บทที่ 4 ดินแดนที่ปิดตัวเอง

ณ ดินแดนที่ผืนทรายทอดยาวสุดสายตา คลื่นสีทองสลับทับซ้อนกันราวแพรไหมเนื้อละเอียดสะบัดพลิ้วท่ามกลางแสงของดวงอาทิตย์ หากแต่ความงามนั้นกลับเต็มไปด้วยอันตราย ไม่ว่าจะทอดมองไปทางใดก็มีเพียงผืนทรายและท้องฟ้า พาให้รู้สึกว่าความเวิ้งว้างโดดเดี่ยวนี้ไร้ที่สิ้นสุด ร่างสูงสง่ายืนอยู่เหนือสันทรายสูง เขาคือบุรุษที่เคยเจิดจ้าดั่งดวงตะวัน ว่าที่รัชทายาทแห่งดูบีอา แต่บัดนี้กลับมีคำเรียกขานว่าเป็นเจ้าชายกบฏ รอบตัวเขาเงียบงัน มีเพียงสายลมพัดพาหอบเอาความร้อนและฝุ่นทรายที่ฟุ้งกระจายผ่านมาจนดวงตาคมกล้าต้องปิดลง 

ร่างสูงในชุดชนเผ่ากลางทะเลทรายยืนมองมหาสมุทรสีทองนี้มาครู่ใหญ่ แม้มันจะร้อนระอุสักแค่ไหนก็ไม่เท่าหัวใจของเขาที่เต็มไปด้วยเพลิงแค้น กว่าสิบปีที่ต้องแบกรับความอัปยศกับข้อหากบฏโดยไม่มีสิทธิ์แก้ต่างให้ตนเอง การได้มีลมหายใจของเขาต้องแลกกับชีวิตของมารดา 

ฟังแม่อันวาร จงมีชีวิตอยู่ต่อ...จงมีชีวิตอยู่ให้จงดี เพียงเจ้ามีชีวิตต่อไปเท่านั้นเจ้าจึงจะสามารถล้างมลทินและทวงทุกสิ่งของเจ้ากลับคืนมาได้

อันวารทอดมองไปยังทิศทางที่ตัวเองจากมา ภาพความทรงจำอันเลวร้ายยังคงฝังลึกลงไปในจิตวิญญาณไม่ลืมเลือน และเขาเองก็ไม่เคยคิดจะลืมมัน อันวารย้ำชัดกับตนเองเสมอทุกรายละเอียด ความยากแค้นของการดิ้นรนเอาชีวิตรอดท่ามกลางทะเลทรายกว่าจะมาถึงอัลบราบาแห่งนี้ 

“พายุทรายกำลังจะมา กลับเถอะนายท่าน”

“จะกลัวทำไมกับแค่พายุทรายเล็ก ๆ พายุที่ใหญ่กว่านี้ยังรอดมาได้”

ไม่ใช่อวดดีแต่น้ำเสียงของคนพูดเต็มไปด้วยความเย้นหยันและประชดประชัน พายุทรายที่อันวารหมายถึงหาใช่เจ้าดินสีส้มทองเหล่านี้ หากแต่เป็นพายุจากเจ้าของดินแดนทะเลทราย เจ้าแห่งรัฐดูบีอาต่างหาก เจ้าชายอันวารถูกเนรเทศออกจากเมืองมาสู่ดินแดนทะเลทรายที่ห่างไกลเพียงลำพังหลังจากมารดาสิ้นใจลง เขาถูกกล่าวหาว่าลอบปลงพระชนม์บิดาของตัวเองทั้งที่เพิ่งบินกลับมาจากต่างประเทศ มีเพียงคำลวงหลอกไม่มีเวลาให้ตั้งรับ มารดาถูกจับเป็นตัวประกัน เพื่อแลกกับการให้เขารอดชีวิต นางขอรับโทษประหารด้วยตัวเองโดยไม่ต้องไต่สวน เพราะรู้ดีว่าหากไม่เป็นเช่นนี้ลูกชายของนางนั่นแหละที่ต้องตาย 

“สิบปีแล้วสินะ”

สิบปี ณ ดินแดนที่ถูกผู้คนมองข้ามว่าล้าหลัง ถูกอันวารพลิกฟื้นให้มั่งคั่งขึ้นมาในเวลาอันสั้น เป็นเวลาหลายชั่วอายุคนที่อัลบราบาไม่ยอมรับคนภายนอก อันวารต้องเอาชนะนักรบอัลบราบาที่มาท้าทายเจ้าชายกบฏอย่างเขาแทบไม่เว้นวัน กว่าจะได้รับการยอมรับและกลายเป็นผู้นำที่นี่ก็เจ็บตัวไปมาก อันวารติดต่อค้าขายกับคนภายนอก ด้วยการซื้อขายเหยี่ยวที่ถูกฝึกมาอย่างดี ราคาของมันสูงมากพอที่จะทำให้เขาสะสมไว้เพื่อซื้ออาวุธอย่างเงียบ ๆ ด้วยชื่อเสียงการฝึกเหยี่ยวของเขานั้นเป็นที่เลื่องลือมานานและมีผู้ต้องการเหยี่ยวที่เขาฝึกไม่น้อย การค้านี้จึงเป็นไปได้ด้วยดี ที่ผ่านมาด้วยสถานะเจ้าชายผู้มั่งคั่งร่ำรวยมหาศาล ทั้งยังรับหน้าที่ในกองทัพ เขาจึงไม่ได้สนใจสิ่งเหล่านี้ หากแต่ฝึกมันเพราะความชอบ จนกระทั่งได้มาอยู่ที่อัลบราบาและจำเป็นต้องใช้ทรัพย์ในการฝึกนักรบ ทุกอย่างจึงอยู่ในความสนใจของอันวาร

ใช่เพียงแค่การฝึกเหยี่ยว หากแต่อัลบราบานี้ยังมีแหล่งน้ำมัน ที่ผ่านมาการปิดตัวเองจากภายนอกเพราะหวงแหนแหล่งน้ำมัน นอกจากนั้นยังมีโอเอซิสแหล่งน้ำบริสุทธิ์ที่หายากท่ามกลางทะเลทราย ทำให้ไม่สามารถพัฒนาทรัพยากรของตนเองได้ แต่เมื่อมีเจ้าชายที่เต็มไปด้วยความสามารถมาเป็นผู้นำ คนในอัลบราบาจึงได้รู้ว่าพวกตนนั้นมิใช่ชนเผ่าล้าหลังแร้นแค้นอีกต่อไป 

“นายท่าน นายท่าน” 

สายตาดุของอันวารตวัดมองไปยังคนที่ส่งเสียงเอะอะโวยวาย ซัลวารู้ตัวแล้วจึงอยู่ในอาการสงบลงทั้งยังมีอาการหวั่นเกรงอยู่

“นายเอะอะลั่นทะเลทราย มีคนตายรึไงซัลวา” ชารีฟที่ยืนอยู่กับอันวารมาครู่ใหญ่เอ่ยถามคู่หูของตนเอง ดูจากนิสัยที่ต่างกันของทั้งคู่ อันวารก็ไม่อยากจะเชื่อว่าจะสนิทสนมกันได้ คนหนึ่งนิ่งยิ่งกว่าท่อนไม้ อีกคนกลับไม่ต่างจากม้าที่ตื่นตระหนก หากแต่ทั้งคู่ก็ไม่เคยทำงานที่ได้รับมอบหมายพลาดเลยสักครั้ง

“ใช่...มีคนตาย”

“ใคร” ชารีฟถาม แต่ซัลวากลับนิ่ง แล้วหันไปมองคนที่ยืนนิ่งอยู่ก่อนจะเอ่ยออกมา 

“เจ้าชาย” 

ทุกอย่างเงียบงัน คิ้วคมขยับเข้าหากันเพื่อรอประโยคต่อไปของซัลวา 

“องค์อุซามุสสิ้นพระชนม์แล้ว ทางนครหลวงอนุญาตให้เจ้าชายเข้าสู่นครหลวงได้เจ็ดวัน”

อันวารไม่เคยคาดคิดว่าการได้กลับคืนนครหลวงแห่งดูบีอาในรอบสิบปี คือการร่วมงานศพของพ่อตัวเอง ในเวลานี้ไม่รู้ต้องเสียใจหรือรู้สึกอย่างไร เพราะอุซามุสผู้เป็นบิดานั้นเองก็มีส่วนผลักเขาสู่การเป็นเจ้าชายกบฏในตอนนี้ ใบหน้าที่เต็มไปด้วยหนวดเครายังคงราบเรียบไร้ซึ่งอารมณ์ใด คนสนิททั้งสองไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงเมื่อทุกอย่างเต็มไปด้วยความอึมครึม ซัลวาและชารีฟมองหน้าสบตากัน แต่ก็ไม่มีใครกล้าปริปากเอ่ยสิ่งใดออกมาอยู่ดี 

“ได้เวลาแล้วสินะ”

แม้ไม่มีประโยคที่ขยายความยืดยาว หากแต่องครักษ์ทั้งสองคนก็เข้าใจได้ดีว่าอันวารหมายถึงสิ่งใด สิบปีกับการแบกรับความแค้นและแรงกดดันเอาไว้ในใจ ความอยุติธรรมที่หลายชีวิตได้รับ มันถึงเวลาที่ต้องทวงคืนทุกอย่าง คนที่ผิดก็ควรถูกชำระความ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป