิบกระซาบกันเป็นวงกว้าง สีหน้าของผู้ใหญ่ทั้งสองตระกูลเคร่งเครียด พนักงานโรงแรมวิ่งกันให้วุ่นเพื่อควบคุมสถานการณ์ไม่ให้หลุดไปถึงสื่อมวลชนซึ่งรออยู่ด้านหน้า
เพียงตะวันเพิ่งออกจากห้องน้ำหลังพยายามล้างหน้าล้างตาให้ดูปกติ ก็ถูกสาวใช้จากบ้านวรเมธากุลวิ่งเข้ามาหาด้วยสีหน้าซีดเผือด
“คุณตะวันคะ คุณท่านล้มค่ะ ตอนนี้กำลังนำส่งโรงพยาบาล”
“อะไรนะ พ่อเป็นอะไร!”
เพียงตะวันหน้าซีดทันที เธอคว้าแขนสาวใช้แน่นอย่างลืมตัว
“ได้ยินว่าหัวใจวายค่ะ คุณมธุรสก็เป็นลม ทุกคนวุ่นกันหมดเลยค่ะ”
เพียงตะวันไม่รอฟังต่อ เธอรีบวิ่งไปทางห้องแต่งตัวเจ้าสาว หัวใจเต้นแรงจนเจ็บหน้าอก เมื่อไปถึงก็เห็นมธุรสนั่งร้องไห้อยู่บนโซฟา โดยมีญาติผู้หญิงหลายคนคอยพัดและปลอบ
บนโต๊ะเครื่องแป้งมีซองจดหมายสีขาววางอยู่
เพียงตะวันมองซองนั้นด้วยลางสังหรณ์ไม่ดี
“คุณมธุรสคะ พ่อเป็นยังไงบ้างคะ พ่ออยู่ที่ไหน ตะวันจะไปหาพ่อ”
เธอถามเร็ว ๆ น้ำเสียงสั่นด้วยความเป็นห่วง
มธุรสเงยหน้าขึ้นมองเธอ ดวงตาแดงก่ำ แต่แววตาที่ซ่อนอยู่ลึก ๆ กลับเย็นอย่างประหลาด
“ยังจะมีหน้าถามอีกหรือ ตะวัน เธอทำอะไรลงไปรู้ตัวไหม”
เพียงตะวันชะงักราวกับถูกตบหน้า“ตะวันทำอะไรคะ”
“รสหายไป เพราะเธอข่มขู่พี่สาวตัวเอง เธออยากได้คุณกษิดินทร์มากถึงขนาดทำลายวันแต่งงานของพี่เลยหรือ”คำกล่าวหานั้นทำให้เพียงตะวันตัวชา
“ไม่จริงนะคะ ตะวันไม่ได้ทำ ตะวันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพี่รสหายไปไหน”
“แล้วจดหมายนี่คืออะไร!”
มธุรสคว้ากระดาษจากโต๊ะแล้วยื่นใส่หน้าเธอ
เพียงตะวันรับมาด้วยมือสั่น เธอกวาดสายตาอ่านตัวอักษรบนกระดาษเพียงไม่กี่บรรทัด หัวใจก็เหมือนหล่นวูบลงสู่พื้น
รสขอโทษทุกคน รสแต่งงานไม่ได้แล้ว ตะวันบอกว่าถ้ารสยังดื้อจะแต่งกับคุณดิน เขาจะเปิดโปงเรื่องที่ทำให้รสอยู่ในสังคมไม่ได้ รสกลัว รสเหนื่อย รสไม่อยากให้ทุกคนต้องอับอายเพราะรสอีกต่อไป อย่าโทษตะวันเลยนะคะ รสผิดเองที่อ่อนแอเกินไป
เพียงตะวันอ่านซ้ำอยู่สองรอบ ก่อนเงยหน้าขึ้นด้วยดวงตาเบิกกว้าง
“นี่ไม่ใช่ความจริงค่ะ ตะวันไม่เคยพูดแบบนี้กับพี่รส ตะวันไม่เคยขู่พี่รสเลย”
“แล้วรสจะเขียนโกหกทำไม ในเมื่อวันนี้เป็นวันแต่งงานของเขา เขาจะทำลายชีวิตตัวเองเพื่อใส่ร้ายเธอหรือ”
มธุรสถามเสียงสั่นเหมือนคนเจ็บปวด แต่สายตากลับบีบคั้นจนเพียงตะวันแทบหายใจไม่ออก
“ตะวันไม่รู้ค่ะ แต่ตะวันไม่ได้ทำจริง ๆ ขอให้ตะวันไปหาพ่อก่อนนะคะ ตะวันจะอธิบายทุกอย่างทีหลัง”
เธอพยายามเดินออกจากห้อง แต่เสียงทุ้มเย็นของใครบางคนกลับดังขึ้นจากหน้าประตู
“คุณไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น”
เพียงตะวันหันไปมอง แล้วหัวใจก็เย็นวาบ
กษิดินทร์ยืนอยู่ตรงนั้น ใบหน้าคมเคร่งขรึม ดวงตาที่เคยมองเธอด้วยความระแวง บัดนี้เต็มไปด้วยความโกรธอย่างชัดเจน
“คุณกษิดินทร์ ตะวันไม่ได้ทำอย่างที่จดหมายเขียนนะคะ ตะวันไม่รู้ว่าพี่รสอยู่ที่ไหน และตะวันไม่ได้ขู่พี่รสจริง ๆ”
เพียงตะวันรีบอธิบายทันที เธอรู้ว่าเขาไม่เชื่อ แต่ก็ยังอยากพูด อยากให้เขาฟังเธอบ้างสักครั้ง
กษิดินทร์ก้าวเข้ามาหาเธอช้า ๆ ทุกก้าวเหมือนยิ่งทำให้ห้องแคบลงจนเพียงตะวันหายใจติดขัด
“เมื่อกี้ในห้องรับรอง คุณเพิ่งพูดเป็นนัยว่ารสโกหก ไม่กี่นาทีต่อมา รสก็หายตัวไปพร้อมจดหมายฉบับนี้ คุณจะให้ผมเชื่อว่าทั้งหมดเป็นเรื่องบังเอิญหรือ”
“มันเป็นเรื่องบังเอิญจริง ๆ ค่ะ ตะวันไม่รู้ว่าทำไมพี่รสถึงเขียนแบบนั้น แต่ตะวันสาบานได้ว่าตะวันไม่เคยคิดทำลายงานแต่งของพี่”น้ำเสียงของเพียงตะวันสั่นเครือ เธอพยายามสบตาเขาอย่างเปิดเผย ทั้งที่ข้างในกำลังหวาดกลัว
“สาบานหรือ”
กษิดินทร์หัวเราะเบา ๆ แต่ไม่มีความขบขันในน้ำเสียงเลย
“คนเราพูดคำว่าสาบานได้ง่ายเสมอ โดยเฉพาะเวลาต้องการเอาตัวรอด”
เพียงตะวันเจ็บจนแทบพูดไม่ออก“คุณจะเกลียดตะวันก็ได้ค่ะ แต่ตอนนี้ขอให้ตะวันไปหาพ่อก่อน พ่อหัวใจวายเพราะเรื่องนี้ ตะวันเป็นห่วงพ่อ”
“คุณเป็นห่วงพ่อ หรือกลัวว่าถ้าคุณพิธานฟื้นขึ้นมาแล้วรู้เรื่องทั้งหมด คุณจะถูกตัดออกจากครอบครัว”คำกล่าวหานั้นเหมือนมีดกรีดลงกลางอก
เพียงตะวันมองเขาทั้งน้ำตาคลอ ก่อนส่ายหน้าช้า ๆ
“คุณใจร้ายกับตะวันได้มากกว่าที่ตะวันคิดอีกนะคะ”
ประโยคนั้นเบามาก แต่กลับทำให้กษิดินทร์นิ่งไปเสี้ยววินาที
ดวงตาของเพียงตะวันไม่ได้มีความโกรธอย่างที่เขาคาดไว้ มีเพียงความเจ็บปวดลึกจนเขาเผลอรู้สึกเหมือนตนเองทำอะไรผิดแต่เสียงของมธุรสก็ดังขึ้นขัดจังหวะ
“คุณกษิดินทร์คะ ตอนนี้เราต้องรักษาหน้าทั้งสองตระกูลก่อนนะคะ แขกมากันเต็มงานแล้ว นักข่าวก็อยู่ข้างล่าง ถ้างานแต่งล่ม ธุรกิจของบ้านวรเมธากุลคงพังแน่ ๆ หุ้นส่วนที่รอจับผิดอยู่คงใช้เรื่องนี้ทำลายเรา”
มธุรสพูดทั้งน้ำตา มือหนึ่งกุมผ้าเช็ดหน้าไว้แน่น
ผู้ใหญ่ฝ่ายอัครเดชากุลหลายคนที่ตามเข้ามาในห้องต่างมีสีหน้าเคร่งเครียด หนึ่งในนั้นคือคุณหญิงรำไพ มารดาของกษิดินทร์ หญิงสูงวัยใบหน้าอ่อนล้าเพราะโรคหัวใจ แต่ยังคงงดงามและสง่างาม
“ดิน แม่อยากรู้ว่ารสอยู่ที่ไหน แต่ตอนนี้แขกทั้งงานรออยู่ ถ้าปล่อยให้เรื่องนี้หลุดออกไป สองครอบครัวจะเสียหายมาก”
คุณหญิงรำไพเอ่ยเสียงอ่อนแรง แต่ยังพยายามประคองสติ
กษิดินทร์หันไปหามารดา แววตาของเขาอ่อนลงทันที
“แม่ครับ เรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว จะให้ผมทำยังไง รสหายไป ผมไม่รู้ว่าเธอปลอดภัยหรือเปล่า”
“แม่รู้ว่าลูกห่วงรส แต่ตอนนี้เราต้องมีทางออก ถ้างานแต่งต้องล่มต่อหน้าคนทั้งงาน ชื่อเสียงของตระกูลเราจะเสียหาย และคุณพิธานอาจรับไม่ไหวอีก”
คุณหญิงรำไพพูดแล้วไอเบา ๆ จนสาวใช้ต้องรีบประคอง
เพียงตะวันมองหญิงสูงวัยอย่างเป็นห่วง แม้ตนเองกำลังถูกกล่าวหา แต่สัญชาตญาณกลับทำให้เธอก้าวเข้าไปช่วยประคองอีกคน
“คุณหญิงไหวไหมคะ นั่งก่อนนะคะ เดี๋ยวตะวันเรียกหมอให้”
เธอพูดด้วยความจริงใจ มือเล็กช่วยจับแขนคุณหญิงรำไพอย่างระมัดระวัง
