บทที่ 12 เลือดผสม (1)

ปัง!!! เคร้ง...

เสียงตบโต๊ะดังขึ้น ต่อมาก็เป็นเสียงคำรามลั่นอย่างขัดใจและกวาดสิ่งของลงจากโต๊ะเพื่อระบายโทสะ จากนั้นก็ตามด้วยเสียงข้าวของกระทบพื้นแตกกระจัดกระจายไปทั่วห้อง องครักษ์ที่ยืนอยู่ด้านหน้ายังอยู่ในท่าทีนิ่งสงบ ต่างจากหญิงสาวสองคนที่ต้องเข้าไปรับใช้ เธออยู่ในอาการหวาดหวั่นสบตามองหน้ากันอย่างไม่รู้ว่าจะต้องรับมือกับโทสะของเจ้านายอย่างไร ถึงจะรักษาชีวิตตนเอาไว้ได้อย่างมั่นคง ชีวิตนางรับใช้แขวนอยู่บนเส้นด้าย ยามสุขสมก็ประทานรางวัล ยามที่โกรธเกรี้ยวก็สามารถเอาชีวิตพวกนางได้เพียงคำพูดเดียว ยามที่รัชทายาทกำลังมีโทสะใครก็ไม่กล้าที่จะเสนอตัวเข้าไปขวางอารมณ์ดั่งพายุของเขา ภายนอกที่เห็นว่าอ่อนโยนนั่นเป็นเพียงเหรียญด้านสว่างที่ต้องการให้ผู้อื่นเห็น เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็คงเพราะพระราชสาส์นสุดท้ายขององค์อุซามุส

หากยึดตามหลักประเพณีทันทีที่กษัตริย์สวรรคตหรือสละบัลลังก์ เพื่อไม่ให้ตำแหน่งประมุขนั้นเว้นว่าง เกิดความระส่ำระสายจนประชาชนเสียขวัญ รัชทายาทสามารถขึ้นครองบัลลังก์นั้นต่อได้อย่างถูกต้องในทันที แล้วจึงจัดให้มีการรับตำแหน่งในภายหลังเมื่อเหตุการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ หากแต่ครั้งนี้ไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อองค์อุซามุสสวรรคตได้มีพระราชสาส์นสั่งเสียถึงสองฉบับ ฉบับแรกให้เปิดทันทีหลังสิ้นลม คือการอนุญาตให้องค์ชายลำดับที่ 2 กลับเข้าสู่นครหลวงได้ และพระราชสาส์นสุดท้ายคือให้ชะลอการขึ้นรับตำแหน่งขององค์รัชทายาท หากแต่ให้รักษาการณ์กษัตริย์เอาไว้อย่างน้อยสองปี โดยให้เหตุผลความกตัญญูที่มีต่อบิดา และแสดงให้เห็นว่ามิใช่ผู้ถวิลหาลาภยศ หากแต่ปกครองรัฐและประชาชนด้วยใจจริง

“ใครกัน ที่ไหนกันมีเหตุผลเช่นนี้!”

“ใจเย็นก่อนอันซา หากผลีผลามอะไรตอนนี้เจ้าจะถูกจับตามอง ปล่อยให้เป็นแบบนี้ไปก่อน เจ้าจะได้ความชื่นชมจากประชาชน และตระกูลมั่งคั่งอีกหลายตระกูล ถึงไม่ได้เป็นกษัตริย์แต่ก็ทำเพื่อบ้านเมือง ไม่นานค่อยหาเหตุขึ้นครองบัลลังก์ ถึงเวลานั้นเจ้าจะได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่าย บัลลังก์ของเจ้าก็จะมั่นคง”

“ท่านคิดเช่นนั้นจริงเหรอท่านแม่ คิดว่าท่านพ่อทำเพื่อข้าเช่นนั้นหรือ ยอมให้มันกลับมาทั้งที่มันเป็นกบฏ หากข้าไม่จำกัดระยะเวลาเจ็ดวัน มันก็สามารถอยู่นครหลวงได้ตลอดไป ท่านพ่อลำเอียงจนลมหายใจสุดท้ายจริง ๆ”

แม้เป็นการละเมิดต่อพระราชสาส์นของกษัตริย์ แต่อำนาจตกอยู่ในมือเขาแล้ว อีกทั้งอันวารยังมีกองทัพนักรบอัลบราบาหนุนหลังถือเป็นภัยต่อราชบัลลังก์ รัฐบาลจึงเอนเอียงไปทางอันซา ปล่อยให้เขาละเมิดพระราชสาส์นกำหนดระยะเวลาการอยู่ในนครหลวงและส่งคนติดตามดูอันวารตลอดเวลา 

“เจ้าต้องทำให้ตระกูลมั่งคั่งหันมาเป็นพวก เมื่อเจ้าขึ้นครองบัลลังก์ต่อให้นักรบอัลบราบาของอันวารก็ไม่สามารถทำอะไรเจ้าได้”

“คิดไม่ถึงว่ามันจะสามารถรอดชีวิตจากทะเลทรายอัลบราบาได้ รอดชีวิตไม่พอยังสามารถทำให้ที่บ้า ๆ นั่นเจริญและมั่งคั่งขึ้นมาพร้อมสร้างนักรบขึ้นมาอีก มันตั้งใจจะกลับมาชิงบัลลังก์ชัด ๆ ท่านแม่ แต่อันวารมันมีสัญญาหมั้นหมายกับตระกูลที่มั่งคั่งที่สุดของดูบีอา ทั้งยังเป็นบุตรีของฟาราดาที่มีครอบครัวใหญ่หนุนหลัง หากข้าได้นางมาครอบครองข้าคงสบายใจกว่านี้”

ในใจอันซาร้อนรุ่มดั่งไฟสุม คิดผิดที่ยินยอมให้น้องชายผู้นี้ได้รับเพียงโทษเนรเทศไม่ถูกประหารในวันนั้น จนอันวารสามารถกลับมาแข็งแกร่งเป็นเหมือนหอกแหลมคอยทิ่มแทงให้ตนต้องอยู่อย่างหวาดระแวง

“ก็ทำให้คู่หมั้นของอันวารกลายเป็นพระชายาเสียสิ ระหว่างชายาเจ้าชายกบฏกับพระชายารัชทายาท หากไม่เบาปัญญาจนเกินไป ตระกูลอัลซาดีย่อมเลือกให้ซารอแต่งงานกับเจ้าอยู่แล้ว”

“ท่านแน่ใจได้อย่างไร” 

ดูเหมือนว่ารัชทายาทจะใจเย็นลงไม่น้อยเมื่อได้ฟังคำมารดา

“ตระกูลนั้นมีบุตรสาวสองคน ชื่อซารอและซีรีน มารดาของซีรีนเป็นสตรีชาวไทย อัลซาดีนั้นไม่ยอมเปิดใจยอมรับสตรีต่างชาติ แม้ว่านางจะมาก่อนก็ตาม สุดท้ายก็บังคับให้บิดาของซารอแต่งกับฟาราดาที่เป็นตระกูลมั่งคั่งเช่นกัน ทั้งยังถูกกีดกันไม่ให้มีบุตร จนฟาราดาให้กำเนิดบุตรชายหญิง นางถึงได้ตั้งครรภ์ซีรีน แต่ก็ไม่มีใครเคยเห็นนาง แต่มีข่าวลือว่าอัปลักษณ์จนไม่กล้าสู้หน้าใครได้”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป