บทที่ 9 ขอพบคู่หมั้น (2)

ฟาราดาคาดการณ์ไว้ว่าอีกฝ่ายคงต้องเอ่ยทวงสัญญาหมั้นและขอให้ลูกสาวเธอแต่งงาน ความสำคัญของตระกูลเธอในราชวงศ์นั้นมีมาก หากเขาต้องการทำอะไรสักอย่างแน่นอนว่าเขาต้องคิดถึงประโยชน์ตรงนี้ 

“หากเรายกเลิกการหมั้นหมายได้ลูกอาจมีสิทธิ์ได้เป็นพระชายาของรัชทายาท ลูกไม่อยากเป็นภรรยาของกบฏคุณแม่เข้าใจไหมคะ ลูกไม่อยากไปใช้ชีวิตท่ามกลางทะเลทรายที่ร้อนราวกับขุมนรก”

ซารออยากจะกรีดร้องออกมาแต่ก็ไม่อาจทำได้ อยากจะขว้างปาสิ่งของเพื่อระบายอารมณ์แต่ก็ถูกมารดาห้ามเอาไว้ เธอไม่อยากแต่งงานกับเขา เจ้าชายกบฏผู้นั้น

“เขาคิดฆ่าบิดาตนเองได้ วันหน้าเขาก็ไม่เก็บลูกไว้หรอกค่ะคุณแม่ อีกอย่างลูกไม่อยากลำบากและตายอย่างโดดเดี่ยวอยู่กลางทะเลทราย”

ชื่อเสียงผู้นำอัลบราบาไม่เคยมีด้านดี จากกบฏคิดปลงพระชนม์บิดาสู่ผู้ซ่องสุมกำลังพล ผู้คนต่างบอกว่าเขากระหายอำนาจ ปรารถนาราชบัลลังก์จนก่อกบฏ และที่สร้างนักรบอัลบราบาขึ้นมาก็เพื่อรอวันช่วงชิงราชสมบัติไปจากพี่ชาย ความโฉดคนชั่วช้าล้วนคืออันวาร คัฟ ราเจฟ 

“คนชั่วขนาดนั้น ลูกไม่มีวันแต่งงานกับเขาค่ะ”

“แม่เข้าใจซารอ แต่ขอเวลาแม่หน่อยเถอะ”

“คุณแม่คะ ตอนนี้เขากลับมาแล้ว และเขายังอยู่ในนครหลวงจะให้ลูกวางใจได้ยังไง จะให้ลูกใจเย็นได้ยังไงคะ”

แม้จะเหลือเวลาอีกแค่สองวันก็จะครบกำหนดที่อันวารต้องออกจากนครหลวงไป แต่ซารอและฟาราดาก็ไม่อาจวางใจ ต่างกลัดกลุ้มนั่งไม่ติด ตราบใดที่อันวารยังอยู่ในนครหลวงเขาก็ยังสามารถมาที่นี่เพื่อทวงสัญญาหมั้นได้เสมอ แต่สิ่งที่หวาดกลัวและไม่ต้องการมากที่สุดมักจะเดินเข้ามาหาเราเสมอ เช่นเดียวกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น 

“คุณนายคะ มีแขกมาขอพบค่ะ”

“ใคร?!” ฟาราดาเอ่ยถามเสียงดัง หัวใจของสองแม่ลูกกำลังเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น หวังว่าคงไม่ใช่คนที่พวกหล่อนเพิ่งเอ่ยถึงไป สองวันสุดท้ายแล้ว สวรรค์คงไม่โหดร้ายส่งเขามาพบเธอหรอกกระมัง

“เจ้าชายอันวาร คีฟ ราเจฟ มาของพบคุณหนูซารอค่ะ”

สาวใช้พูดชัดเจนครบถ้วน ชัดเจนเสียจนซารออยากจะเป็นลม เธอเซถอยหลังจนมารดาต้องช่วยประคอง ซารอหันมาเขย่าแขนของมารดาแรง ๆ พร้อมย่ำเท้าไม่ต่างจากเด็กที่ไม่รู้จักโต ทั้งที่ตอนนี้อายุยี่สิบแปดปีเข้าไปแล้ว ฟาราดาตบที่หลังมือของลูกสาวเบา ๆ เพื่อให้เธอใจเย็นลง และข่มเก็บอาการเอาไว้แม้ว่าภายในใจจะพลุ่งพล่านหาความสงบไม่ได้สักแค่ไหนก็ตามที ผู้เป็นมารดาสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอด 

ถึงอันวารจะถูกเนรเทศไปอยู่อัลบราบา แต่กษัตริย์อุซามุสกลับไม่ได้มีคำสั่งให้ถอดยศหรือเปลี่ยนแปลงฐานันดรขององค์ชายผู้นี้ จึงทำให้เป็นที่มาของคำว่าเจ้าชายกบฏ เพราะต้องการครองใจประชาชน แสดงให้เห็นว่าต่อให้ลูกชายทำผิดแค่ไหนผู้เป็นพ่อก็ยังรักและให้อภัย โทษเนรเทศของกบฏนั้นถือว่าเป็นโทษสถานเบาทั้งที่ควรจะถูกประหารในทันที อันวารยังมีชีวิตอยู่และไม่ได้ถอดยศออก ประชาชนต่างสรรเสริญความเมตตาและรักลูกของกษัตริย์ตนเอง สุดท้ายแล้วนั่นไม่ใช่ความปรานี แต่คือการยืมแรงกดดันจากประชาชนเป็นมีดประหารอันวารให้ตายทั้งเป็น ส่วนอุซามุสก็ได้เป็นพ่อที่แสนดีครองใจผู้คน

“ไปบอกเจ้าชายอันวารว่าซารอดีใจมากที่ท่านไม่ลืมและแวะมา ไม่ได้พบกันนาน ขอให้ซารอแต่งตัวสักครู่ เจ้าชายอย่าได้ขุ่นเคือง”

“ค่ะคุณนาย”

สาวใช้ชำเลืองมองคุณหนู ใบหน้าของเธอนั้นปราศจากความดีใจใด ๆ แววตาเต็มด้วยความกังวล คิ้วเรียวงามขมวดเข้าหากันจนแทบจะผูกเป็นปม สองมือกำแน่นจนเล็บจิกเนื้อตัวเองเป็นรอย

“ไปสิ!” ฟาราดาทำเสียงเข้มต่ำถลึงตาดุมองสาวใช้ที่ห่อตัวลงด้วยความกลัวเล็กน้อยแล้วจึงออกจากห้องไป

“แต่งตัวซารอ”

“คุณแม่คะ ลูก...”

“เชื่อแม่ แต่งตัวให้สวยแล้วอย่าแสดงอาการอะไรออกมาทั้งนั้น จงอ่อนหวานให้มากที่สุด”

นางสบตาลูกสาวอย่างแน่วแน่แล้วพยักหน้าให้ซารอ ขอให้เธอเชื่อมั่นในตัวนางว่าจะไม่ทำอะไรที่ไม่เป็นผลดีกับซารออย่างแน่นอน หญิงสาวพยักหน้าทั้งน้ำตา ชื่อเสียงของเขาไม่ได้เป็นผู้ชายที่โดดเด่นในดูบีอาอีกแล้ว ในวันนี้เขาคือเจ้าชายกบฏผู้นำแห่งอัลบราบา ทั้งยังมีนักรบอัลบราบาที่กล้าแกร่ง อันวารน่ากลัวและน่ารังเกียจสำหรับเธอไปแล้วในตอนนี้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป