บทที่ 10 ทวงสัญญา (1)

อันวารนั่งรอตามที่สาวใช้ได้มาแจ้ง หากเป็นเมื่อก่อนคงไม่มีใครกล้าให้เจ้าชายอย่างเขามานั่งรอเช่นนี้ คงมีแต่คนเชื้อเชิญอยากให้เขาไปเยือนและรีบออกมาต้อนรับอย่างเอิกเกริก แต่เหตุผลนั้นก็พอฟังขึ้นอยู่บ้าง ที่เขามาอย่างกะทันหันทำให้ซารอไม่ได้เตรียมตัว เธอเป็นหญิงสาวที่ได้ขึ้นชื่อว่ามีความงามเป็นที่ประจักษ์ ก็คงจะเขินอายถ้าต้องพบปะผู้คนในตอนที่ไม่พร้อม เท่าที่อันวารรู้มาตระกูลนี้มีบุตรสาวถึงสองคน แต่กลับไม่เคยได้พบน้องสาวของคู่หมั้นเลยสักครั้ง แม้แต่ในงานหมั้นของพี่สาวก็ยังป่วยกะทันหัน อันวารไม่ได้ใส่ใจจึงปล่อยผ่านไป เพราะคิดว่าไม่ใช่เรื่องที่สลักสำคัญในตอนนั้น ไม่นานซารอก็เดินลงบันไดมาพร้อมฟาราดา ชุดกระโปรงสีชมพูอ่อนยาวคร่อมข้อเท้า เสื้อไหล่ตุ๊กตา แขนเสื้อนั้นต่อระบายเพิ่มให้ยาวจนถึงมือ เธอช่างเหมาะกับคำว่าสาวงามอันดับหนึ่งในดูบีอาโดยไม่มีใครแย่งตำแหน่งนี้ไปได้ เธอส่งรอยยิ้มหวานให้กับอันวาร แม้ไม่ได้พบกันนานหลายปีแต่ท่าทางของเธอยังอ่อนโยนเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน 

ซารอย่อตัวทำความเคารพอันวารอย่างนอบน้อมก่อนจะนั่งลง แววตาคล้ายว่าดีอกดีใจที่ได้พบเขา เธอข่มซ่อนอาการฝืดฝืนผู้ชายหนวดเครารุงรังยาวเฟื้อยตรงหน้าได้อย่างไร้ที่ติ ผู้ชายแบบพวกเขาชาวดูบีอา การมีหนวดเคราดูจะเป็นเรื่องปกติทั่วไป ทั้งยังส่งเสริมบุคลิกให้ดูกล้าแกร่งน่ายำเกรง แต่วันนี้อันวารตั้งใจทำให้มันดูรุงรังเป็นพิเศษเพียงเพราะอย่าเห็นปฏิกิริยาจากคู่หมั้นสาวที่มีต่อตนเอง ไม่กี่ปีที่เรียนรู้กันแต่สิบปีที่ต้องจากทำให้อันวารไม่สามารถมั่นใจได้เลยว่า ซารอคนที่จิตใจดีช่วยเหยี่ยวของเขาเอาไว้ในวันนั้นจะเปลี่ยนไปแล้วหรือไม่ 

“เจ้าชายสบายดีหรือคะ” เธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงคล้ายห่วงใย แต่ที่ผ่านมาเธอแทบไม่เคยนึกถึงเขาเลย สำหรับอันวารสิบปีแล้วที่ไม่เคยมีใครถามเช่นนี้ มันทำให้อันวารนึกถึงมารดาที่เสียไป ภาพทับซ้อนของซารอกับหญิงสาวที่เคยช่วยเหยี่ยวฝึกของเขาไว้ทำให้อันวารพยักหน้าเบา ๆ 

“ฉันสบายดี เธอล่ะเป็นอย่างไร”

“ซารอสบายดีค่ะ รบกวนให้เจ้าชายต้องกังวลแล้ว”

วันที่ออกจากนครหลวงไปเขาไม่มีโอกาสได้ร่ำลาหรือบอกกล่าวซารอแม้เพียงครึ่งคำ ในตอนนั้นเกรงว่าจะนำพาความเดือดร้อนมาสู่เธอและครอบครัว การมีคู่หมั้นเป็นกบฏคงทำให้เธอตกที่นั่งลำบากไม่น้อย แต่ด้วยสถานะของเธอราชวงศ์คงไม่คิดจะหักหาญสั่งลงโทษเธอ และอันวารเองก็รู้ดีมันทำให้เขาโล่งใจมากในตอนนั้น

“ซารอไม่สามารถติดต่อเจ้าชายได้เลย และไม่รู้จะติดต่อเพื่อถามไถ่อย่างไร วันนี้ดีใจมากค่ะที่เจ้าชายเสด็จมาหาซารอ”

“ฉันไม่ได้ถือเป็นสำคัญ ในตอนนั้นหากเราสองคนติดต่อกันอาจจะนำภัยมาให้เธอ”

อันวารคิดว่าในช่วงเวลาเช่นนั้นเธอเองก็คงต้องถูกครอบครัวสั่งห้ามเช่นกัน เธอยังอยู่ในวัยเยาว์ ทุกอย่างยังคงต้องพึ่งพาและปฏิบัติตามคำของบิดามารดา จะโทษว่าเธอนั้นแล้งน้ำใจก็คงไม่ได้ 

“ในข่าวบอกว่าเจ้าชายเข้านครหลวงมาได้แค่เจ็ดวัน ยังอุตส่าห์นึกถึงซารอ ดีใจจังเลยค่ะ” เธอยิ้มหวาน ท่าทางเรียบร้อยน่ารักและอ่อนโยน

“เจ้าดีใจจริงเหรอ” เขาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง คล้ายว่าไม่แน่ใจกับสิ่งที่เธอพูดออกมา

“จริงสิคะ”

โลกนี้ยังมีอยู่หรือคนที่ไม่หันหลังให้ในวันที่ตกต่ำ คนที่ปรารถนาจะพบเขาด้วยใจจริงในนครหลวงแห่งนี้ จากที่คิดมาเยี่ยมเยียนและหยั่งเชิงดูสถานการณ์ว่าบิดาของซารอนั้นมีการเคลื่อนไหวหรือสนับสนุนให้รัชทายาทขึ้นสืบบัลลังก์หรือไม่ ครอบครัวเธอมีทั้งเงินและอำนาจ เป็นขุมพลังที่ดีหากเขาคิดจะทวงคืนทุกอย่างกลับมาและล้างมลทินมารดา ระหว่างอันวารและซารอยังมีสัญญาหมั้นหมายผูกพัน ตราบใดที่ฝ่ายชายยังไม่เอ่ยตัดสัมพันธ์มันก็ยังมีผลต่อไป 

“ซารอ ฉันมีเวลาเหลือไม่มาก มะรืนก็ต้องออกจากนครหลวงก่อนอาทิตย์จะขึ้นเหนือขอบฟ้า ที่ฉันมาในวันนี้ฉันอยากคุยเรื่องของเรา”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป