บทที่ 18 3.4 ความรักที่ไม่มีอยู่จริง
แต่เมื่อเห็นเด็กน้อยหยุดเล่นแล้วมองดูเขาตาแป๋ว โดยไม่พูดอะไรอานนท์จึงยิ้มพร้อมพูดต่อว่า
“พี่ชื่อพี่นนท์นะครับ เป็นแฟนกับคุณแป้งเจ้าของบ้านนี้ แต่น้องอย่าไปบอกคุณแป้งนะว่าพี่เป็นแฟนกับเค้า แล้วน้องคนเก่งชื่ออะไรครับ”
เด็กชายยิ้มตอบเมื่อรู้ว่าพี่ผู้ชายตัวโตเป็นแฟนหนุ่มของโกวแป้ง ซึ่งนั่นเท่ากับไม่ใช่คนแปลกหน้า อย่างที่โกวแป้งเคยบอกว่าห้ามพูดกับคนแปลกหน้านั่นเอง
“น้องคนเก่งชื่อน้องปุนคร้าบ เป็นลูกของเตี่ยปัน เป็นหลานของโกวแป้งด้วย”
หลังจากนั้นทั้งคู่ก็กลายเป็นเพื่อนซี้ต่างวัย โดยมีกีฬาฟุตบอลเชื่อมความสัมพันธ์เอาไว้ จากการบอกเล่าของเด็กชายทำให้อานนท์ทราบว่าน้องปุณณ์เพิ่งย้ายมาอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน ก็ไม่แปลกที่เขามาที่บ้านหลังนี้หลายครั้งแล้วแต่เพิ่งจะมาเจอเด็กคนนี้ในวันนี้
หากการเข้าทางเจ้าสัวรุจน์แล้วปภาดายังไม่ใจอ่อนยอมเปิดใจให้กับเขาสักที ทั้งที่เขาลงทุนเดินทางเป็นว่าเล่นระหว่างเชียงใหม่กับกรุงเทพฯเพื่อมาหาเธอ บางทีการเข้าทางน้องปุณณ์ครั้งนี้อาจจะทำให้หญิงสาวยอมรับและตอบตกลงแต่งงานกับเขาก็ได้ เพราะที่รับรู้จากเด็กชายคนนี้ก็คือที่ผ่านมาปภาดามักจะบินไปหาน้องปุณณ์ที่อเมริกาทุกเดือน
และก่อนที่เธอจะกลับมาอยู่ที่เมืองไทยถาวรสองอาหลานก็อยู่ด้วยกันตลอดที่อเมริกา ซึ่งต่างจากปัณณ์ที่เป็นพ่อของน้องปุณณ์เสียอีกที่เด็กชายไม่ค่อยได้เจอบ่อยเท่าอาสาว ส่วนพ่อผู้ให้กำเนิดจะเจอทางวิดีไอคอลมากกว่า เมื่ออานนท์ได้ฟังคำบอกเล่าจากปากสหายตัวน้อยเกี่ยวกับผู้หญิงที่เขาคิดจะแต่งงานด้วย ริมฝีปากหนาก็ยกยิ้มขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
บางทีการแต่งงานของเขาคราวนี้กับปภาดาอาจจะไม่เลวร้ายเกินไปสำหรับเขาก็ได้ เพราะฟังจากการบอกเล่าจากคนรอบข้างของเธอ ปภาดาก็จัดว่าเป็นผู้หญิงที่ดีคนหนึ่ง ไม่ได้เป็นลูกคุณหนูที่เอาแต่ใจหรือปากจัดอย่างที่เขาเห็น หรือเธอแสดงด้านไม่ดีให้แต่เขาเห็นคนเดียวเท่านั้นให้ได้เห็น แล้วอะไรที่ทำให้เธอทำตัวร้ายๆใส่เขาตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน
ในขณะที่สองหนุ่มน้อยใหญ่กำลังเล่นฟุตบอลกันอย่างสนุกสนาน ปภาดาที่เดินออกมาหาหลานชายพร้อมกับจานขนมที่อยู่ในมือก็ต้องหยุดมองภาพที่ตรงหน้าพร้อมกับสายตาที่บ่งบอกว่ากำลังคิดอะไรอยู่และก่อนที่จะคิดอะไรไปมากกว่านี้ อานนท์ที่เห็นเธอยืนมองเขาและหลานของเธอเล่นฟุตบอลด้วยกัน จึงส่งยิ้มให้หญิงสาวพร้อมสะกิดบอกน้องปุณณ์ให้หันกลับไป และเมื่อเด็กน้อยเห็นปภาดาจึงร้องเรียกเธอเสียงดัง
“โกวแป้ง! ไปกันคร้าบพี่นน ไปนั่นตรงนั้นดีกว่า โกวแป้งเอาขนมมาให้น้องปุนแล้ว วันนี้น้องปุนให้พี่นนทานขนมน้องปุนได้คร้าบ”
จากนั้นน้องปุณณ์ก็จูงมืออานนท์เดินไปที่ซุ้มม้านั่งที่อยู่ไม่ไกลจากบริเวณที่ทั้งสองคนเล่นฟุตบอลด้วยกันมากนัก โดยมีปภาดาถือจากขนมเข้าไปนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
อานนท์สังเกตหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าว่าเธอดูเป็นมิตรกับเขามากขึ้น ไม่พูดจาด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาเหมือนก่อนหน้านี้ แถมยังพูดคุยตอบโต้กับเขามากขึ้น รอยยิ้มที่เธอส่งมาให้เขาตอนนี้มันช่างสดใส อย่างกับไม่ใช่ปภาดาคนที่เขาเคยรู้จักมาก่อน
ซึ่งเป็นรอยยิ้มที่เขาชอบมองมันมาตลอดจนถึงตอนนี้ ขณะที่เขาคิดอะไรเพลินๆ เสียงหวาน ๆ ของคนตัวเล็กที่นั่งข้าง ๆก็ดังขึ้นทำให้อานนท์หลุดจากภวังค์ทันที
“คุณแน่ใจเหรอคะที่จะไปบ้านที่กรุงเทพฯ ในอาทิตย์หน้านี้กับฉัน ถ้าหากทำไม่ได้ก็ไม่ควรให้ความหวังกับเด็กนะคะ เพราะจะทำให้แกจำฝังใจ”
“แล้วถ้าพี่ไม่ไป แป้งก็จะผิดสัญญาแทนพี่งั้นเหรอครับ แป้งไม่ต้องห่วงหรอก คนอย่างพี่เมื่อสัญญาแล้วก็ต้องรักษาให้ได้”
“ก็อย่าให้เหมือนตอนคุณสัญญากับฉันก่อนที่เราจะแต่งงานก็แล้วกัน”
“แป้ง!”
ความเงียบเข้ามาปกคลุมบรรยากาศในรถอีกครั้ง จนทั้งคู่มาถึงที่โรงแรมรัตนบวร และต่างแยกย้ายกันไปทำงานยังห้องทำงานของตัวเองทันที
ซึ่งที่โรงแรมแห่งนี้ปภาดาก็รับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาพิเศษให้กับฝ่ายการตลาดของโรงแรมในเครือรัตนบวรทั้งหมดตั้งแต่ที่เธอแต่งงานเข้ามาเป็นสะใภ้รัตนบวร รวมถึงคอนโดElite space ที่เพิ่งเปิดขายได้ไม่นาน
ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากกลุ่มคนกระเป๋าหนัก รวมถึงผลประกอบการของโรงแรมที่เพิ่มขึ้นทุกปี ตั้งแต่ที่ปภาดาเข้ามาช่วยงานสามีเมื่อสามปีที่แล้ว และด้วยความสามารถที่เก่งด้านนี้ ทำให้ทางท่านผู้ว่าอยากให้เธอมาช่วยดูแลการประชาสัมพันธ์งานฤดูหนาวและกาชาดของปีนี้ที่ยังเหลือเวลาอีกหลายเดือน
ซึ่งตอนนั้นเธอก็ไม่ได้ปฏิเสธไปด้วยใจที่คิดว่าสามีเป็นคนที่นี่ หากได้ช่วยทางการมันคงจะดีต่อธุรกิจของสามี ใครจะไปคิดว่าหลังจากนั้นไม่นานเธอจะถูกสามีขอหย่าอย่างง่ายดายเสียนี่ ยิ่งคิดถึงสิ่งที่เคยทุ่มเทให้กับความรักครั้งนี้แล้ว ก็ยิ่งทำให้ปภาดาไม่รู้ว่าควรจะร้องไห้หรือหัวเราะให้กับตัวเองดี
