บทที่ 5 กลับคืนอีกครั้ง (1)

ข่าวการสิ้นพระชนม์ขององค์อุซามุสเป็นข่าวใหญ่ไปทั้งรัฐดูบีอาและรัฐพันธมิตรใกล้เคียง การครองราชย์ยาวนานถึงสามสิบปีของกษัตริย์อุซามุสเป็นที่จดจำของรัฐข้างเคียงมาเสมอ ผู้คนในเมืองต่างผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าสีฉูดฉาดออก หันมาสวมใส่เพียงสีขาวหรือสีดำเพื่อแสดงความอาลัยต่อการจากไปขององค์กษัตริย์

เจ้าชายกบฏผู้นั้นได้รับอนุญาตให้กลับคืนสู่นครหลวงเป็นการชั่วคราว

การอนุญาตให้คืนสู่นครหลวงของเจ้าชายอันวารเป็นที่กล่าวถึงเป็นวงกว้าง เป็นเวลาสิบปีที่เรื่องราวของเจ้าชายผู้นี้ได้ค่อย ๆ เลือนหายไปจนกระทั่งถูกลืมเลือนในที่สุด ความเป็นมาของอันวารถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอีกครั้ง สายตาที่มองมายังอันวารนั้นเฉยเมย ไม่มีใครอยากจะเอ่ยทักทายเขาสักคน แต่ทว่าด้วยสถานะเจ้าชายที่ยังคงอยู่จึงทำให้คนเหล่านั้นไม่อาจคอตั้งเมื่ออยู่ต่อหน้าอันวาร ทุกคนล้วนแสดงความเคารพต่อเขา และอันวารรู้ดีว่าหาใช่การแสดงออกจากใจ แต่นี่คือการแสดงความเคารพต่อสถานะเจ้าชายที่ไม่ถูกปลดต่างหาก

ฐานันดรดังกรงขัง ไม่ยอมยกเลิกสถานะเจ้าชายของอันวารก็ไม่ต่างจากการเอากรงเหล็กร้อนมาครอบตัวเขาไว้ มิอาจอยู่เยี่ยงสามัญชนเพราะยังเป็นเจ้าชาย แต่ก็ไม่สามารถอยู่สูงเทียบเท่าผู้อื่นในราชวงศ์ได้เพราะคำว่ากบฏ ใบหน้าหล่อเหยียดยิ้มเย้ยหยันผู้คนที่รายล้อมอันซาผู้เป็นพี่ชาย เพราะอีกไม่นานเข้าก็ได้สืบบัลลังก์ต่อจากบิดา ในขณะที่อันวารต้องออกจากเมืองนี้ไปเมื่อครบกำหนดเจ็ดวัน อันวารมองที่ที่ควรเป็นของตัวเอง แววตาของเขาเย็นเยียบยากจะคาดเดา ดูคล้ายว่านิ่งสงบหากแต่ดูลึกล้ำสุดจะหยั่งถึง

“เจ้าชาย เสด็จมาทำอะไรตรงนี้หรือพ่ะย่ะค่ะ”

“บอกกี่ครั้งแล้วว่าให้พูดธรรมดาก็พอ” อันวารหันไปทำหน้าดุใส่ซัลวา 

“ข้า...เอ่อ...ผมขอโทษครับ นายท่านมาทำอะไรตรงนี้ครับ”

“มาแอบฟังคนนินทาฉัน ต่อหน้าก็ยังทำความเคารพ แต่พอหันหลังให้ก็หางโผล่” เมื่อก่อนเคยเสียใจ เคยทุกข์ใจกับวาจาของผู้คนมากมาย เสียงก่นด่าจากคนมากมายดั่งคมกริชที่กรีดลงบนหัวใจ ความรู้สึกเจ็บปวดและอัดอั้นที่ไม่อาจได้อธิบาย หรือแก้ต่างให้มารดาและตนเองได้ ไม่ต่างจากเข็มนับพันนับหมื่นพุ่งปักลงบนตัวเขา แล้วจมลึกเข้าไปในร่างกายไม่อาจดึงมันออกมาได้ วันเวลาหล่อหลอมให้อันวารคนเก่าค่อย ๆ ตายไป หัวใจของอันวารคนนี้ด้านชาต่อวาจาเหยียดหยามเย้ยหยันของผู้คนทั้งโลก ต่อให้ฟ้าจะถล่มลงตรงหน้าก็ไม่อาจสะเทือนบุรุษผู้นี้ให้สั่นคลอน

“นั่นตัวแทนจากประเทศไทยนี่ครับนายท่าน”

“อืม คนนี้เมื่อก่อนเขายังเป็นเพียงผู้ช่วย สิบปีผ่านไปได้ก้าวขึ้นมารับตำแหน่งสำคัญแล้ว”

ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจอะไร ขนาดตัวเขาเองจากเจ้าชายผู้ที่ถูกวางตัวเอาไว้ให้เป็นรัชทายาท มีความสามารถโดดเด่นเหนือพี่น้องทุกคน วันนี้ยังได้รับหน้าที่สำคัญเป็นเจ้าชายกบฏ เป็นคนโฉดชั่ววางแผนโค่นล้มบิดาหวังครองอำนาจ ข้อกล่าวหาที่ใช้ปัญญาแบบประหยัดอดออม เขาต้องชิงบัลลังก์ให้เหน็ดเหนื่อย ให้ผู้คนก่นด่าไปเพื่ออะไรในเมื่อมันก็ต้องเป็นของเขาอยู่ดี

“ยืนคุยกับใคร ฉันไม่เคยเห็น”

“นายท่านจากไปสิบปีนะครับจะรู้จักได้ยังไง”

“ท่าทางเธอดูคุ้นตามาก เหมือนเคยได้พบที่ไหน แต่เธอปิดหน้าข้าจำไม่ได้...คุ้นมากจริง ๆ” 

ประชาชนทั่วไปได้รับอนุญาตให้ไว้อาลัยได้เพียงด้านนอก อันวารที่ยืนอยู่ในมุมลับตากำลังจับจ้องมายังซีรีน หญิงสาวนางหนึ่ง เขารู้สึกคุ้นเคยคลับคล้ายว่าเคยได้เจอกันมาก่อน แต่สิบปีที่ผ่านมา อันวารมั่นใจมากว่าไม่เคยได้พบปะกับสตรีที่มีรูปลักษณ์เช่นนี้มาก่อน เมื่อนึกย้อนไปในวัยเยาว์ก็ยังนึกไม่ออกว่าเป็นใครกัน เพราะเธอปิดบังใบหน้าอย่างมิดชิดทำให้อันวารยิ่งนึกสงสัยมากขึ้น แต่เขาจำต้องปัดเรื่องราวอื่นออกไปเมื่อคนที่เขาต้องการพบกำลังเดินเข้ามาในพิธี

หลังจากพิธีผ่านพ้นไป ชารีฟรีบมารายงานว่าคนสำคัญผู้นั้นไม่สามารถมาพบเจ้าชายอันวารได้ เนื่องด้วยรานีและรัชทายาทส่งคนแฝงตัวเข้ามาเพื่อจับตามองเชื้อพระวงศ์และข้าราชบริพารทุกคนอย่างไม่วางตา การที่อันวารได้รับอนุญาตให้กลับเข้านครหลวงเป็นประสงค์ขององค์อุซามุส ทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าขัดคำสั่งเสียก่อนตายขององค์กษัตริย์ หากแต่อันวารนั้นไม่ต่างจากหอกแหลมคมที่ทิ่มอยู่ข้างกายขององค์รัชทายาทมาโดยตลอด 

“มาไม่ได้เหรอ...คงระแวงข้ามากจนนอนไม่หลับมาหลายคืนแล้วสินะ”

ในขณะเดียวกันที่รัชทายาทก็ออกมาด้านนอก เขาหันไปมองสบสายตาของน้องชาย อันวารยิ้มให้พี่ชายด้วยรอยยิ้มที่ชวนให้ขนลุกไปทั้งตัว รอยยิ้มสดใสแต่หาความเป็นมิตรไม่ได้เลยสักนิด ทว่าอันซาก็ยังต้องข่มใจเชิดหน้าขึ้นมองฟ้าแสร้งทำเป็นไม่รู้ ทำให้อันวารเป็นฝ่ายเดินเข้าไปทักทาย

“รัชทายาท” เขาทำความเคารพ เช่นเดียวกับผู้ติดตามทั้งสองคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง

“ไม่ต้องมากพิธีหรอก เจ้าเข้านครหลวงมาก็หลายวันแล้ว พี่ยังไม่มีโอกาสได้พูดจาด้วยเลย เป็นอย่างไรบ้างน้องชาย”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป