บทที่ 11 ทวงสัญญา (2)

หัวใจคนฟังเต้นตึกตักภาวนาให้เขารู้สึกผิด สงสารชะตากรรมของเธอจนเอ่ยปากขอถอนหมั้น นี่คือเหตุผลที่ทำให้ฟาราดาสั่งลูกสาวให้แสร้งทำตัวแสนดี ทั้งที่ในใจอยากจะตะเพิดไล่เจ้าชายกบฏหนวดเครารุงรังผู้นี้ด้วยซ้ำ 

“ค่ะ ซารอเข้าใจหากเจ้าชายจะ....”

“ฉันต้องการให้เธอแต่งงานกับฉันตามสัญญาหมั้นหมายของเรา”

ซารอพูดยังไม่ทันจบ อันวารก็เอ่ยทวงการแต่งงานขึ้นในทันที เขาไม่ต้องการให้ครอบครัวเธอปฏิเสธ แต่คนฟังนั้นราวกับว่าหูดับไปชั่วขณะ มีเพียงเสียงหวีดแหลมดังยาวในหู จากนั้นก็รู้สึกอื้อจนเกือบประคองตัวเองไม่ได้

“ฉันผิดต่อเธอมานานทำให้เธอต้องรอ วันนี้ฉันจะรับผิดชอบทุกอย่าง อย่าได้กังวล แม้ว่าอัลบราบาจะอยู่ท่ามกลางทะเลทราย แต่ตอนนี้ที่นั่นก็เป็นที่ที่สะดวกสบายมากในระดับหนึ่ง”

อันวารหยุดเพื่อรอให้ซารอตอบรับ แต่หญิงสาวกลับหันไปมองฟาราดาที่นิ่งอึ้งอยู่ไม่ต่างกัน ทีแรกตั้งใจจะให้ซารอทำให้เจ้าชายรู้สึกผิดที่ทำลายวัยสะพรั่งของซารอ แล้วเอ่ยขอตัดขาดความสัมพันธ์ยกเลิกสัญญาหมั้นหมายที่มีอยู่ แต่คาดไม่ถึงว่าเรื่องจะกลับตาลปัตร ซารอมองหน้ามารดาคล้ายต้องการถามว่าจะเอาอย่างไรต่อไป เธอไม่อยากแต่งงานไปอยู่ท่ามกลางทะเลทรายที่แห้งแล้ง ไร้ซึ่งความสะดวกสบาย แม้ดูบีอาจะเป็นรัฐแห่งทะเลทราย แต่นครหลวงแห่งนี้ได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นมาเนิ่นนานไม่ได้ต่างจากเมืองหลวงของประเทศอื่น ๆ แต่ความเจริญไม่ได้แพร่ไปไกลถึงอัลบราบาทำให้ที่นั่นต่างจากนครหลวงโดยสิ้นเชิง ซารอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่นั่นจะมีไฟฟ้าให้เธอใช้หรือไม่ หรือยามค่ำคืนยังต้องลำบากจุดตะเกียงอยู่ คิดแล้วก็อยากร้องไห้ เธอจะใช้ชีวิตอย่างไรในดินแดนเช่นนั้น ถึงจะอยู่ในประเทศเดียวกันแต่ความเป็นอยู่ช่างต่างกันราวฟ้ากับดิน

“หรือเธอเห็นฉันตกต่ำ เลยไม่อยากแต่งงานกับฉันเหมือนตอนนั้นที่ดูเธอตื่นเต้นดีใจมาก”

“ชะ...”

“ไม่ใช่ค่ะ ไม่ใช่อย่างนั้น เจ้าชายคิดมากเกินไปแล้วค่ะ” ฟาราดารีบชิงพูดก่อนที่คำว่าใช่จะหลุดออกมาจากปากลูกสาว คนตรงหน้าไม่ใช่เจ้าชายผู้สง่างามและสุภาพคนนั้นอีกแล้ว ตอนนี้เขาคือผู้นำอัลบราบาที่มีกองกำลังที่แข็งแกร่ง หากเขาไม่พอใจขึ้นมาแล้วนำกำลังมาบุกที่นี่จะเป็นอย่างไรไปได้นอกจาก...หายนะ

“ซารอดีใจมาก ๆ ที่ท่านมาที่นี่ แต่ยังตื่นเต้นอยู่มากจึงทำอะไรไม่ค่อยถูก เจ้าชายอย่าถือสาเลยนะคะ”

ฟาราดากล่าวกับอันวารพร้อมมือที่แอบสะกิดลูกสาวที่กำลังจะคุมตัวเองเอาไว้ไม่อยู่

“เช่นนั้นแสดงว่า คุณนายฟาราดายินดีที่จะให้การแต่งงานระหว่างฉันกับซารอเกิดขึ้นใช่หรือไม่”

“ค่ะ...ยินดีค่ะ” ไม่มีคำตอบอื่นให้เลือก ฟาราดามีเพียงคำเดียวเท่านั้นที่สามารถตอบได้ในตอนนี้ 

“แต่การแต่งงานของซารอดิฉันคงตัดสินใจคนเดียวไม่ได้ ต้องรอพ่อของซารอด้วย แต่คิดว่าคงไม่มีปัญหาอะไรค่ะ”

หนวดเคราของเจ้าชายกบฏขยับเล็กน้อยทำให้สองแม่ลูกรู้ได้ว่าเขากำลังยิ้ม แต่ไม่รู้เลยว่ารอยยิ้มนั้นเป็นเช่นไร รู้สึกอย่างไรในตอนนี้ อันวารพอใจในสิ่งที่ฟาราดาตอบ แต่ก็ยังไม่มั่นใจว่าจะถูกปฏิเสธหรือไม่ จึงเอ่ยบางสิ่งออกมา มันทำให้ฟาราดากับซารอหัวใจหล่นวูบ

“ทำไมต้องทำท่าทางเหมือนกลัวฉันด้วย ตอนอยู่ที่ทะเลทรายนักรบพวกนั้นก็มีท่าทางแบบนี้เหมือนกัน ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องกลัวจนตัวสั่น...ฉันไม่ได้คิดจะทำอะไรใครสักหน่อย”

เป็นคำขู่ที่สุภาพที่สุดเท่าที่ฟาราดาเคยได้ยินมา แม้แต่นักรบอัลบราบายังกลัวเขาจนตัวสั่น เขาต้องโหดเหี้ยมแค่ไหนกัน มิหนำซ้ำหากออกคำสั่งอะไรออกมา นักรบเหล่านั้นคงสู้ตายแบบถวายชีวิตอย่างแน่นอน สิ่งที่ฟาราดาต้องขบคิดตอนนี้คือทำอย่างไรจึงจะรอดพ้นจากสัญญาหมั้นในครั้งนี้ ครอบครัวเธอเป็นตัวแปรสำคัญยิ่งในราชบัลลังก์หากอันวารคิดจะทำสิ่งใด ไม่ว่าอย่างไรเธอก็ต้องเลือกฝั่งที่ชนะเท่านั้น

บทก่อนหน้า
บทถัดไป