บทที่ 11 2.3 ความรักที่ไม่มีอยู่จริง
ร่างสูงใหญ่เดินเข้ามาในบ้านรัตนบวรที่ตอนนี้เงียบสงัด มีเพียงแสงไฟที่เปิดทิ้งไว้เป็นบางดวงเท่านั้น ซึ่งส่งผลให้บางพื้นที่ในตัวบ้านมีเพียงแสงไฟสลัวสาดส่องเข้ามา จึงทำให้เขามองเห็นภรรยาที่กำลังนั่งรออยู่บริเวณโต๊ะที่ใช้จัดอาหารดินเนอร์ไม่ชัดเท่าไรนัก
ขณะที่ชายหนุ่มกำลังจะเดินผ่านเพื่อขึ้นไปบนชั้นสองของบ้าน ก็จำต้องหยุดชะงักลงเมื่อได้ยินเสียงเรียกจากปากของภรรยา
“พี่นนท์กลับมาแล้วเหรอคะ แล้วนี่พี่ทานข้าวมาหรือยัง”
อานนท์มองดูหญิงสาวตรงหน้าที่วันนี้ดูสวยแปลกตาไป เพราะเธอแต่งตัวอยู่ในชุดที่เขาเคยซื้อให้เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งตอนนั้นเขาเคยขอให้เธอใส่ชุดนี้ แต่ก็ถูกเธอปฏิเสธโดยให้เหตุผลกับเขาว่า
‘พี่นนท์จะให้แป้งใส่ชุดนี้แน่เหรอ แป้งไม่ใส่มันเด็ดขาดและมันไม่ใช่สไตล์แป้งเลย แป้งใส่มันไม่ได้หรอกค่ะ ถ้าพี่อยากได้ผู้หญิงหวานๆตั้งแต่แรกก็ไม่ควรมาขอแป้งแต่งงาน เพราะแป้งอยากได้คนที่รักในแบบที่แป้งเป็นไม่ใช่ในแบบที่อยากให้เป็นค่ะ แต่ถ้าแป้งอยากทำหรืออยากเปลี่ยนแป้งจะทำมันเอง พี่เข้าใจแป้งใช่ไหมคะ’
“พี่นนท์ พี่นนท์คะ พี่ได้ยินที่แป้งเรียกหรือเปล่า แป้งเห็นพี่ยืนนิ่งอยู่นานแล้วนะคะ”
“ปะปะ เปล่าครับ พี่ยังไม่ได้ทานอะไรมาเลยครับ รู้สึกหิวอยู่เหมือนกันครับ”
อานนท์มองดูหญิงสาวตรงหน้า แล้วเกิดสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเธอถึงได้ลุกขึ้นมาแต่งตัวแบบนี้ แต่เขาก็ต้องยอมรับว่าปภาดาอยู่ในชุดสีชมพูแบบนี้ช่างดูดีไม่น้อย แต่เมื่อถูกปภาดาถามเขาจึงได้สติจากการมองหญิงสาวในชุดที่เขาเป็นคนเลือกเองกับมือ
ซึ่งจะให้เขาบอกภรรยาได้อย่างไรว่าตัวเองไปทานมื้อเย็นกับเลขาสาวมาแล้ว ถึงได้กลับบ้านเอาตอนนี้ ก็ใครจะไปรู้ว่าเธอจะกลับมาบ้านวันนี้ อีกอย่างเหมือนดาวก็อยากเลี้ยงวันเกิดให้กับเขา
หลังจากทั้งคู่ออกจากบริษัทเมื่อช่วงบ่ายเพื่อไปทำบุญที่วัด ต่อด้วยการทำกิจกรรมแนบชิดที่ห้องพักของหญิงสาวและช่วยกันทำอาหารทานที่นั่นก่อนที่เขาจะกลับมาบ้านหลังนี้ เพราะนอกจากคิดว่าภรรยายังไม่กลับบ้าน วันนี้แม่ของเขาก็ยังไปค้างที่วัดอีกด้วย
แต่เมื่อเห็นใบหน้าของปภาดาที่มองมาอย่างมีความหวัง เขาก็ปฏิเสธเธอไม่ลง เพราะอย่างน้อยหากคืนนี้เขาต้องพูดอะไรไป บางทีมันอาจจะช่วยทำให้เธอหลงเหลือความรู้สึกดี ๆที่มีให้แก่เขาไว้บ้างถึงแม้ที่ผ่านมาเขาจะไม่ได้รักผู้หญิงคนนี้ แต่ก็ไม่ได้อยากทำให้เสียใจมากไปกว่านี้
บรรยากาศการนั่งทานอาหารมื้อค่ำของสามีภรรยาที่เงียบมาก จนปภาดารู้สึกถึงบางอย่างที่เปลี่ยนไป เพราะปกติเวลาเธอพูดอะไร อานนท์มักจะมีส่วนร่วมด้วยเสมอหรือวันนี้มีปัญหาเรื่องงานถึงได้ทำให้เขาต้องเครียดกันนะ
“พี่นนท์คะ แกงเขียวหวานไม่ถูกปากหรือเปล่าทำไมถึงทานไปแค่นิดเดียวเอง รสชาติยังขาดอะไรอีกไหมคะ ไว้คราวนะ...”
“พอเถอะแป้ง ไม่ใช่ว่ามันไม่อร่อยหรอกนะ เพียงแต่พี่ไม่ค่อยหิวนะ”
ปภาดามองดูสามีทานแกงเขียวหวานไก่ไปนิดเดียว ทั้งที่มันเป็นของโปรดของเขา หากไม่ถูกปากตรงไหนเธอจะได้ปรับปรุง แต่ทำไมเขาจะต้องพูดเสียงดังกับเธอด้วย เพราะตั้งแต่แต่งงานกันมา ชายหนุ่มไม่เคยใช้น้ำเสียงโทนนี้กับเธอเลย บางทีหากเธอบอกเรื่องของน้องปุณณ์ไปอานนท์อาจจะอารมณ์ดีขึ้นก็ได้
เพราะที่ผ่านมาเวลาที่เธอกับเขากลับไปที่บ้านสกุลวัฒนาวัตร อานนท์มักจะพาน้องปุณณ์ไปทำกิจกรรมกลางแจ้งด้วยอยู่เสมอ ซึ่งปภาดาก็ดีใจที่พ่อลูกได้ใช้เวลาร่วมกัน แม้จะไม่มีใครรู้ว่าทั้งสองคนมีความเกี่ยวพันกันทางสายเลือดก็ตาม
“แป้งมีระ...”
“พี่มีเรื่องจะบอกแป้งน่ะ คือว่าดาวเขาอยากจะสร้างครอบครัวแล้ว เอ่อ พี่…”
“ก็ดีนี่คะ คุณดาวอายุยังน้อย หากสร้างครอบครัวตอนนี้มีลูกออกมาต้องทันใช้แน่ ๆเลยค่ะ แต่ถ้าพี่นนท์กำลังเป็นห่วงกลัวว่าคุณดาวลาออกแล้วจะไม่มีใครเป็นเลขาให้ละก็ เดี๋ยวแป้งไปชะ...(ช่วยทำก่อน)”
“ไม่ใช่แป้ง พี่ต้องการหย่า พี่กับเหมือนดาวเราจะสร้างครอบครัวและมีลูกด้วยกัน แป้งหย่าให้พี่นะ พี่อยากใช้ชีวิตที่เหลือกับเขา เหมือนดาวเป็นผู้หญิงในแบบที่พี่ชอบ ซึ่งพี่ไม่อยากปล่อยให้เสียเวลาไปมากกว่านี้แล้ว อีกอย่างเราสองคนก็ไม่ได้แต่งงานเพราะความรักอยู่แล้วนี่ครับ”
ปภาดามองดูสามีอย่างคนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน พร้อมกับน้ำตาที่เริ่มเอ่อคลอในดวงตาหวาน ๆของเธอ สามีที่เชื่อมาตลอดว่าเขาก็รักเธอไม่ต่างจากเธอที่รักเขามากขึ้นทุกวัน จริงอยู่ว่าเขากับเธอเริ่มต้นชีวิตคู่ด้วยกันมันไม่ได้มาจากคู่รักเหมือนคนอื่น ๆ
