บทที่ 4 ตอนที่4 นิ่ง

ตอนที่4

นิ่ง

คุณหญิงมองใบหน้าซีดของเพียงตะวัน ดวงตาที่ผ่านโลกมามากพอจะอ่านความรู้สึกคนได้บางอย่าง ฉายแววอ่อนโยนขึ้นเล็กน้อย

“ขอบใจนะลูก”

คำว่า ลูก ทำให้เพียงตะวันเกือบร้องไห้

ในห้องที่ทุกคนมองเธอเป็นคนผิด มีเพียงคำสั้น ๆ จากหญิงสูงวัยที่ทำให้เธอรู้สึกว่ายังเป็นมนุษย์คนหนึ่ง

มธุรสมองภาพนั้นด้วยแววตาวูบไหว ก่อนรีบพูดขึ้น

“ถ้าจะรักษางานแต่งไว้ ทางเดียวคือให้ตะวันแต่งแทนรสค่ะ”

ทั้งห้องเงียบกริบ เพียงตะวันหันขวับไปมองแม่เลี้ยง สีหน้าไม่อยากเชื่อสิ่งที่ได้ยิน

“คุณมธุรสพูดอะไรคะ”

“เธอเป็นลูกสาวบ้านวรเมธากุลเหมือนกัน งานแต่งครั้งนี้เป็นการผูกสัมพันธ์ของสองครอบครัว ถ้ารสไม่อยู่ เธอก็ต้องรับผิดชอบแทนพี่สาว”

มธุรสเอ่ยอย่างชัดถ้อยชัดคำ น้ำเสียงสั่นเหมือนจำใจ ทั้งที่แววตากลับเด็ดขาด เพียงตะวันถอยหลังไปหนึ่งก้าว

“ไม่ค่ะ ตะวันทำไม่ได้ พี่รสเป็นคู่หมั้นของคุณกษิดินทร์ ไม่ใช่ตะวัน แล้วคุณกษิดินทร์ก็ไม่ได้อยากแต่งงานกับตะวัน”

เธอพูดออกไปตรง ๆ ทั้งเจ็บและอับอาย กษิดินทร์มองเธอด้วยสายตาเย็นชา

“อย่างน้อยคุณก็รู้ตัวดี”

เพียงตะวันสะอึก แต่ยังพยายามตั้งสติ“ถ้าอย่างนั้นก็ยิ่งไม่ควรมีใครบังคับให้เรื่องนี้เกิดขึ้นค่ะ ตะวันจะไปตามพี่รสเอง ตะวันจะช่วยอธิบายกับแขก หรือจะให้ตะวันออกไปบอกทุกคนว่างานเลื่อนก็ได้ แต่ตะวันแต่งแทนพี่รสไม่ได้”

“เธอคิดว่าคำว่าเลื่อนงานแต่งมันพูดง่ายขนาดนั้นหรือ ตะวัน”

มธุรสถามเสียงแข็งขึ้นเล็กน้อย“แขกทั้งงานเป็นนักธุรกิจ ผู้ใหญ่ นักข่าว หุ้นส่วน ธนาคาร เจ้าหนี้ เธอก็รู้ว่าบ้านเรากำลังมีปัญหา ถ้างานนี้พัง สัญญาช่วยเหลือจากอัครเดชากุลก็อาจจบลง พ่อของเธอจะรับไหวหรือ”

ชื่อของบิดาทำให้เพียงตะวันนิ่งงัน เธอรู้ว่าบริษัทของครอบครัวกำลังมีปัญหาหนัก หนี้สินหลายร้อยล้านทำให้พิธานแทบล้มทั้งยืน การแต่งงานของรสรินทร์กับกษิดินทร์จึงไม่ใช่แค่เรื่องความรัก แต่เป็นเส้นเชือกเส้นสุดท้ายที่อาจช่วยประคองบ้านวรเมธากุลไว้

“แต่ตะวันไม่ใช่เจ้าสาวของคุณกษิดินทร์นะคะ”เพียงตะวันเอ่ยเสียงแผ่ว

“ถ้ารสไม่อยู่ เธอก็ต้องเป็น”มธุรสตอบทันที

เพียงตะวันหันไปมองกษิดินทร์ ราวกับหวังให้เขาปฏิเสธแทนเธอ อย่างน้อยเขาควรพูดว่าไม่ เขาควรบอกทุกคนว่าไม่ต้องการผู้หญิงที่เขาเกลียดมาเป็นภรรยาแต่ชายหนุ่มกลับยืนนิ่ง ใบหน้าคมเย็นเยียบจนอ่านไม่ออก

“คุณกษิดินทร์ คุณไม่จำเป็นต้องยอมเรื่องนี้นะคะ ตะวันรู้ว่าคุณไม่ต้องการ ตะวันก็ไม่ต้องการให้มันเป็นแบบนี้เหมือนกัน”เธอพูดด้วยเสียงสั่น ๆ

กษิดินทร์สบตาเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงต่ำ

“คุณแน่ใจหรือว่าไม่ต้องการ”

เพียงตะวันเบิกตาเล็กน้อย“คุณหมายความว่ายังไงคะ”

“ผมแค่สงสัย ทุกอย่างมันเหมือนเป็นสิ่งที่คุณรออยู่พอดี พี่สาวหายตัวไป งานแต่งกำลังจะล่ม แล้วทุกคนก็หันมาหาคุณในฐานะเจ้าสาวแทน”

“ตะวันไม่ได้วางแผน!”

เธอเผลอขึ้นเสียงเป็นครั้งแรก ดวงตาคู่สวยแดงก่ำด้วยความเจ็บปวด

กษิดินทร์ก้าวเข้ามาใกล้ เงาสูงใหญ่ของเขาทาบทับเธอ

“ถ้าไม่ได้วางแผน ก็พิสูจน์สิ รับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้น แต่งงานแทนรส แล้วช่วยรักษาชื่อเสียงของทุกคนไว้”

เพียงตะวันมองเขาเหมือนไม่รู้จัก“คุณจะลงโทษตะวันด้วยการแต่งงานหรือคะ”

“ถ้าคุณไม่ได้ทำผิด การแต่งงานครั้งนี้ก็คงเป็นแค่หน้าที่ชั่วคราว หลังจากผมตามรสกลับมาได้ ทุกอย่างจะถูกจัดการตามที่ควรเป็น”

“แล้วตะวันล่ะคะ ตะวันจะเป็นอะไรในเรื่องนี้”

คำถามนั้นทำให้กษิดินทร์เงียบไป

เพียงตะวันยิ้มทั้งน้ำตา“ตะวันจะเป็นคนที่ถูกใช้รักษาหน้าครอบครัว เป็นผู้หญิงที่ถูกคนทั้งงานมองว่าแย่งเจ้าบ่าวของพี่สาว เป็นภรรยาที่สามีเกลียด และเมื่อพี่รสกลับมา ตะวันก็ต้องเดินออกไปเหมือนไม่เคยมีชีวิตใช่ไหมคะ”

คำพูดของเธอแทงใจคนฟังบางคนจนต้องเบือนหน้า แต่ไม่มีใครปฏิเสธเพราะนั่นคือความจริงในห้องนั้นไม่มีใครต้องการเพียงตะวันจริง ๆ ทุกคนเพียงต้องการให้เธอเป็นทางออกของปัญหา

คุณหญิงรำไพถอนหายใจเบา ๆ ก่อนมองเพียงตะวันด้วยแววตาเวทนา

“แม่รู้ว่ามันไม่ยุติธรรมกับหนู แต่ถ้าวันนี้ไม่มีเจ้าสาว งานนี้จะกลายเป็นเรื่องอื้อฉาวใหญ่ หนูอาจเกลียดแม่ก็ได้ที่พูดแบบนี้ แต่แม่ขอร้อง ช่วยประคองทุกอย่างไว้ก่อนได้ไหม หลังจากนี้แม่จะให้ดินรับผิดชอบหนูอย่างเหมาะสม”

เพียงตะวันน้ำตาคลอ เธอไม่ได้โกรธคุณหญิงรำไพ เพราะรู้ว่าหญิงสูงวัยเองก็ถูกสถานการณ์บีบคั้นไม่ต่างกัน แต่คำว่า รับผิดชอบอย่างเหมาะสม กลับทำให้เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นความเสียหายอย่างหนึ่งที่ต้องได้รับการชดใช้

โทรศัพท์ของมธุรสดังขึ้น เธอรับสายเพียงครู่เดียว สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นซีดเผือด

“โรงพยาบาลโทรมาค่ะ คุณพิธานอาการยังไม่คงที่ หมอบอกว่าต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ถ้ามีเรื่องกระทบใจเพิ่มอีก อาจอันตรายมาก”

เพียงตะวันตัวชา ภาพบิดานอนอยู่บนเตียงโรงพยาบาลผุดขึ้นมาในใจทันที ไม่ว่าพิธานจะอ่อนแอและมักยอมให้มธุรสกับรสรินทร์กดดันเธออย่างไร เขาก็ยังเป็นพ่อ เป็นคนเดียวที่เหลือจากครอบครัวแท้ ๆ ของเธอ

“ตะวัน...ถือว่าแม่ขอร้องนะลูก”

มธุรสเดินเข้ามาจับมือเธอ ดวงตาเปียกน้ำตา แต่แรงบีบที่มือกลับแน่นจนเจ็บ

“ช่วยพ่อเธอ ช่วยบ้านเรา ถ้าเธอไม่แต่งวันนี้ พ่อเธออาจไม่มีแรงอยู่รับรู้เรื่องอะไรอีกแล้ว”

เพียงตะวันหลุบตาลงมองมือของมธุรสที่จับมือตนไว้คำขอร้องนั้นฟังเหมือนความรัก แต่แท้จริงคือโซ่ตรวน

เธอไม่มีทางเลือกเลย ไม่มีมาตั้งแต่แรก“ถ้าตะวันแต่ง...ทุกคนจะช่วยพ่อใช่ไหมคะ”เธอถามเสียงเบาราวกับหมดแรง

มธุรสรีบพยักหน้า“แน่นอน อัครเดชากุลจะไม่ปล่อยให้บ้านเราล้ม คุณกษิดินทร์เป็นคนมีเกียรติ เขาต้องรับผิดชอบ”

เพียงตะวันค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองกษิดินทร์

ชายหนุ่มยืนนิ่ง ดวงตาคมลึกมองเธอเหมือนกำลังประเมิน เหมือนยังเชื่อว่าเธอกำลังเล่นละครบทใหญ่

“คุณอยากให้ตะวันแต่งจริง ๆ หรือคะ”

เธอถามเขาโดยตรง กษิดินทร์นิ่งไปเล็กน้อย ก่อนตอบ

“ผมอยากให้งานนี้ไม่พัง และอยากให้รสรินทร์ปลอดภัย ส่วนคุณ...ถ้าคุณเป็นต้นเหตุจริง ก็ถือว่านี่คือสิ่งที่คุณต้องรับผิดชอบ”

เพียงตะวันหัวเราะออกมาเบา ๆ ทั้งที่น้ำตาไหลลงมาแล้ว

“เข้าใจแล้วค่ะ”เธอพูดเพียงเท่านั้น

ไม่มีประโยชน์ที่จะอธิบายอีกแล้ว ไม่มีใครฟังเธอ

เพียงตะวันถูกพาไปยังห้องแต่งตัวเจ้าสาว ชุดแต่งงานของรสรินทร์แขวนอยู่กลางห้อง มันเป็นชุดสีขาวงดงาม กระโปรงยาวฟูฟ่องประดับลูกไม้ละเอียดอ่อนและคริสตัลเล็ก ๆ ทั่วทั้งตัวชุด ทุกอย่างถูกตัดเย็บขึ้นเพื่อรสรินทร์ ไม่ใช่เธอ

ช่างแต่งหน้าและช่างทำผมมองหน้ากันอย่างลำบากใจ ไม่มีใครกล้าพูดอะไรมากไปกว่าคำสั่งเบา ๆ ให้เธอยกแขน หมุนตัว หรือนั่งลง

เพียงตะวันยืนให้พวกเขาสวมชุดนั้นให้เหมือนตุ๊กตาไร้วิญญาณ

เธอมองตัวเองในกระจก เห็นหญิงสาวคนหนึ่งอยู่ในชุดเจ้าสาวที่งดงามเกินจริง ดวงตาแดงก่ำ ริมฝีปากซีดจาง ใบหน้าถูกแต่งแต้มให้สวยหวาน แต่ความเศร้ากลับซ่อนอยู่ไม่มิด ประตูห้องเปิดออก มธุรสเดินเข้ามาพร้อมกล่องเครื่องประดับ

“ใส่สร้อยเส้นนี้ด้วย จะได้เหมือนรสที่สุด”

มธุรสพูดพลางหยิบสร้อยมุกออกมา เพียงตะวันมองเงาสะท้อนของแม่เลี้ยงในกระจก ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ

“ตะวันไม่ใช่พี่รสค่ะ ต่อให้ใส่ทุกอย่างของพี่รส ตะวันก็ไม่ใช่เขา”

มือของมธุรสที่กำลังจะคล้องสร้อยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนกลับมาเป็นปกติ

“วันนี้ไม่มีใครสนใจหรอกว่าเธอเป็นใคร ขอแค่พิธีผ่านไปก็พอ”ประโยคนั้นทำให้เพียงตะวันเจ็บจนชา เธอยอมให้มธุรสสวมสร้อยให้โดยไม่พูดอะไรอีก

ไม่นานนัก ประตูห้องก็เปิดอีกครั้ง คราวนี้เป็นกษิดินทร์ที่เดินเข้ามา เขายังอยู่ในชุดเจ้าบ่าวสมบูรณ์แบบ ใบหน้าคมหล่อเหลาสงบนิ่งราวกับเหตุการณ์ทั้งหมดไม่ได้กระทบใจเขาเลยแต่เมื่อสายตาของเขาหยุดอยู่ที่เพียงตะวันในชุดเจ้าสาว เขากลับนิ่งไปอย่างไม่รู้ตัว

เธอสวยไม่ใช่ความสวยเจิดจ้าแบบรสรินทร์ แต่เป็นความงามละมุนปนเศร้า เหมือนแสงอาทิตย์ยามเย็นที่กำลังจะลับฟ้า ยิ่งพยายามไม่มองก็ยิ่งดึงสายตาให้กลับไปหา

เพียงตะวันเห็นเขามอง จึงรีบหลุบตาลง

“ถ้าคุณจะมาบอกว่าตะวันไม่เหมาะกับชุดนี้ ตะวันรู้แล้วค่ะ”

เธอพูดด้วยน้ำเสียงเบา แต่แฝงความเจ็บปวด

กษิดินทร์ได้สติ เขาหันไปทางมธุรส

“ขอผมคุยกับเธอสักครู่”

มธุรสพยักหน้า ก่อนเดินออกไปพร้อมช่างแต่งหน้าทั้งหมด ทิ้งให้ทั้งห้องเหลือเพียงเจ้าบ่าวตัวจริงกับเจ้าสาวตัวแทน ความเงียบปกคลุมอยู่หลายวินาที

เพียงตะวันยืนอยู่หน้ากระจก มือทั้งสองประสานกันแน่น เธอไม่กล้าหันไปมองเขา เพราะกลัวว่าจะอ่อนแอมากกว่านี้

“ผมจะพูดให้ชัดเจนก่อนพิธีเริ่ม”

กษิดินทร์เอ่ยขึ้นก่อน เพียงตะวันสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ

“ค่ะ”

“การแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อรักษาชื่อเสียงของสองครอบครัว ไม่ได้เกิดจากความรัก ไม่ได้เกิดจากความเต็มใจของผม และไม่มีวันเปลี่ยนความรู้สึกที่ผมมีต่อรสรินทร์”

เขาพูดทีละคำอย่างชัดเจน เพียงตะวันรู้สึกเหมือนมีใครค่อย ๆ กดมีดลงบนแผลเดิม แต่เธอยังคงยืนนิ่ง

“ตะวันทราบค่ะ”

“หลังจากผมตามรสกลับมาได้ เราจะคุยเรื่องสถานะของคุณอีกครั้ง ระหว่างนี้คุณจะได้ชื่อว่าเป็นภรรยาของผมตามกฎหมาย แต่คุณไม่มีสิทธิ์เรียกร้องอะไรจากผม”

เขากล่าวต่อ น้ำเสียงหนักแน่นไร้ความลังเล

เพียงตะวันค่อย ๆ หันกลับมาหาเขา ดวงตาคู่สวยแดงช้ำ แต่ยังพยายามยิ้ม

“ตะวันไม่เคยเรียกร้องอะไรจากคุณอยู่แล้วค่ะ คุณกษิดินทร์”

กษิดินทร์ชะงักเล็กน้อยกับน้ำเสียงนั้น มันไม่ใช่น้ำเสียงประชด ไม่ใช่ท้าทาย หากแต่เป็นความเหนื่อยล้าของคนที่ถูกทำร้ายซ้ำ ๆ จนไม่เหลือแรงจะปกป้องตัวเอง เขาไม่ชอบที่หัวใจตัวเองรู้สึกหน่วงขึ้นมาอีกครั้ง

“ก็ดี เพราะผมไม่อยากให้คุณเข้าใจผิด”

เพียงตะวันพยักหน้าช้า ๆ“ตะวันจะไม่เข้าใจผิดค่ะ ตะวันรู้ว่าตัวเองเป็นแค่คนที่ถูกเลือกมาแทนในเวลาที่ไม่มีใครต้องการ”ประโยคนั้นทำให้กษิดินทร์เงียบไป

เขาควรพอใจที่เธอรู้สถานะ แต่ไม่รู้ทำไมคำว่า ไม่มีใครต้องการ กลับฟังแล้วบาดหูอย่างประหลาด

เพียงตะวันก้มลงหยิบชายกระโปรงเล็กน้อย ก่อนเดินผ่านเขาไปทางประตู

“ถึงเวลาแล้วใช่ไหมคะ ถ้าช้าไปกว่านี้ แขกคงยิ่งสงสัย”

กษิดินทร์มองแผ่นหลังของเธอ ก่อนเอ่ยเสียงต่ำ

“เพียงตะวัน”

เธอหยุด แต่ไม่หันกลับมา

“อย่าคิดว่าการที่คุณได้ยืนข้างผมในวันนี้ แปลว่าคุณชนะ”

เพียงตะวันหลับตาลงชั่วครู่“ตะวันไม่เคยคิดว่าตัวเองชนะค่ะ เพราะคนที่ชนะคงไม่รู้สึกเจ็บขนาดนี้”

พูดจบ เธอก็เปิดประตูเดินออกไป

กษิดินทร์ยืนนิ่งอยู่กลางห้อง เขากำมือเข้าหากันแน่นโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกแปลก ๆ ที่เกิดขึ้นในอกทำให้เขาหงุดหงิด เธอทำเหมือนเป็นเหยื่อได้แนบเนียนเหลือเกินหรือบางที...เขาเพียงไม่อยากเชื่อว่าตัวเองอาจกำลังทำร้ายคนที่ไม่ได้ผิดจริง

เสียงดนตรีงานแต่งเริ่มบรรเลงอีกครั้ง แขกเหรื่อถูกจัดให้นั่งประจำที่โดยไม่มีใครได้รับคำอธิบายชัดเจน มีเพียงเสียงซุบซิบที่ดังคล้ายคลื่นใต้น้ำ ทุกสายตาหันไปยังประตูโถงพิธี เมื่อประตูไม้แกะสลักบานใหญ่ค่อย ๆ เปิดออกเพียงตะวันยืนอยู่ตรงนั้นในชุดเจ้าสาวของพี่สาวเสียงฮือฮาดังขึ้นทันที

บางคนจำได้ว่าเธอไม่ใช่รสรินทร์ บางคนหันไปกระซิบกับคนข้าง ๆ บางสายตาเต็มไปด้วยความสงสัย บางสายตาประณามอย่างไม่ปิดบัง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป