บทที่ 6 ตอนที่ 6 เมียตัวแทนใต้เงาความเกลียด
ตอนที่ 6
เมียตัวแทนใต้เงาความเกลียด
ลิฟต์แก้วเคลื่อนตัวลงจากชั้นจัดเลี้ยงอย่างเชื่องช้า แสงไฟสีทองจากโถงโรงแรมสะท้อนบนผนังกระจกจนเกิดเงาซ้อนทับกันหลายชั้น เงาของเจ้าบ่าวในชุดสูทสีดำยืนตัวตรงอยู่ด้านหนึ่ง เงาของเจ้าสาวในชุดขาวยืนก้มหน้าอยู่อีกด้านหนึ่ง ทั้งสองอยู่ใกล้กันเพียงเอื้อมมือ แต่ความเงียบระหว่างกันกลับกว้างไกลราวมหาสมุทร
เพียงตะวันก้มมองแหวนแต่งงานบนนิ้วนางของตนเอง แหวนเพชรวงงามที่หลวมกว่านิ้วของเธอเล็กน้อยขยับไปมาเมื่อเธอกำมือ มันงดงามจนควรทำให้เจ้าสาวคนหนึ่งยิ้มได้ แต่สำหรับเธอ มันกลับเหมือนโซ่ตรวนเย็นเยียบที่คล้องไว้เพื่อเตือนว่าเธอไม่ได้ยืนอยู่ตรงนี้ในฐานะผู้หญิงที่ถูกรัก
เธอเป็นเพียงตัวแทนเป็นเงาของพี่สาวเป็นผู้หญิงที่ถูกผลักเข้าพิธีแต่งงานเพื่อรักษาหน้าของทุกคน ยกเว้นหัวใจของตัวเอง
“เมื่อถึงโรงพยาบาล คุณไม่จำเป็นต้องพูดอะไรเกินความจริง”เสียงทุ้มต่ำของกษิดินทร์ดังขึ้น ทำลายความเงียบที่กดทับอยู่ในลิฟต์
เพียงตะวันค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองเขาผ่านเงาสะท้อนบนกระจก
“ความจริงแบบไหนคะ ที่คุณอยากให้ตะวันพูด”
เธอถามกลับด้วยน้ำเสียงเหนื่อยอ่อน ไม่ได้ท้าทาย แต่ก็ไม่อ่อนแอจนยอมรับทุกคำสั่งโดยไม่คิด
กษิดินทร์หันมามองเธอตรง ๆ แววตาของเขายังคงนิ่งแข็งเหมือนผืนน้ำในคืนมืด
“บอกคุณพิธานว่าเรื่องในงานเรียบร้อยแล้ว อย่าพูดเรื่องรสรินทร์หายตัวไป อย่าพูดเรื่องจดหมาย และอย่าพูดอะไรที่จะทำให้อาการของพ่อคุณแย่ลงกว่าเดิม”
เพียงตะวันเม้มริมฝีปากแน่น เธอเข้าใจเหตุผลของเขา แต่ความเจ็บปวดก็ยังแล่นเข้ามาในอกอยู่ดี เพราะแม้แต่ในช่วงเวลาที่บิดาของเธอกำลังอยู่ระหว่างความเป็นความตาย เขาก็ยังพูดกับเธอเหมือนเธอเป็นต้นเหตุของทุกอย่าง
“ตะวันไม่คิดทำร้ายพ่อของตัวเองหรอกค่ะ”
เธอตอบเบา ๆ
กษิดินทร์มองเธออย่างพิจารณา“ผมหวังว่าคุณจะจำคำพูดตัวเองได้”
เพียงตะวันหัวเราะออกมาแผ่วมาก เสียงนั้นฟังเศร้าจนแทบไม่เหมือนเสียงหัวเราะ
“คุณกษิดินทร์คะ ต่อให้คุณไม่เชื่ออะไรตะวันเลย อย่างน้อยช่วยเชื่อสักเรื่องได้ไหมคะ ตะวันรักพ่อมาก และตะวันไม่มีวันเอาชีวิตพ่อมาแลกกับความต้องการของตัวเอง”
คำว่า ความต้องการของตัวเอง ทำให้กษิดินทร์นิ่งไปเล็กน้อย เขาไม่อยากยอมรับว่าดวงตาแดงช้ำของเพียงตะวันทำให้หัวใจเขาสะดุด แต่ความจริงคือเขาเห็นความเจ็บปวดในนั้นชัดเกินกว่าจะทำเป็นไม่เห็นทว่าภาพจดหมายของรสรินทร์กับเสียงสะอื้นในโทรศัพท์กลับแทรกเข้ามาในความคิด
ตะวันบอกว่าถ้ารสแต่งงานกับดิน รสจะไม่มีวันได้อยู่อย่างสงบ...
กษิดินทร์กดกรามแน่น ก่อนเบือนหน้าไปทางประตูลิฟต์
“ผมจะเชื่อสิ่งที่พิสูจน์ได้เท่านั้น”
เพียงตะวันหลุบตาลง“ค่ะ ตะวันเข้าใจแล้ว”
ประตูลิฟต์เปิดออกเมื่อถึงชั้นล่าง เสียงวุ่นวายจากโถงโรงแรมดังเข้ามาอีกครั้ง นักข่าวบางส่วนยังรออยู่ด้านนอก รปภ. และพนักงานโรงแรมช่วยกันกันพื้นที่อย่างเข้มงวด กษิดินทร์ก้าวออกไปก่อน มือข้างหนึ่งยกขึ้นส่งสัญญาณให้คนของเขาเตรียมรถ ส่วนเพียงตะวันเดินตามหลังอย่างเงียบงัน
ลมทะเลยามค่ำพัดผ่านผิวกายที่เย็นเฉียบของเธอ ชายกระโปรงเจ้าสาวลากกับพื้นหินอ่อนจนเกิดเสียงแผ่วเบา เธออยากถอดชุดนี้ออกเหลือเกิน อยากถอดทุกอย่างที่ไม่ใช่ของตัวเองออกจากร่างกาย แต่ชีวิตจริงไม่เคยเมตตาให้ใครหนีจากสิ่งที่เจ็บปวดได้ง่ายเช่นนั้น
รถยนต์สีดำจอดรออยู่หน้าโรงแรม คนขับรถเปิดประตูหลังให้ กษิดินทร์ยืนรอจนเพียงตะวันขึ้นรถก่อน จึงก้าวตามเข้าไปนั่งข้างเธอ
ภายในรถเงียบสนิท มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศและเสียงหายใจเบา ๆ ของคนสองคน เพียงตะวันหันหน้าออกไปมองความมืดนอกหน้าต่าง แสงไฟริมถนนไหลผ่านเป็นเส้นยาวพร่าเลือน น้ำตาที่เธอพยายามกักเก็บไว้เอ่อขึ้นมาอีกครั้ง แต่เธอกะพริบตาถี่ ๆ เพื่อไล่มันกลับไป เธอร้องไห้มามากพอแล้วอย่างน้อยคืนนี้ เธอต้องมีแรงไปหาบิดา
“คุณคงรู้ดีว่าหลังจากคืนนี้ สถานะของคุณจะเปลี่ยนไป”
กษิดินทร์เอ่ยขึ้นหลังรถแล่นออกจากโรงแรมได้ไม่นาน
เพียงตะวันไม่หันกลับไปมองเขา “เปลี่ยนเป็นภรรยาของคุณในนามใช่ไหมคะ”
“ใช่ และเพราะคำว่าในนาม ผมไม่ต้องการให้คุณคาดหวังอะไรเกินกว่านั้น”
เขาพูดชัดเจน ทุกถ้อยคำถูกวางเหมือนกำแพงสูง
เพียงตะวันค่อย ๆ หันกลับมา ดวงตาของเธอเหนื่อยล้า แต่ยังพยายามสงบ
“ตะวันไม่ได้คาดหวังให้คุณรัก ไม่ได้คาดหวังให้คุณอ่อนโยน และไม่ได้คาดหวังให้คุณลืมพี่รสค่ะ สิ่งเดียวที่ตะวันขอได้ไหมคะ คืออย่าทำให้พ่อรู้สึกว่าตะวันเป็นต้นเหตุที่ทำให้ทุกอย่างพัง”
กษิดินทร์มองเธอนิ่ง“คุณกลัวคุณพิธานเสียใจ หรือกลัวเขารู้ว่าคุณทำอะไรลงไป”
เพียงตะวันสะดุ้งเบา ๆ เหมือนถูกตบด้วยคำพูด
“คุณยังคิดว่าตะวันทำจริง ๆ ใช่ไหมคะ”
“คุณมีคำอธิบายอื่นที่น่าเชื่อกว่านี้ไหม”
เขาถามกลับทันที น้ำเสียงไม่ได้ดัง แต่เย็นจนคนฟังเจ็บลึก
