บทที่ 5 ตอนที่5 ดวงตาที่มีน้ำตา
ตอนที่5
ดวงตาที่มีน้ำตา
เพียงตะวันรู้สึกเหมือนทุกก้าวที่เดินไปข้างหน้าคือการเดินเหยียบเศษแก้ว เธอไม่มีบิดาคอยจูงมือเข้าสู่พิธี เพราะพิธานกำลังนอนอยู่โรงพยาบาล ไม่มีพี่สาวยืนเคียงข้าง เพราะรสรินทร์หายตัวไป ไม่มีใครมองเธอด้วยความยินดีมีเพียงเจ้าบ่าวที่ยืนรออยู่ปลายทางด้วยสายตาเย็นชา
กษิดินทร์มองหญิงสาวที่เดินเข้ามาหาเขาอย่างช้า ๆ แม้เสียงซุบซิบจะดังไปทั่วโถง แต่เพียงตะวันกลับไม่ก้มหน้าหลบ เธอเพียงยืดหลังตรง กำช่อดอกไม้แน่น และพยายามไม่ร้องไห้
ชั่วขณะหนึ่ง เขาเห็นความโดดเดี่ยวของเธออย่างชัดเจน โดดเดี่ยวจนเกือบทำให้เขาก้าวออกไปรับเธอโดยไม่รู้ตัวแต่เขายับยั้งตัวเองไว้
เพียงตะวันเดินมาหยุดตรงหน้าเขา กลิ่นดอกไม้ในช่อเจ้าสาวลอยแผ่วระหว่างทั้งคู่ เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แล้วฝืนยิ้มบาง ๆ
“ถ้าตะวันล้มกลางทาง คุณคงเสียหน้ามากกว่านี้”เธอกระซิบเบาจนมีเพียงเขาที่ได้ยิน
กษิดินทร์มองดวงตาชื้นน้ำของเธอ ก่อนยื่นแขนให้โดยไม่พูดอะไร
เพียงตะวันมองแขนนั้นอยู่ครู่หนึ่ง แล้วค่อย ๆ วางมือของตัวเองลงไป มือของเขาอุ่น อุ่นกว่าที่เธอคิด
แต่ความอบอุ่นนั้นไม่ได้เป็นของเธอเลยพิธีดำเนินไปท่ามกลางบรรยากาศอึดอัด คำถามของประธานในพิธีดังขึ้นตามขั้นตอน เพียงตะวันได้ยินทุกอย่างเหมือนเสียงจากที่ไกลมาก เธอตอบรับตามที่ควรตอบ ทั้งที่หัวใจแตกละเอียดอยู่ข้างใน
เมื่อถึงช่วงสวมแหวน กษิดินทร์หยิบแหวนเจ้าสาวขึ้นมา แหวนนั้นถูกเลือกมาเพื่อรสรินทร์ ขนาดของมันหลวมเล็กน้อยเมื่อสวมเข้ากับนิ้วนางของเพียงตะวัน
เพียงตะวันก้มมองแหวนวงนั้น น้ำตาร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้ง
แหวนแต่งงานควรเป็นสัญลักษณ์ของคำสัญญา
แต่สำหรับเธอ มันกลับเป็นเครื่องเตือนใจว่าเธอเป็นเพียงเงาของใครอีกคน
เมื่อเธอต้องสวมแหวนให้กษิดินทร์ มือของเธอสั่นจนชายหนุ่มสังเกตเห็น เขามองนิ้วเรียวที่จับแหวนอย่างไม่มั่นคง ก่อนกระซิบเสียงต่ำ
“อย่าทำให้ทุกอย่างยิ่งแย่”
เพียงตะวันเงยหน้ามองเขา น้ำตาคลอเต็มดวงตา
“ตะวันพยายามอยู่ค่ะ”
เธอกระซิบตอบ แล้วสวมแหวนให้เขาจนสำเร็จ
เสียงปรบมือดังขึ้นหลังพิธีประกาศให้ทั้งคู่เป็นสามีภรรยากัน เสียงนั้นกึกก้องไปทั่วโถง แต่เพียงตะวันกลับรู้สึกเหมือนยืนอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่า
กษิดินทร์ก้มลงจูบหน้าผากเธอตามธรรมเนียม ริมฝีปากของเขาแตะเพียงแผ่วเบาและรวดเร็ว ทว่าแค่สัมผัสนั้นก็ทำให้เพียงตะวันเจ็บแปลบไปทั้งหัวใจ
นี่คือจูบแรกในฐานะภรรยาของเขาและเธอรู้ดีว่ามันไม่มีความรักแม้แต่นิดเดียว
หลังพิธี คู่บ่าวสาวถูกพาไปถ่ายรูปกับแขกผู้ใหญ่ เพียงตะวันต้องยิ้มจนแก้มชา กษิดินทร์ยืนเคียงข้างเธออย่างเหมาะสม มือของเขาแตะหลังเธอเพียงเพื่อจัดท่าทางต่อหน้ากล้อง ไม่มีความอ่อนโยน ไม่มีความผูกพัน
แขกบางคนเข้ามาแสดงความยินดีด้วยรอยยิ้มที่ซ่อนความสงสัยไว้ไม่มิด
“เจ้าสาวสวยมากนะครับ แต่เมื่อเช้าผมนึกว่าเป็นคุณรสรินทร์เสียอีก”
นักธุรกิจคนหนึ่งพูดพร้อมหัวเราะเบา ๆ เหมือนล้อเล่น แต่สายตากลับจับผิด
เพียงตะวันชะงักเล็กน้อย ก่อนตอบด้วยรอยยิ้มสุภาพ
“ขอบคุณค่ะ วันนี้มีเหตุฉุกเฉินบางอย่าง แต่ครอบครัวเราพยายามจัดการทุกอย่างให้ดีที่สุดค่ะ”
กษิดินทร์ปรายตามองเธอ เขาไม่คาดว่าเธอจะตอบได้สุขุมขนาดนี้
“โชคดีนะครับที่คุณกษิดินทร์ยังได้เจ้าสาวคนสวยอยู่ดี”
ชายคนนั้นกล่าวต่ออย่างมีนัย เพียงตะวันไม่ทันตอบ กษิดินทร์ก็เอ่ยขึ้นก่อน
“ภรรยาของผมเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ถ้าคุณไม่มีธุระสำคัญ ผมขอพาเธอไปพักก่อน”
คำว่า ภรรยาของผม ทำให้เพียงตะวันนิ่งงัน
แม้จะรู้ว่าเขาพูดเพื่อรักษาหน้า แต่น้ำเสียงหนักแน่นของเขาก็ทำให้หัวใจเธอสั่นไหวอย่างน่าสมเพช
ชายคนนั้นหัวเราะเก้อ ๆ แล้วหลบไปเพียงตะวันหันไปมองกษิดินทร์
“ขอบคุณค่ะ”เธอเอ่ยเบา ๆ
กษิดินทร์ไม่มองหน้าเธอ“ผมไม่ได้ช่วยคุณ ผมแค่ไม่ชอบให้ใครมาดูถูกสิ่งที่อยู่ในความรับผิดชอบของผม”
เพียงตะวันยิ้มจาง ๆ“แม้แต่คำว่าช่วย คุณก็ยังไม่ยอมให้ตะวันคิดเลยนะคะ”
กษิดินทร์หันมามองเธอ“เพราะผมไม่อยากให้คุณเข้าใจผิด”
“ค่ะ ตะวันจะจำไว้”เธอตอบสั้น ๆ แล้วเงียบไป
งานเลี้ยงผ่านไปอย่างเชื่องช้าเหมือนไม่มีวันจบ เพียงตะวันรู้สึกปวดเท้าจากรองเท้าส้นสูง ปวดแก้มจากการยิ้ม และปวดหัวใจจากการยืนเคียงข้างผู้ชายที่ไม่เคยเชื่อเธอ
กระทั่งช่วงค่ำ งานเลี้ยงสิ้นสุดลง แขกทยอยกลับ เหลือเพียงครอบครัวและพนักงานที่เก็บรายละเอียดสุดท้าย
เพียงตะวันขออนุญาตเปลี่ยนชุดเพื่อไปโรงพยาบาลหาบิดา แต่กษิดินทร์กลับเดินตามเธอมาถึงหน้าห้องแต่งตัว
“คุณจะไปไหน”เขาถามเสียงเรียบ
“ตะวันจะไปโรงพยาบาลค่ะ ตะวันอยากดูอาการพ่อ”
“ผมจะให้คนขับรถพาไป”คำพูดนั้นทำให้เพียงตะวันแปลกใจ เธอเงยหน้ามองเขาอย่างไม่แน่ใจ
“คุณอนุญาตหรือคะ”
กษิดินทร์ขมวดคิ้ว“ผมไม่ใช่ผู้คุมของคุณ”
เพียงตะวันเกือบหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา
“วันนี้ตะวันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นนักโทษมากกว่าเจ้าสาวค่ะ”
กษิดินทร์นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเย็นกว่าเดิม
“ถ้าคุณบริสุทธิ์จริง คุณคงไม่จำเป็นต้องรู้สึกแบบนั้น”
เพียงตะวันหลับตาลงช้า ๆเหนื่อยเหลือเกิน
เหนื่อยกับการถูกเขามองผิด เหนื่อยกับการต้องอธิบาย และเหนื่อยกับการรักคนที่พร้อมจะเชื่อทุกคนยกเว้นเธอ
“ตะวันขอเวลาเปลี่ยนชุดสิบนาทีค่ะ”เธอพูดโดยไม่มองหน้าเขา
กษิดินทร์พยักหน้า แล้วหมุนตัวออกไป เพียงตะวันเข้ามาในห้องแต่งตัว ล็อกประตู และทรุดตัวลงนั่งกับพื้นทันที น้ำตาที่กลั้นมาตลอดทั้งวันไหลออกมาเงียบ ๆ เธอยกมือปิดปากเพื่อไม่ให้เสียงสะอื้นเล็ดลอดออกไป ทำไมชีวิตของเธอถึงกลายเป็นแบบนี้
ทำไมคนที่เธอรักถึงมองเธอเลวร้ายได้ถึงขนาดนั้น
ทำไมคนที่หายไปคือรสรินทร์ แต่คนที่ต้องรับผิดกลับเป็นเธอ
โทรศัพท์ในกระเป๋าถือสั่นขึ้น เพียงตะวันรีบหยิบออกมาดู เมื่อเห็นเบอร์ที่ไม่บันทึกชื่อ เธอลังเลเล็กน้อย ก่อนกดรับ
“ฮัลโหลค่ะ”
ปลายสายเงียบไปอึดใจ ก่อนเสียงหวานคุ้นหูจะดังขึ้น
“ยินดีด้วยนะ ตะวัน ได้เป็นเจ้าสาวสมใจแล้วนี่”
เลือดในกายของเพียงตะวันเย็นเฉียบ
“พี่รส”เธอเรียกชื่อพี่สาวเสียงสั่น เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังมาจากปลายสาย ไม่เหลือความอ่อนหวานน่าสงสารเหมือนที่คนอื่นเคยเห็น
“ตกใจอะไรนักหนา หรือคิดว่าพี่จะหายไปจริง ๆ จนเธอได้มีความสุขกับคุณดิน”
เพียงตะวันลุกขึ้นยืน มือกำโทรศัพท์แน่น
“พี่อยู่ที่ไหน พี่ทำแบบนี้ทำไม รู้ไหมว่าพ่อหัวใจวายเพราะจดหมายของพี่”
“อย่ามาโทษพี่สิ ตะวัน ถ้าเธอไม่อยากเป็นนางเอกผู้เสียสละนัก เรื่องคงไม่มาถึงขนาดนี้”
รสรินทร์ตอบเสียงเย็น“ตะวันไม่ได้อยากแต่งแทนพี่ ตะวันถูกบังคับ ทุกคนคิดว่าตะวันเป็นคนทำให้พี่หนี”
“ก็ดีแล้วนี่ ทุกคนควรคิดแบบนั้น”คำตอบนั้นทำให้เพียงตะวันนิ่งงัน
“พี่รส...พี่ตั้งใจใส่ร้ายตะวันใช่ไหม”
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนรสรินทร์จะพูดด้วยเสียงเบาลง
“ฟังให้ดีนะตะวัน ถ้าเธอฉลาดพอ เธอควรอยู่เงียบ ๆ อย่าบอกใครเรื่องของพี่ อย่าบอกคุณดินว่าพี่ไม่ได้หนีเพราะเธอ และที่สำคัญ อย่าพูดเรื่องเด็ก”
เพียงตะวันใจหายวาบ“เด็ก...พี่หมายถึงลูกในท้องพี่ใช่ไหม”
“เบาเสียงหน่อยสิ เดี๋ยวสามีหมาด ๆ ของเธอก็ได้ยินหรอก”
รสรินทร์พูดเหมือนกำลังล้อเล่น แต่ทุกคำกลับข่มขู่ชัดเจน
เพียงตะวันน้ำตาคลออีกครั้ง“ทำไมพี่ทำแบบนี้ พี่ไม่รักคุณกษิดินทร์ก็ไม่ควรหลอกเขา แล้วเด็กก็ไม่ใช่ลูกของเขา พี่ควรบอกความจริง”
“แล้วให้ฉันเสียทุกอย่างหรือ ให้ทุกคนรู้ว่าฉันท้องกับผู้ชายที่มีเมียแล้ว แล้วให้เธอได้ยืนเป็นนางฟ้าผู้บริสุทธิ์แทนฉันอย่างนั้นหรือ”
น้ำเสียงของรสรินทร์แข็งกร้าวขึ้นจนเพียงตะวันขนลุก
“ตะวันไม่เคยคิดแย่งอะไรจากพี่เลย”
“แต่เธอก็ได้ทุกอย่างเสมอ!”
รสรินทร์ขึ้นเสียง ก่อนรีบลดเสียงลงเหมือนพยายามควบคุมอารมณ์
“ตั้งแต่เด็ก พ่อมองเธอด้วยสายตาที่ไม่เคยมองฉัน ต่อให้แม่ฉันทำทุกอย่างให้บ้านนี้ดีแค่ไหน พ่อก็ยังรักลูกเมียเก่ามากกว่า แล้วตอนนี้คุณดินก็เริ่มมองเธอแบบนั้นเหมือนกัน ฉันทนไม่ได้”
เพียงตะวันยืนตัวแข็ง เธอไม่เคยรู้เลยว่าความริษยาของพี่สาวลึกถึงเพียงนี้
“พี่รส ตะวันไม่ได้ต้องการให้ชีวิตใครพัง ขอร้อง กลับมาเถอะ แล้วเราค่อย ๆ คุยกัน พ่อกำลังป่วย คุณกษิดินทร์ก็เป็นห่วงพี่มาก”
“เขาเป็นห่วงฉันก็ดีแล้ว เธอจำไว้นะตะวัน ตำแหน่งภรรยาที่เธอได้ไปวันนี้ มันเป็นของฉัน ทุกอย่างในชีวิตคุณดินควรเป็นของฉัน ถ้าเธอคิดจะบอกความจริง ฉันจะทำให้พ่อของเธอไม่มีวันฟื้นขึ้นมาฟังคำแก้ตัวของเธออีก”
เพียงตะวันหน้าซีดเผือด“พี่ขู่ตะวันเรื่องพ่อหรือ”
“ฉันแค่เตือนด้วยความหวังดี น้องสาวที่รัก”
เสียงของรสรินทร์กลับมาอ่อนหวานจนน่ากลัว
“อยู่ในที่ของเธอ เป็นเมียตัวแทนไปเงียบ ๆ แล้วอย่าคิดว่าคุณดินจะรักเธอ เพราะฉันจะกลับมาทวงทุกอย่างคืนเมื่อถึงเวลา”
สายถูกตัดไป เพียงตะวันยืนถือโทรศัพท์นิ่ง มือสั่นจนแทบประคองไม่ไหว น้ำตาไหลลงมาอีกครั้งอย่างเงียบงัน
เธอควรบอกกษิดินทร์ ควรบอกทุกคนว่ารสรินทร์โกหก ว่าเด็กในท้องของพี่สาวไม่ใช่ลูกของเขา ว่าจดหมายทั้งหมดเป็นแผนการแต่เสียงขู่เรื่องบิดายังดังก้องในหัวถ้าพ่อเป็นอะไรไป เธอจะอยู่ต่อได้อย่างไร
เสียงเคาะประตูดังขึ้น
“เพียงตะวัน คุณเป็นอะไร ทำไมยังไม่ออกมา”
เสียงของกษิดินทร์ดังจากด้านนอก
เพียงตะวันรีบเช็ดน้ำตา สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วซ่อนโทรศัพท์ไว้ในกระเป๋า เธอมองตัวเองในกระจกอีกครั้ง เห็นผู้หญิงในชุดเจ้าสาวที่ใบหน้าเต็มไปด้วยคราบน้ำตา วันนี้เธอเสียทุกอย่างไปแล้วความบริสุทธิ์ในสายตาคนอื่น ชื่อเสียง ความฝัน และอาจรวมถึงหัวใจของตัวเอง
เธอเปิดประตูออกไป กษิดินทร์ยืนอยู่หน้าห้อง สีหน้าของเขาเคร่งเครียด เมื่อเห็นตาแดง ๆ ของเธอ เขาชะงักเล็กน้อย
“คุณร้องไห้ทำไม”
เพียงตะวันเงยหน้ามองเขา ฝืนยิ้มบาง ๆ ทั้งที่หัวใจแทบแตกสลาย
“วันนี้เป็นวันแต่งงานนี่คะ เจ้าสาวร้องไห้บ้างคงไม่แปลก”
กษิดินทร์มองเธอนิ่ง ๆ“อย่าพูดเหมือนคุณเป็นเจ้าสาวที่มีความสุข”
เพียงตะวันก้มหน้าลง“ตะวันไม่กล้าคิดแบบนั้นหรอกค่ะ”ความเงียบแทรกระหว่างทั้งคู่
กษิดินทร์อยากถามว่าเธอร้องไห้เพราะอะไร แต่ความระแวงทำให้เขากลืนคำถามนั้นลงไป เขาเลือกจะเชื่อว่าหญิงสาวตรงหน้ากำลังเล่นบทน่าสงสารอีกครั้ง
“ไปโรงพยาบาลเถอะ หลังจากนั้นคุณต้องกลับไปคฤหาสน์อัครเดชากุลกับผม”
เพียงตะวันเงยหน้าขึ้นทันที“คืนนี้เลยหรือคะ”
“คุณเป็นภรรยาผมแล้ว ต่อให้เป็นแค่ในนาม คุณก็ควรอยู่ในที่ที่คนอื่นเห็นว่าเหมาะสม”
คำว่า ภรรยาผม ควรทำให้หัวใจอุ่น แต่สำหรับเพียงตะวัน มันกลับหนาวเหน็บอย่างประหลาด
“ค่ะ ตะวันเข้าใจแล้ว”เธอตอบเบา ๆ
กษิดินทร์เดินนำไปตามทางเดิน เพียงตะวันก้าวตามหลังเขาช้า ๆ ระยะห่างเพียงไม่กี่ก้าวระหว่างเธอกับเขา กลับดูไกลราวกับไม่มีวันข้ามถึง
เมื่อถึงลิฟต์ กษิดินทร์หันกลับมามองเธออีกครั้ง
“จำไว้นะเพียงตะวัน วันนี้คุณอาจได้ชื่อว่าเป็นภรรยาของผม แต่ไม่มีวันได้หัวใจผมไป เพราะตำแหน่งที่คุณยืนอยู่ มันเป็นของรสรินทร์ทุกอย่าง”
คำพูดนั้นดังชัดในโถงทางเดินเงียบงัน
เพียงตะวันเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ความเจ็บปวดในหัวใจลึกจนแทบกลายเป็นความว่างเปล่า
“ตะวันรู้ค่ะ”
เธอตอบเสียงแผ่ว แต่มั่นคงกว่าที่คิด
“ตะวันไม่เคยคิดแย่งหัวใจของคุณจากใคร เพราะตะวันรู้ดีว่า ต่อให้ตะวันรักคุณมากแค่ไหน หัวใจของคุณก็ไม่เคยมองเห็นตะวันอยู่แล้ว”
กษิดินทร์นิ่งไป ประตูล็อบบี้ลิฟต์เปิดออกพอดี แสงไฟสีทองส่องกระทบร่างของหญิงสาวในชุดเจ้าสาว เพียงตะวันก้าวเข้าไปด้านในก่อนเขา โดยไม่รอคำตอบ
กษิดินทร์ยืนอยู่ที่เดิมครู่หนึ่ง หัวใจเหมือนถูกบางอย่างสะกิดอย่างแรง เธอพูดว่า รักคุณมากแค่ไหน
เขาควรเยาะหยัน ควรคิดว่ามันเป็นคำพูดเรียกร้องความสงสารแต่แววตาของเพียงตะวันเมื่อครู่กลับไม่มีเล่ห์เหลี่ยมเลย มีเพียงความเจ็บปวดของคนที่เก็บรักไว้จนเต็มหัวใจ แล้วถูกเหยียบย่ำโดยคนที่รัก
ชายหนุ่มก้าวเข้าไปในลิฟต์ ประตูค่อย ๆ ปิดลง กั้นเสียงวุ่นวายของงานแต่งไว้เบื้องหลัง ภายในพื้นที่แคบ ๆ นั้น เจ้าบ่าวกับเจ้าสาวยืนเคียงกันโดยไม่มีใครพูดอะไรอีกความสัมพันธ์ของกษิดินทร์และเพียงตะวันเริ่มต้นขึ้นเช่นนั้น ไม่ใช่ด้วยคำรักไม่ใช่ด้วยความยินดี
แต่เริ่มต้นด้วยคำโกหกของคนหนึ่ง ความริษยาของอีกคน และน้ำตาของผู้หญิงที่ถูกบังคับให้เป็นเจ้าสาวในตำแหน่งที่ไม่มีใครต้องการ
เพียงตะวันก้มมองแหวนหลวม ๆ บนนิ้วนางของตนเอง ก่อนค่อย ๆ กำมือเข้าหากัน เธอไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะต้องเผชิญกับอะไรไม่รู้ว่ารสรินทร์จะกลับมาทวงทุกอย่างเมื่อไรไม่รู้ว่ากษิดินทร์จะเกลียดเธอมากขึ้นเพียงใดแต่ในวินาทีนั้น สิ่งเดียวที่เธอรู้คือ ชีวิตของเธอได้ก้าวเข้าสู่กรงขังที่ชื่อว่าการแต่งงานแล้ว
และคนถือกุญแจของกรงนั้น คือผู้ชายที่เธอรักสุดหัวใจแต่เขากลับเกลียดเธอสุดหัวใจเช่นกัน
