บทที่ 6 ผู้ชายอะไรกวนโมโห

เพียงอึดใจ สติที่ทำท่าจะลอยห่างตัวก็กลับคืนมา

“นี่ ปล่อยมือฉันเดี๋ยวนะ”

พูดออกไปแล้วก็นึกโมโหตัวเอง ที่สุ้มเสียงช่างไม่เด็ดขาดเอาเสียเลย

แล้วความรู้สึกบ้าๆ ที่กำลังเกิดขึ้นมาจากไหนกัน... เจ้าความรู้สึกที่ว่าร่างสูงกำยำที่ยืนเกือบชิด ช่างน่าเอนกายซบอิง

ปลายนิ้วหรือก็คันยิบๆ ด้วยความอยากลูบไล้แผ่นอกกว้างตึงด้วยกล้ามแข็งที่ปกคลุมด้วยผิวเรียบเนียนสีน้ำตาลจาง

จมูกเจ้ากรรมก็อยากสูดดมผิวกายค่อนข้างขาว เพื่อให้แน่ใจว่ากลิ่นที่ลอยเข้าจมูก คือกลิ่นสะอาดชวนดม

ขณะใจสาวว้าวุ่น ดอนค่อยๆปล่อยมือข้างหนึ่งจากข้อมือเล็ก เพื่อใช้แขนโอบเอวคอดหยุ่น รั้งร่างหอมกรุ่นเข้าชิดยิ่งขึ้น

วิรามรหลุดจากห้วงคำนึงที่เกิดจากความรู้สึกไม่คุ้นเคย ที่เจ้าตัวไม่กล้าคิดหาคำตอบ เพราะสำนึกรับรู้ถึงตัวตนความเป็นชายของชายหนุ่ม ทันทีที่สองร่างแนบชิดกัน

“ปล่อยฉัน”

“ปล่อยก็ได้ แต่ก่อนปล่อยขอชื่นใจก่อนได้มั้ย จูบเดียวไม่มากกว่านั้น”

“แกนี่มัน...”                                

“อ๊ะๆ เรียกผัวขึ้นไอ้ขึ้นแกเดี๋ยวก็เอาตรงนี้ซะเลย”

“บ้า!”

พยายามจะสะบัดตัวให้พ้นจากวงแขนรัดรอบ แต่ครั้งนี้ไม่ง่ายที่จะพาตัวเองออกพ้นพันธนาการ

“คำก็บ้าสองคำก็บ้า”

“ก็แกน่ะมันบ้าจริงๆ ไม่งั้นคงไม่ทำอะไรบ้าๆ”

“ทำอะไรเหรอที่ว่าทำบ้าๆ”  ดอนถามเสียงซื่อ ถามแล้วก็ตอบเอง  “หรือที่ผมใช้ปากจนคุณหนูวิทนเสียวไม่ไหวเสร็จคาปากผม”

“นี่! หยุดพูดบ้าๆ เสียที”                                          

วิรามรแหว หน้าแดงก่ำ ความอับอายมีมากพอๆ กับความโมโห หรืออาจจะมากกว่า

“ไม่พูดก็ได้ แต่ขอทำได้มั้ย”

“นายดอน”

“ครับ”

“ฮื้อ! ฉันบอกให้ปล่อย ไม่ได้...”

จูบของชายหนุ่มทำให้วิรามรลืมว่าจะพูดอะไร

ยิ่งกว่านั้น ลืมว่าตนอยู่ที่ไหน

พูดจริงๆ ไม่ใช่ว่าเธอจะไม่เคยถูกจูบมาก่อนจะมาเจอผู้ชายที่พรากความสาวบริสุทธิ์ไปจากเธอคนนี้

แต่ผู้ชายสองสามคนที่เคยคบหา เธอยอมให้เข้าถึงเนื้อถึงตัว อย่างมากก็แค่กอด ไม่เคยมีคนไหนทำให้เธอสั่นสะเทือนถึงแก่นอารมณ์ความเป็นหญิงได้เท่าผู้ชายคนนี้ ที่ไม่มีอะไรคู่ควรกับเธอเลยไม่ว่าฐานะ การศึกษา ศักดิ์ตระกูล

แต่ทุกครั้งที่เขาเข้าถึงตัว แม้ใจจะต้านทานแต่ร่างกายกลับสมยอม

ตั้งแต่ครั้งแรกที่เขาบุกเข้าหา เขาไม่ได้ขืนใจเธอ แต่ใช้กลเม็ดชั้นเชิงในการโอ้โลมที่ช่ำชองพิชิต จนร่างกายเธอกลายเป็นเครื่องเล่นสุดแท้แต่เขาจะชักพา

ดอนถอนจูบ

“บอกสิว่าคุณวิต้องการผม” 

เขากระซิบ สองมือประคองใบหน้านวลงามเพื่อสบตาคมโตที่ดูสะลึมสะลือ เพราะพิษสงจูบเร่าร้อนของเขา

วิรามรกระพริบตา วูบหนึ่งที่คิดว่าเห็นแววผยองบอกถึงการเป็นผู้ชนะเปล่งประกายวาบขึ้นในดวงตาคม ช่วยเธอหลุดพ้นจากมนตร์จุมพิต

“ไม่”

ดอนปล่อยมือ ถอยห่างร่างนุ่มเนียน

วิรามรมีทั้งความโล่งใจ และเสียดาย

แต่ที่มาแรง ทันทีที่ร่างสูงหันหลังผละจากไปดื้อๆ คือความรู้สึกว่างโหวง เป็นความรู้สึกที่ไม่เคยเกิดขึ้นก่อน

<> 

“น้องริน”

รินรดาหันตามเสียงเรียก

“พี่ตวน... สวัสดีค่ะ มาทำบุญเหมือนกันหรือคะ”

“มาทำบุญวันเกิดตามธรรมเนียมน่ะครับ”

“รินไม่รู้เลยว่าวันนี้วันเกิดพี่ตวน แฮปปี้ เบิร์ดเดย์ค่ะ ขอให้มีความสุขมากๆ นะคะ”

รินรดายิ้มน่ารักให้ชายหนุ่มอายุรุ่นราวคราวเดียวกับญาติสาวผู้พี่ แต่แล้วยิ้มของสาวน้อยก็สะดุดกึก เมื่อสายตาแลเลยไปสบเข้ากับตาฉายแววเข้มๆคู่หนึ่ง

“ขอบคุณครับ”

ทวนเทพตอบยิ้มๆ มองตามสายตาหญิงสาวคราวน้องแล้วก็รีบแนะนำ

“พี่ชายพี่เองครับ พี่ตุลย์ ตุลยธร” 

บอกหญิงสาวแล้วจึงพูดกับพี่ชาย

“พี่ตุลย์นี่น้องริน... รินรดา เป็นเพื่อนรักกับยายส้มจี๊ด” เขาหมายถึงญาติผู้น้อง ลูกของน้าสาว

“สวัสดีค่ะ” 

รินรดายกมือไหว้อย่างเด็กสาวที่ได้รับการอบรมมาดี

ชายหนุ่มร่างสูง ผิวขาว หน้าตาคมสันชวนมอง กลับเอาแต่จ้องใบหน้าสวยหวาน

เมื่อเปิดปากหยักได้รูป แทนที่จะกล่าวทักทายตอบ กลับตั้งคำถามน้องชายทั้งที่ตาคมปลาบยังมองหน้านวลผ่องของสาวน้อยไม่วางตา จนคนถูกมองเริ่มรู้สึกมือแขนเกะกะ

“แฟนนายเหรอ”

“ก็...”  

ทวนเทพอึกอัก มองหน้าเนียนใสปรากฏรอยระเรื่อด้วยความเขินอายอย่างเห็นใจ

“คงต้องถามน้องรินละครับ ว่าจะยอมรับผมเป็นแฟนหรือเปล่า” เขาตอบในที่สุด 

ชายหนุ่มไม่นึกว่าพี่ชายจะยังไม่ลดละที่จะให้ได้คำตอบอย่างกระจ่าง ด้วยการถามหญิงสาวตรงๆ ขณะสายตาคมก็ยังมองหน้าเนียนละเอียดผิวใสดุจทารกเขม็ง

“ว่าไงครับ คุณรินรดา รับนายตวนเป็นแฟนมั้ย”

จากที่เขินสายตาจับจ้องชายหนุ่มอายุมากกว่าหลายๆปี ก็เปลี่ยนเป็นฉุน กังวานน้ำเสียงที่ตอบไปจึงห้วนผิดวิสัยอ่อนหวานตามปกติ

“ดิฉันอายุยังน้อยขอคิดแค่เรื่องเรียนค่ะ เรื่องแฟนคงยังอีกนาน”

จากนั้นก็หันไปพูดกับชายหนุ่มคนน้องที่ตนรู้จัก

“รินขอตัวก่อนนะคะพี่ตวน ต้องกลับแล้ว นายดอนรออยู่”

พูดจบก็ออกเดินลิ่ว ยอมเสียมารยาทไม่ไหว้ลาคนที่ถามคำถามบ้าๆ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป