บทที่ 17 3.3 ความรักที่ไม่มีอยู่จริง

แต่พอมาถึงวันนี้การที่เธอไม่มีลูกกับเขาอีกคน มันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้วเพราะอีกไม่นานเธอกับเขาก็จะต้องหย่ากันอยู่แล้ว และตอนนี้ตัวเธอก็มีน้องปุณณ์เป็นลูกอยู่แล้ว ถึงแม้จะมีแค่สามคนที่รู้เรื่องก็ตาม ส่วนเขาจะไปมีลูกกับเลขาก็เชิญ เพราะอีกไม่นานเธอกับเขาก็คงจะไม่มีอะไรที่ต้องมาเจอกัน เธออยู่กรุงเทพฯส่วนเขาก็อยู่ที่นี่ ที่เชียงใหม่แห่งนี้

“หนูแป้ง ว่าไงจ๊ะ ได้ยินที่แม่ถามไหม แม่พอจะได้เลี้ยงหลานเหมือนกับพ่อเลี้ยงคเชนทร์กับน้องนาบ้างไหมจ๊ะ ตานนท์ก็เหมือนกันเมียเราจะทำคนเดี๋ยวได้ที่ไหน ถ้าหากมีลูกยากก็จูงมือกันไปหาหมอก็ได้ เดี๋ยวนี้คนเขาพึ่งวิธีทางวิทยาศาสตร์กันออกเยอะแยะ เข้าใจไหม”

“ครับแม่” พ่อเลี้ยงหนุ่มตอบรับคำพูดของแม่ตน พร้อมกับ

หันไปมองหญิงสาวพร้อมกับรอยยิ้ม แต่เมื่อได้ยินสิ่งที่เธอตอบแม่ของเขากลับไป เธอกลับรู้สึกไม่พอใจอย่างบอกไม่ถูก

“แป้งว่าเราอย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้กันเลยค่ะ อนาคตอะไรก็ไม่แน่บางทีแป้งอาจจะไม่มีโอกาสได้เป็นแม่ของหลานแม่วันก็ได้ค่ะ”

“ทำไมหนูแป้งพูดอย่างนั้นละลูก หลานแม่ไม่เกิดจากหนูแล้วจะเกิดจากใคร จริงไหมตานนท์ หรือแกมีผู้หญิงคนอื่นซ่อนไว้ แม่

ขอบอกแกตรงนี้ไว้เลย ว่าหลานของแม่จะต้องเกิดจากหนูแป้งเท่านั้น นอกนั้นแม่ไม่ยอมรับ แต่หนูแป้งไม่ต้องห่วงนะ หากตานนท์ได้รักใครแล้วเขาจะรักคนนั้นจริงและตอนนี้ในสายตาของลูกชายแม่ก็มีแต่หนูคนเดียว จริงไหมตานนท์”

“ผม เอ่อ ผมว่าเราไปทำงานกันเถอะครับแป้ง พี่ว่าเราสายกันมากแล้ว สวัสดีครับแม่”

เมื่อเห็นอานนท์ลุกขึ้นจากโต๊ะอาหารเพื่อจะออกไปทำงาน หญิงสาวทำได้เพียงยิ้มให้แม่สามีพร้อมกับทำความเคารพก่อนที่จะเดินตามอานนท์ออกไป และเมื่อไปถึงที่รถจอดอยู่หญิงสาวก็จะเดินไปขึ้นรถอีกคันเพื่อจะได้ไปคนละคันกับเขา แต่กลับถูกสามีเรียกให้มานั่งคันเดียวกันเหมือนที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลว่าจะได้ไม่มีคนสงสัยในความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ในระหว่างที่พวกเขายังไม่หย่ากัน

“คุณอานนท์แน่ใจเหรอคะว่าให้ฉันนั่งรถไปกับคุณแล้วมันจะไม่ทำให้คุณมีปัญหากับคนของคุณ”

“ดาวเขาเป็นคนมีเหตุผล ถึงแม้จะยังเด็กก็ตาม แป้งไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องของพี่หรอกนะ แล้วทำไมจะต้องเรียกพี่ว่าคุณและแทนตัวเองว่าฉันด้วย บอกตามตรงพี่ไม่ชอบเลย มันทำให้พี่รู้สึกแปลกๆอย่างไงไม่รู้ กลับมาเรียกเหมือนเดิมเถอะนะแป้ง”

“ฉันเรียกนะดีแล้วค่ะจะได้ชิน เพราะอีกไม่นานเราก็จะเป็นคนอื่นกันแล้ว หรือพ่อเลี้ยงเปลี่ยนใจจะไม่หย่าแล้ว แต่จะเลิกกับเด็กคนนั้นแทนละคะ”

“เลิกพูดถึงเรื่องนี้ได้แล้ว เพราะไม่ว่าอย่างไรพี่ก็จะไม่มีวันเลิกกับดาวเด็ดขาด”

หึ! ปภาดาหลุดเสียงออกมาอย่างนึกหยันตัวเองที่เป็นถึงลูกสาวเจ้าสัวผู้มั่งมีแต่ไม่สามารถสู้เด็กผู้หญิงอีกคนในสายตาของสามีได้ ขณะที่บรรยากาศในรถกำลังตึงเครียดอยู่นั้น เสียงโทรศัพท์จากเครื่องหรูของปภาดาก็กรีดร้องขึ้นมา

แต่เมื่อเห็นรายชื่อบนเครื่องโทรศัพท์ ทำให้ใบหน้านวลลออที่ก่อนหน้านั้นเต็มไปด้วยความเย็นชาก็เปลี่ยนเป็นมีรอยยิ้มแต่งแต้มบนใบหน้าขึ้นมาแทน ทำให้คนนั่งขับรถอยู่ข้าง ๆเกิดอาการหงุดหงิดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ที่เดี๋ยวนี้เวลาอยู่กับตนหญิงสาวมันจะตีหน้ายักษ์ใส่เป็นประจำ

“ใครโทรมาเหรอแป้ง จะทำอะไรก็นึกถึงบ้างนะว่าตอนนี้เรายังไม่หย่ากัน”

ปภาดาหันไปมองคนข้าง ๆทันทีอย่างไม่ชอบใจนักที่ชายหนุ่มส่งเสียงถามเธอออกมาด้วยน้ำเสียงประชด ทีตัวเองนอกใจเธอทั้งที่ยังไม่ได้หย่ากันเลยยังทำ แล้วมีสิทธิ์อะไรมาต่อว่าเธอด้วยเห็นแก่ตัวที่สุดผู้ชายคนนี้

ซึ่งหญิงสาวได้แต่บ่นอยู่ในใจเท่านั้น และจากนั้นเธอจึงหันมารับโทรศัพท์ในมือตัวเองต่อ โดยปล่อยให้คนที่อยู่ข้าง ๆ นั่งสงสัยต่อไปจนได้ยินเธอคุยกับคนปลายสาย รอยยิ้มบนใบหน้าของอานนท์จึงปรากฏขึ้น ภรรยาของเขาไม่ได้คุยกับผู้ชายที่ไหนในตอนนี้แต่เป็นหลานชายตัวแสบของเธอนั่นเอง

“ฮัลโหล! ครับน้องปุณณ์ ทำไมวันนี้ถึงโทรหาโกวแต่เช้าจังครับนี่”

“ปุณณ์โทรมาบอกว่าผลสอบของปุณณ์ออกแล้วนะครับ ที่โกวเคยบอกว่าถ้าปุณณ์สอบได้ที่1-5ของห้องจะให้เตี๋ยนนท์มาสอนปุณณ์เตะฟุตบอล แล้วก็ขี่จักรยานด้วยไงครับ เสาร์อาทิตย์โกวแป้งกับเตี๋ยนนท์มาที่บ้านเรานะครับ อากงก็บ่นอยากเจอโกวแป้งกับเตี๋ยนนท์ด้วยนะครับ”

“ได้ครับ โกวจะไปบ้านอาทิตย์หน้าแล้วกัน ฝากบอกอากงของน้องปุณณ์ด้วยนะครับ แต่เตี๋ยนนท์คงไปไม่…”

“เตี๋ยไปได้ครับน้องปุณณ์”

หลังจากที่อานนท์บอกว่าจะลงไปหาเด็กชายที่กรุงเทพฯ ทำให้เขาอดนึกถึงภาพความดีใจของเด็กน้อยที่ส่งผ่านโทรศัพท์ของปภาดาไม่ได้ แล้วรอยยิ้มบาง ๆ ก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมเข้มอีกครั้ง

และมันก็ทำให้ชายหนุ่มอดคิดถึงวันแรกที่เขาได้เจอกับเด็กคนนี้ไม่ได้เลย เขาไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงรู้สึกถูกชะตากับเด็กคนนี้นัก เมื่อตอนที่เขาไปหาปภาดาที่บ้านสกุลวัฒนาวัตรในวันนั้น

ภาพของเด็กน้อยที่กำลังเล่นฟุตบอลอยู่คนเดียวที่สนามหญ้าบ้าน แม้จะยังเด็กมากแต่น้องปุณณ์ก็ยังเดาะลูกฟุตบอลได้มากกว่าห้าลูก ซึ่งอานนท์ในเวลานั้นได้ยืนมองดูอยู่นานแล้ว ด้วยความที่เขาเองก็ชื่นชอบในการเล่นฟุตบอลอยู่เหมือนกัน จึงเดินเข้าไปหาและกล่าวกับเด็กชายวัยห้าขวบว่า

“น้องชอบเล่นฟุตบอลเหรอครับ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป