บทที่ 35 6.3 ฟ้าหลังฝนที่ต้องเดินต่อ
“จ้า แป้งรู้แล้ว คีตภัทรอย่างอนปภาดาเลยนะเจ้าคะ สั่งอะไรมาทานกันก่อนเถอะ เดี๋ยวมื้อนี้แป้งเลี้ยงคีย์เอง”
ขณะที่ปภาดาพูดก็จับแขนของคีตภัทรเขย่าเบา ๆพร้อมกับทำหน้าตาทะเล้นเพื่อง้อเพื่อนรักและเมื่อพูดเสร็จเสียงท้องของเธอก็ดังขึ้นเพื่อบ่งบอกว่าตอนนี้หญิงสาวหิวแล้วจริง ๆซึ่งจังหวะที่ท้องร้องจ๊อก ๆก็ทำให้สองสาวหันมามองหน้าก่อนจะยิ้มและหัวเราะกัน
ภาพความสดใสของสาวสวยสองคนนั้นตกอยู่ในสายตาของใครบางคนพร้อมกระตุกยิ้มที่มุมปากก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูปทันที โดยที่คนถูกแอบถ่ายอย่างปภาดากับคีตภัทรนั้นไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย เพราะนอกจากสนใจอาหารที่วางอยู่ตรงหน้าแล้วทั้งสองคนยังเอาแต่นั่งคุยกันอีกด้วย
ซึ่งกว่าที่พวกเธอจะมาเจอกันได้มันไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลยและจากการพูดคุยกันครั้งนี้จึงรู้ว่าที่คีตภัทรลงมากรุงเทพฯ ในครั้งนี้ก็เพื่อจะมาลองชุดที่ได้สั่งตัดเอาไว้สำหรับงานที่เธอจะใส่ฉลองมงคลสมรสของตัวเองที่จะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้
ซึ่งแน่นอนว่าปภาดาต้องไม่พลาดงานสำคัญของเพื่อนรักอย่างแน่นอน แต่ก็แอบกังวลว่าในงานครั้งนี้เธอจะต้องได้เจอกับอดีตสามีอย่างแน่นอน และหากไม่ไปร่วมงานก็คงจะเป็นไปไม่ได้อีกเช่นกัน
หลังจากที่ทั้งสองสาวช่วยกันทานอาหารและขนมที่สั่งมาจนหมดแล้วก็คุยกันต่ออีกเพียงเล็กน้อยก่อนที่ทั้งสองจะลากันกลับ โดยที่ปภาดาไม่ลืมย้ำกับเพื่อนรักอีกครั้งว่าเธอต้องการให้คีตภัทรช่วยปกปิดเรื่องบางอย่างไม่ให้บอกกับใครโดยเฉพาะอดีตสามี
ซึ่งคีตภัทรก็รับปากไว้แต่โดยดีแม้ลึก ๆเธอจะมีความกังวลอยู่บ้างแต่ถึงอย่างไรเธอก็ต้องยืนอยู่ฝั่งเดียวกับเพื่อนรักอย่างแน่นอน
ภายในห้องทำงานของผู้บริหารชั้นบนของโรงแรมแรมรัตนบวร อานนท์กำลังยืนมองออกไปที่หน้าต่างอย่างไม่มีจุดหมาย ก่อนจะเดินตรงมาเพื่อเปิดลิ้นชักที่โต๊ะทำงานออกมาดู ซึ่งเป็นรูปครอบครัวที่ใส่กรอบคู่ที่มี2รูปเคียงข้างกัน โดยรูปแรกเป็นรูปของเขาที่ถ่ายตั้งแต่ตอนอายุ8ขวบพร้อมกับพ่อกับแม่ของเขา
และอีกรูปเป็นรูปครอบครัวที่มีเขายืนเคียงคู่กับปภาดาที่มีแม่เลี้ยงวรรณานั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างที่ถูกวางไว้ข้างหน้า และเมื่อมองดูรูปตัวเองสมัยยังเป็นเด็ก พลันใบหน้าของเด็กชายอีกคนที่เขาเพิ่งไปเจอมาเมื่อไม่กี่วันที่โรงเรียนก็ปรากฏขึ้นในความคิด
ซึ่งเด็กคนนั้นมันช่างคล้ายกับเขาในวัยเด็กเสียเหลือเกินโดยเฉพาะเวลาที่เด็กน้อยคนนี้ได้ยิ้มออกมา ทำไมตอนนั้นเขาถึงไม่ฉุกคิดที่มีคนรอบตัวต่างพากันทักว่าน้องปุณณ์ดูไปดูมามีส่วนคล้ายกับตัวเองทั้งที่เขาเป็นเพียงอาเขยเท่านั้น
ทันใดนั้นภาพและเสียงของเด็กชายตัวน้อยที่เข้ามากอดเขาเพื่ออ้อนไม่อยากให้กลับบ้านที่เชียงใหม่ครั้งสุดท้ายตอนอยู่ที่บ้านสกุลวัฒนาวัตรเมื่อห้าเดือนที่แล้ว ก่อนที่การหย่าร้างอย่างเป็นทางการระหว่างเขากับปภาดาจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
‘เตี๋ยนนท์พรุ่งนี้ยังไม่กลับไม่ได้เหรอครับ ถ้าเตี๋ยนนท์ไม่อยู่แล้วตอนเย็นปุณณ์จะเตะบอลกับใครละครับ เตี๋ยไม่รักปุณณ์แล้วใช่ไหมครับ’
คำพูดของน้องปุณณ์ดังขึ้นในระหว่างที่เด็กน้อยกำลังนั่งกินขนมอย่างเอร็ดอร่อยที่ซุ้มม้านั่งในสนามหญ้าหน้าบ้าน หลังจากที่ปภาดาได้เรียกเขากับหลานชายไปพักหลังจากที่ทั้งสองคนได้เล่นฟุตบอลด้วยกันมานานแล้วและเมื่อคิดถึงช่วงที่ได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันสามคนริมฝีปากหนาก็ยกขึ้นเล็กน้อย พร้อมกับแววตาที่อ่อนลง
และเมื่อสายตาคมเข้มยังมองดูรูปครอบครัวของเขาอีกรูปที่มันอยู่ในกรอบรูปอันเดียวกัน ซึ่งรูปนี้มีอดีตภรรยาอย่างปภาดารวมอยู่ด้วย จากสายตาที่อ่อนโยนก่อนหน้านั้นกลับกลายเป็นเย็นชาขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อก่อนที่จะพูดกับภาพนั้นเหมือนคนในรูปจะได้ยินก็ไม่ปาน
“คอยดูนะแป้ง ถ้าน้องปุณณ์เป็นลูกชายของพี่จริง ๆ แป้งรอรับผลที่ได้ทำร้ายหัวใจพี่เป็นครั้งที่สองได้เลย และน้องปุณณ์จะต้องเป็นคนของรัตนบวรเท่านั้น”
ซึ่งความรู้สึกโกรธแค้นของเขาตอนนี้ไม่รู้ว่ามันรวมเฉพาะสองครั้งที่คิดว่าถูกปภาดาทำร้ายหัวใจ หรือเป็นเพราะความรู้สึกเสียหน้า น้อยใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อห้าเดือนที่ผ่านมากันแน่กับเรื่องที่ปภาดายอมหย่าจากกันอย่างง่ายดาย
ทั้งที่ตอนนั้นเขาเองก็เริ่มไม่แน่ใจว่ายังอยากจะหย่ากับเธออยู่หรือไม่ มันถึงได้สุมไฟแค้นในอกของพ่อเลี้ยงหนุ่มได้มากถึงเพียงนี้ ซึ่งตอนนี้อานนท์ก็บอกตัวเองไม่ได้เหมือนกัน และเขารู้แต่เพียงว่าระหว่างเขากับอดีตภรรยาคงจะญาติดีกันไม่ได้อีกแล้ว ซึ่งมันเหมือนกับช่วงที่เขายังไม่แต่งงานกับเธอนั่นเอง
