บทที่ 7 ตอนที่7 ไม่แสดงความเจ็บ
ตอนที่7
ไม่แสดงความเจ็บ
เพียงตะวันกำชายกระโปรงไว้แน่น เธออยากพูดเรื่องโทรศัพท์จากรสรินทร์ อยากบอกว่าเสียงหวานของพี่สาวเมื่อครู่ต่างจากภาพผู้หญิงอ่อนแอที่ทุกคนเห็นเพียงใด อยากบอกว่าเด็กในท้องรสรินทร์ไม่ใช่ลูกของเขา และทุกอย่างเป็นแผนที่วางไว้อย่างโหดร้ายแต่คำขู่เรื่องบิดากลับบีบคอเธอไว้แน่น
ถ้าเธอคิดจะบอกความจริง ฉันจะทำให้พ่อของเธอไม่มีวันฟื้นขึ้นมาฟังคำแก้ตัวของเธออีก
เพียงตะวันสูดลมหายใจเข้าลึก ความเงียบของเธอกลายเป็นคำตอบที่กษิดินทร์ตีความไปเอง
“เห็นไหม คุณไม่มีอะไรจะพูด”เขาเอ่ยเสียงต่ำ
เธอยิ้มขื่น
“บางครั้งที่คนเราไม่พูด ไม่ใช่เพราะไม่มีความจริงค่ะ แต่เพราะพูดแล้วอาจมีคนเจ็บมากกว่านี้”
“หรือเพราะความจริงนั้นจะทำให้คุณเสียประโยชน์”
เพียงตะวันมองเขาด้วยแววตาสั่นไหว“คุณกษิดินทร์คะ คุณเคยคิดบ้างไหมว่าคนที่คุณเกลียด อาจไม่ได้ร้ายอย่างที่คุณคิด”
กษิดินทร์สบตาเธอ ความวูบไหวบางอย่างแล่นผ่านในใจ แต่เขากดมันไว้ด้วยความแข็งกร้าว
“ผมเคยคิด แต่ทุกครั้งที่ผมจะเชื่อ คุณก็มีเรื่องให้ผมสงสัยมากขึ้นเสมอ”
เพียงตะวันนิ่งไปนาน ก่อนพยักหน้าช้า ๆ
“ค่ะ ถ้าอย่างนั้นตะวันคงไม่มีอะไรต้องอธิบายแล้ว”
หลังจากนั้นไม่มีใครพูดอะไรอีกจนรถแล่นถึงโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่
เพียงตะวันแทบลืมความเจ็บปวดของตัวเองเมื่อเห็นทางเข้าห้องฉุกเฉิน เธอรีบเปิดประตูรถก่อนคนขับจะทันลงมาเปิดให้ ชายกระโปรงยาวทำให้เธอเกือบสะดุด กษิดินทร์คว้าข้อมือเธอไว้ได้ทัน
“ระวังหน่อย คุณคิดจะล้มให้ทุกคนวุ่นวายเพิ่มหรือไง”น้ำเสียงของเขาดุ แต่มือที่จับข้อมือเธอกลับมั่นคงและอุ่น
เพียงตะวันเงยหน้ามองเขา ครู่หนึ่งเธอเหมือนเห็นความห่วงใยแวบผ่านดวงตาคม ทว่ามันหายไปเร็วเกินกว่าจะเชื่อว่าเป็นความจริง
“ขอบคุณค่ะ”เธอเอ่ยเบา ๆ แล้วรีบดึงมือกลับ
กษิดินทร์มองข้อมือเล็กที่หลุดจากมือเขาไป ความรู้สึกว่างเปล่าแปลก ๆ เกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาที ก่อนเขาจะสลัดมันทิ้งและเดินตามเธอเข้าไปด้านใน
หน้าห้องไอซียูมีมธุรสนั่งอยู่กับญาติบางคน ใบหน้าของแม่เลี้ยงซีดเซียว ดวงตาแดงก่ำเหมือนเพิ่งผ่านการร้องไห้อย่างหนัก แต่เมื่อเห็นเพียงตะวันเดินเข้ามาในชุดเจ้าสาว มธุรสก็รีบลุกขึ้นแล้วโผเข้ากอดเธอ
“ตะวัน ในที่สุดก็มาแล้ว แม่กลัวเหลือเกิน พ่อเธอยังไม่พ้นขีดอันตรายเลยลูก”
อ้อมกอดนั้นดูอบอุ่นในสายตาคนอื่น แต่เพียงตะวันกลับสัมผัสได้ถึงเล็บที่จิกลงบนแผ่นหลังของเธออย่างแรง
“คุณมธุรสคะ ตะวันอยากพบพ่อค่ะ หมอว่ายังไงบ้างคะ”
เพียงตะวันพยายามถามโดยไม่แสดงความเจ็บ
มธุรสคลายอ้อมกอดแล้วเช็ดน้ำตา
“หมอบอกว่าต้องดูอาการคืนนี้ ถ้าไม่มีอะไรแทรกซ้อนก็คงปลอดภัย แต่พ่อเธอห้ามมีเรื่องกระทบกระเทือนใจเด็ดขาด ตะวัน...เธอคงรู้นะว่าควรพูดอะไรและไม่ควรพูดอะไร” คำเตือนนั้นแฝงความหมายชัดเจน
เพียงตะวันสบตาแม่เลี้ยง ก่อนพยักหน้า
“ตะวันรู้ค่ะ”
กษิดินทร์ยืนมองอยู่ไม่ไกล เขาสังเกตเห็นความตึงเครียดบางอย่างระหว่างสองแม่ลูก แต่ยังไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร ไม่นานแพทย์ก็อนุญาตให้ญาติเข้าเยี่ยมได้ทีละคน เพียงตะวันเป็นคนแรกที่เดินเข้าไปในห้องผู้ป่วย บิดาของเธอนอนอยู่บนเตียง ใบหน้าซีดเซียว มีสายออกซิเจนและเครื่องวัดสัญญาณชีพอยู่รอบตัว
ภาพนั้นทำให้หัวใจของเธอแตกสลาย
“พ่อคะ”
เพียงตะวันนั่งลงข้างเตียง จับมือบิดาไว้เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้
พิธานค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก เมื่อเห็นลูกสาวในชุดเจ้าสาว น้ำตาของชายสูงวัยก็เอ่อขึ้นทันที
“ตะวัน...งาน...งานแต่ง...”เสียงของเขาแผ่วจนแทบไม่ได้ยิน
เพียงตะวันรีบยิ้ม แม้ริมฝีปากจะสั่น“เรียบร้อยแล้วค่ะพ่อ ทุกอย่างผ่านไปแล้ว พ่อไม่ต้องห่วงนะคะ พักผ่อนให้มาก ๆ เดี๋ยวพ่อก็หาย”
พิธานมองลูกสาวนานอย่างรู้สึกผิด เขาไม่ใช่คนโง่ ต่อให้ไม่มีใครบอกความจริงทั้งหมด เขาก็พอเดาได้ว่างานแต่งงานวันนี้ไม่ได้เป็นอย่างที่ควรเป็น
“ตะวัน...พ่อขอโทษ”
เพียงตะวันส่ายหน้าทันที น้ำตาไหลลงมาอย่างห้ามไม่อยู่
“พ่อไม่ต้องขอโทษค่ะ พ่อไม่ผิดอะไรเลย พ่อต้องหายก่อนนะคะ แล้วเราค่อยคุยกัน ตะวันอยู่ตรงนี้แล้ว ตะวันไม่เป็นไร”
เธอพูดคำว่าไม่เป็นไรทั้งที่หัวใจแหลกละเอียด
พิธานพยายามบีบมือเธอ แต่แรงของเขาเหลือน้อยเหลือเกิน
“ลูก...มีความสุขไหม”คำถามสั้น ๆ นั้นทำให้เพียงตะวันแทบทรุด
เธอหันหน้าไปอีกทางเพื่อกลั้นเสียงสะอื้น ก่อนฝืนยิ้มกลับมาหาเขา
“พ่ออย่าถามเรื่องนี้ตอนนี้เลยค่ะ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องหายก่อน ตะวันอยากให้พ่ออยู่กับตะวันนาน ๆ นะคะ”
พิธานมองลูกสาวด้วยสายตาปวดร้าว เขาอยากพูดอะไรอีกมาก แต่ร่างกายกลับไม่เอื้ออำนวย สุดท้ายเขาจึงหลับตาลงอย่างอ่อนแรง
เพียงตะวันนั่งจับมือบิดาอยู่จนพยาบาลเข้ามาเตือนให้คนไข้พัก เธอจึงจำต้องออกจากห้อง
ทันทีที่ประตูปิดลง เธอแทบยืนไม่ไหว มือบางยกขึ้นปิดปากเพื่อกลั้นเสียงร้องไห้ กษิดินทร์ซึ่งยืนรออยู่ไม่ไกลก้าวเข้ามาโดยอัตโนมัติ แต่หยุดตัวเองไว้ก่อนจะถึงตัวเธอ
“คุณพิธานเป็นยังไงบ้าง” เขาถามเสียงเรียบ ทว่าครั้งนี้ไม่ได้เย็นชาจนไร้ความรู้สึก
เพียงตะวันเช็ดน้ำตาอย่างรวดเร็ว“พ่อยังอ่อนแรงมากค่ะ แต่หมอบอกว่าถ้าไม่มีอาการแทรกซ้อนคืนนี้ก็น่าจะดีขึ้น”
“ผมจะให้คนจัดการค่ารักษาทั้งหมด”
เธอเงยหน้ามองเขา“ขอบคุณค่ะ แต่ตะวันจะหาทางคืนให้”
กษิดินทร์ขมวดคิ้ว“ไม่จำเป็น”
“จำเป็นค่ะ”
เพียงตะวันตอบอย่างหนักแน่นกว่าที่เขาคาด
“ตะวันขอให้คุณช่วยเรื่องพ่อ เพราะตอนนี้ตะวันไม่มีทางเลือก แต่ตะวันไม่อยากให้คุณคิดว่าตะวันแต่งงานกับคุณเพื่อเงินมากไปกว่านี้”
กษิดินทร์มองเธอนิ่ง ๆ“คุณคิดว่าคำพูดแค่นี้จะเปลี่ยนสิ่งที่เกิดขึ้นได้หรือ”
“เปลี่ยนไม่ได้ค่ะ แต่ตะวันอยากให้คุณได้ยินจากปากตะวันว่า ถ้าตะวันเลือกได้ ตะวันจะไม่ยอมให้ตัวเองกลายเป็นภรรยาของผู้ชายที่เกลียดตะวันเลย”
คำพูดนั้นทำให้กษิดินทร์นิ่งงันไปอีกครั้ง
เธอไม่ได้พูดเหมือนคนเสแสร้ง ไม่ได้พูดเพื่อเรียกร้องความสงสาร หากพูดเหมือนคนที่หมดแรงจะปกป้องหัวใจตัวเองแล้วจริง ๆ
“กลับกันเถอะ”เขาเอ่ยหลังเงียบไปครู่ใหญ่
“ตะวันอยากอยู่เฝ้าพ่อค่ะ”
“หมอให้เยี่ยมได้อีกหรือ”
“ไม่ได้ค่ะ แต่ตะวันอยากนั่งรอข้างนอก เผื่อมีอะไรเกิดขึ้น”
กษิดินทร์ปรายตามองชุดเจ้าสาวบนร่างเธอ
“คุณจะนั่งทั้งคืนในชุดนี้หรือ”
เพียงตะวันก้มมองตัวเอง เธอลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ายังสวมชุดเจ้าสาวอยู่
“ถ้าจำเป็น ตะวันก็อยู่ได้ค่ะ”
“อย่าดื้อให้ผิดเวลา”น้ำเสียงของเขาแข็งขึ้น แต่ไม่ได้รุนแรงเหมือนเดิม
“คุณต้องพัก และพรุ่งนี้ยังมีเรื่องอีกมากที่ต้องจัดการ ผมให้คนของผมอยู่เฝ้าคุณพิธานแทน ถ้ามีอะไรผิดปกติ เขาจะติดต่อผมทันที”
เพียงตะวันลังเล ดวงตาของเธอหันไปทางห้องผู้ป่วยอย่างอาลัย
กษิดินทร์มองท่าทางนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงเบาลง
“คุณพิธานเพิ่งถามว่าคุณมีความสุขไหมไม่ใช่หรือ ถ้าเขารู้ว่าคุณนั่งร้องไห้อยู่หน้าห้องทั้งคืน เขาจะพักได้จริงหรือ”
เพียงตะวันหันกลับมามองเขาอย่างตกใจ “คุณได้ยินหรือคะ”
“ประตูไม่ได้ปิดสนิท”เขาตอบสั้น ๆ
ใบหน้าของเพียงตะวันแดงขึ้นเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะเขิน แต่เพราะความเปราะบางของเธอถูกเขาเห็นโดยไม่ตั้งใจ
“ถ้าอย่างนั้นคุณก็คงได้ยินตะวันโกหกพ่อด้วยว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี”
กษิดินทร์มองเธอนาน “บางครั้งการโกหกก็จำเป็นเพื่อปกป้องคนสำคัญ”
เพียงตะวันเจ็บแปลบกับประโยคนั้น เธออยากถามเหลือเกินว่าแล้วทำไมเขาจึงไม่คิดบ้างว่าเธออาจมีเหตุผลจำเป็นที่ต้องเงียบ แต่สุดท้ายเธอก็ไม่ได้พูด
เพราะต่อให้พูด เขาก็คงไม่เชื่อ
หลังจากจัดการเรื่องคนเฝ้าไข้เรียบร้อย กษิดินทร์พาเพียงตะวันกลับไปยังคฤหาสน์อัครเดชากุล คฤหาสน์หลังใหญ่ตั้งอยู่บนเนินสูงไม่ไกลจากทะเล รั้วเหล็กสีดำเปิดออกเมื่อรถแล่นเข้ามา แสงไฟจากสวนส่องให้เห็นตัวบ้านสไตล์คลาสสิกสีขาวงาช้าง งดงาม สง่า และเย็นเยียบในเวลาเดียวกัน
เพียงตะวันเคยมาที่นี่หลายครั้งในฐานะน้องสาวของคู่หมั้นกษิดินทร์ แต่คืนนี้เธอกลับเข้ามาในฐานะภรรยา...ภรรยาที่เจ้าของบ้านไม่ได้ต้องการ
