บทที่ 1 ตอนที่ 1 คืนวิวาห์ใต้รอยยิ้มของผู้ใหญ่

ตอนที่ 1

คืนวิวาห์ใต้รอยยิ้มของผู้ใหญ่

แสงไฟระย้ากลางห้องบอลรูมส่องประกายระยิบระยับราวกับดวงดาวนับพันดวงถูกนำมาร้อยเรียงไว้ใต้เพดานสูงโอ่อ่า กลีบกุหลาบสีขาวและสีครีมโปรยเรียงไปตามทางเดินยาวกลางห้อง ส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ ปะปนกับกลิ่นน้ำหอมราคาแพงของแขกเหรื่อที่มาร่วมแสดงความยินดี เสียงเปียโนบรรเลงเพลงรักแผ่วหวานดังคลอเบา ๆ ท่ามกลางรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และคำอวยพรที่หลั่งไหลไม่ขาดสาย

งานแต่งงานของ ทิวัตถ์ ธารากุล กับ ลลินดา อัครบดินทร์ ไม่ใช่งานแต่งธรรมดา แต่มันคือการเกี่ยวดองของสองตระกูลใหญ่ที่คนในสังคมจับตามองมานาน

ฝ่ายหนึ่งคือทายาทตระกูลธารากุล เจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม และรีสอร์ตหรูหลายแห่งทั่วประเทศ ผู้ชายที่ใคร ๆ เรียกว่า “บอสทิว” ด้วยความเกรงใจมากกว่าความสนิทสนม

อีกฝ่ายคือลูกสาวคนเดียวของตระกูลอัครบดินทร์ ตระกูลผู้ดีเก่าที่แม้ช่วงหลังจะเก็บตัวเงียบกว่าที่เคย แต่ชื่อเสียงด้านความสง่างามและมารยาทก็ยังเป็นที่กล่าวถึงอยู่เสมอ

ลลินดายืนอยู่หลังประตูบานใหญ่ในชุดเจ้าสาวสีขาวงาช้าง ชายกระโปรงยาวลากพื้นปักลูกไม้ละเอียดอ่อนราวกับหมอกบางยามเช้า ผ้าคลุมผมโปร่งเบาถูกจัดไว้เหนือเรือนผมสีน้ำตาลเข้มที่เกล้ามวยต่ำอย่างประณีต ใบหน้าหวานแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางโทนอ่อนจนยิ่งดูอ่อนโยน ทว่าใต้ความงดงามนั้น หัวใจของเธอกลับเต้นแรงจนแทบได้ยินเสียงของมันชัดกว่าทำนองเพลงด้านนอก

วันนี้เธอกำลังจะแต่งงานกับผู้ชายที่รู้จักมาตั้งแต่จำความได้ ผู้ชายที่เคยยื่นผ้าเช็ดหน้าให้ตอนเธอหกล้มในสวนหลังบ้าน ผู้ชายที่เคยสอนเธอขี่จักรยานด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่คอยวิ่งตามอยู่ข้างหลังไม่ยอมปล่อยมือ ผู้ชายที่โตขึ้นมาเป็นคนสุขุม เย็นชา พูดน้อย และกลายเป็นบอสหนุ่มผู้ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้โดยไม่จำเป็น ผู้ชายคนนั้นคือทิวัตถ์ และตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เขาจะเป็นสามีของเธอ

“ลิน ตื่นเต้นหรือเปล่าลูก” ศจีถามพลางยกมือขึ้นจัดผ้าคลุมไหล่ของลูกสาวให้เข้าที่ด้วยท่าทางอ่อนโยน แต่ปลายนิ้วที่แตะอยู่บนผืนผ้ากลับเย็นกว่าปกติเล็กน้อย

“ตื่นเต้นค่ะ แต่ลินไม่ได้กลัวนะคะ แม่ก็รู้ว่าลินรู้จักคุณทิวมาตั้งแต่เด็ก” ลลินดาตอบเสียงนุ่ม พร้อมพยายามยิ้มให้แม่เห็นว่าเธอสบายดี แม้ภายในอกจะเต็มไปด้วยความหวั่นไหวก็ตาม

“รู้จักกันมานานก็จริง แต่ชีวิตแต่งงานไม่เหมือนตอนเด็ก ๆ นะลิน ต่อจากนี้ลูกต้องอดทน ต้องประคองครอบครัวให้ดี และอย่าทำให้ผู้ใหญ่ผิดหวัง” ศจีบอกด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนคำสอนของแม่ในวันสำคัญ แต่แววตากลับซ่อนความกังวลบางอย่างไว้           ลึก ๆ

“ลินจะพยายามค่ะ ลินอยากให้ชีวิตคู่ของลินกับคุณทิวออกมาดีเหมือนที่ทุกคนตั้งใจไว้” ลลินดาพูดอย่างจริงใจ ก่อนจะก้มมองช่อดอกไม้ในมือราวกับต้องการยึดเหนี่ยวหัวใจที่กำลังไหวสั่นของตัวเอง

ศจีมองลูกสาวนิ่งนาน ความรัก ความหวงแหน และความรู้สึกผิดบางอย่างฉายวูบผ่านดวงตาของผู้เป็นแม่ ก่อนที่เธอจะรีบดึงลลินดาเข้าไปกอดแน่น

“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แม่อยากให้ลินจำไว้ว่า พ่อกับแม่รักลินมากที่สุด” ศจีพูดชิดเรือนผมของลูกสาว น้ำเสียงของเธอสั่นจนลลินดารู้สึกได้

“ทำไมแม่พูดเหมือนจะร้องไห้เลยคะ วันนี้วันดีของลินนะคะ” ลลินดาถามพลางหัวเราะเบา ๆ เพื่อทำให้บรรยากาศผ่อนคลาย แต่ในใจกลับสะดุดกับคำพูดของมารดาอย่างบอกไม่ถูก

“แม่แค่ดีใจ ลูกสาวแม่โตพอจะมีครอบครัวของตัวเองแล้ว” ศจีรีบตอบพร้อมผละออกมายิ้มให้ ทว่าเป็นรอยยิ้มที่เหมือนพยายามประคองไว้มากกว่าความสุขเต็มหัวใจ

เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบา ๆ ก่อนที่พนักงานจัดงานจะโผล่หน้าเข้ามาแจ้งว่าถึงเวลาแล้ว ลลินดาสูดลมหายใจเข้าลึก นิ้วเรียวกระชับช่อดอกไม้สีขาวในมือแน่นขึ้น เธอมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ ประตูบานใหญ่ค่อย ๆ เปิดออก

แขกเหรื่อทั้งห้องหันมามองเป็นสายตาเดียว แสงไฟส่องลงมายังร่างเจ้าสาวอย่างนุ่มนวล เสียงเพลงเปลี่ยนทำนองเป็นจังหวะอ่อนหวานกว่าเดิม ทุกย่างก้าวของลลินดาเต็มไปด้วยความงดงาม สง่า และประหม่าในเวลาเดียวกัน

แต่เธอแทบไม่เห็นใครเลย เพราะที่ปลายทางเดินนั้น มีเพียงทิวัตถ์คนเดียวที่ดึงสายตาของเธอไว้

ชายหนุ่มยืนอยู่ในชุดสูทสีดำเรียบหรู ท่าทางสุขุมสงบนิ่งเหมือนทุกครั้ง ใบหน้าคมคายไม่แสดงอารมณ์มากนัก ดวงตาคมลึกจับอยู่ที่เธอโดยไม่ละไปไหน แม้เขาจะไม่ได้ยิ้มกว้างเหมือนเจ้าบ่าวในภาพฝันของผู้หญิงหลายคน แต่แววตาที่ทอดมองมากลับทำให้หัวใจลลินดาอุ่นวาบอย่างประหลาด

ทิวัตถ์ไม่ใช่คนพูดหวาน ไม่ใช่คนแสดงออกเก่ง และไม่ใช่ผู้ชายที่ใครจะอ่านใจได้ง่าย แต่ลลินดารู้จักเขามานานพอจะมองเห็นความอ่อนโยนเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่หลังความนิ่งนั้น

“ฝากน้องด้วยนะทิว” อรรถพลพูดเมื่อนำลูกสาวมาส่งถึงมือเจ้าบ่าว น้ำเสียงของเขาแฝงความหนักแน่น แต่แววตากลับมีความกังวลวูบหนึ่งที่ไม่มีใครทันสังเกต

“ครับ ผมจะดูแลลินให้ดีที่สุด” ทิวัตถ์ตอบชัดถ้อยชัดคำ พลางยื่นมือมารับมือของลลินดาจากบิดาของเธออย่างมั่นคง

ทันทีที่มือของเธอวางลงบนฝ่ามือเขา ความอุ่นจากมือใหญ่ก็แผ่ซึมเข้ามาถึงหัวใจ ลลินดาเงยหน้ามองเขา ทิวัตถ์ก้มมองเธอกลับเพียงเสี้ยววินาที แต่แค่นั้นก็ทำให้ความประหม่าของเธอลดลงไปมาก

“ไม่ต้องเกร็ง เดินต่อไปกับผมก็พอ” ทิวัตถ์กระซิบบอกเสียงต่ำ ขณะที่มือของเขาประคองมือเธอไว้แน่นขึ้นอย่างสุภาพ

“ลินไม่ได้เกร็งขนาดนั้นเสียหน่อยค่ะ”                   ลลินดากระซิบตอบเบา ๆ ใบหน้าของเธอร้อนผ่าวขึ้นเมื่อได้ยินเสียงทุ้มอยู่ใกล้เพียงลมหายใจ

“มือคุณเย็นมาก ถ้าไม่เรียกว่าเกร็ง ผมควรเรียกว่าอะไรดี” ทิวัตถ์ถามกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเหมือนเดิม แต่ปลายตาของเขามีรอยอ่อนโยนจาง ๆ ที่ทำให้เธอเกือบหลุดยิ้ม

“เรียกว่าตื่นเต้นก็พอค่ะ วันนี้ลินแต่งงานนะคะ ไม่ได้มาประชุมกับคุณทิว” ลลินดาตอบเสียงเบาลงกว่าเดิม แต่คำพูดนั้นกลับทำให้มุมปากของเจ้าบ่าวขยับขึ้นเพียงเล็กน้อย

“งั้นผมจะถือว่าคุณตื่นเต้นเพราะแต่งงานกับผม ไม่ใช่เพราะกลัวผม” ทิวัตถ์พูดพลางประคองเธอให้หันไปยังแท่นพิธีอย่างนุ่มนวล

ลลินดาไม่ได้ตอบ แต่หัวใจกลับเต้นแรงขึ้นอีกครั้ง พิธีดำเนินไปท่ามกลางสายตาของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย คำกล่าวอวยพรจากประธานในพิธีฟังดูงดงามและสมบูรณ์แบบจนเหมือนชีวิตคู่ของพวกเขาถูกวางไว้บนผืนผ้าไหมเนื้อดี ไม่มีรอยขาด ไม่มีรอยเปื้อน และไม่มีเงามืดใดแทรกเข้ามาได้

แขกหลายคนยิ้มอย่างปลื้มใจ บางคนกระซิบชมว่าทั้งคู่เหมาะสมกันราวกับภาพวาด บางคนเอ่ยว่าการแต่งงานครั้งนี้เป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ควรจัดการตั้งนานแล้ว เพราะทิวัตถ์กับลลินดาสนิทสนมกันมาตั้งแต่เด็ก และไม่มีใครเหมาะสมกันมากไปกว่านี้อีก

ลลินดาได้ยินคำพูดเหล่านั้นเป็นระยะ เธอควรจะรู้สึกโล่งใจที่ทุกคนเห็นด้วยกับการแต่งงานนี้ แต่ ลึก ๆ แล้วกลับมีคำถามเล็ก ๆ ผุดขึ้นในใจ

ทิวัตถ์แต่งงานกับเธอเพราะเขาอยากแต่ง            จริง ๆ หรือเพราะผู้ใหญ่เห็นว่าสมควร เธอเหลือบมองชายหนุ่มข้างกาย

ทิวัตถ์ยังคงยืนสงบนิ่ง สีหน้าอ่านยากเหมือนเดิม มีเพียงมือของเขาที่จับมือเธอไว้แน่นไม่ยอมปล่อย นั่นทำให้ลลินดาค่อย ๆ กดความกังวลนั้นลงไป อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ปฏิเสธ อย่างน้อยวันนี้เขาก็ยืนอยู่ตรงนี้ข้างเธอและสำหรับผู้หญิงที่แอบรักเขามานานอย่างเธอ แค่นั้นก็มากพอให้หัวใจมีความหวังแล้ว

เมื่อถึงช่วงสวมแหวน ทิวัตถ์หยิบแหวนเพชรวงงามขึ้นมา แหวนวงนั้นไม่ได้ใหญ่จนโอ้อวด แต่ประณีต เรียบหรู และเหมาะกับนิ้วของลลินดาอย่างน่าประหลาด ราวกับเขาตั้งใจเลือกด้วยตัวเอง

“ลิน ผมอาจไม่ใช่ผู้ชายที่พูดเก่ง และอาจไม่ใช่คนที่ทำให้คุณยิ้มได้ทุกวัน แต่ผมสัญญาว่าจะไม่ปล่อยมือคุณง่าย ๆ” ทิวัตถ์เอ่ยเสียงเรียบลึกขณะจับมือเธอขึ้นมาเตรียมสวมแหวน คำพูดของเขาไม่หวานจัด ทว่าหนักแน่นจนหัวใจคนฟังสั่นไหว

“ลินไม่ได้ต้องการผู้ชายที่พูดเก่งค่ะ ลินแค่ต้องการคนที่อยู่ข้างลินจริง ๆ ในวันที่ลินต้องการเขา” ลลินดาตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่ดวงตาของเธอช้อนมองเขาอย่างเปิดเผยกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

แววตาของทิวัตถ์ไหววูบเพียงเล็กน้อยก่อนที่เขาจะสวมแหวนลงบนนิ้วนางข้างซ้ายของเธออย่าง ช้า ๆ แหวนเย็นเฉียบแตะผิวกาย แต่ความหมายของมันกลับร้อนผ่าวอยู่กลางอก

ลลินดาสวมแหวนให้เขาบ้าง มือเธอสั่นเล็กน้อย ทิวัตถ์จึงช่วยประคองมือเธอไว้อย่างเงียบ ๆ ภาพนั้นเรียกเสียงปรบมือและรอยยิ้มจากแขกในงาน แต่สำหรับลลินดา มันคือวินาทีที่เธอรู้สึกว่าชีวิตของตัวเองได้ก้าวข้ามเส้นบางอย่างไปแล้วจริง ๆ

หลังพิธี แขกเหรื่อทยอยเข้ามาแสดงความยินดีไม่ขาดสาย คุณหญิงรตี มารดาของทิวัตถ์ ยืนอยู่ข้างบุตรชายด้วยท่าทางสง่างาม ดวงหน้าสวยวัยกลางคนมีรอยยิ้มบาง ๆ ที่เหมาะสมกับฐานะเจ้าภาพ ทว่าเมื่อลลินดายกมือไหว้ แววตาของอีกฝ่ายกลับเย็นกว่ารอยยิ้มเล็กน้อย

“จากวันนี้ไป หนูลินเป็นสะใภ้ธารากุลแล้วนะจ๊ะ อะไรที่เคยเป็นเด็ก ๆ ก็ต้องทิ้งไว้ข้างหลัง ชีวิตคู่ของทิวไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ” คุณหญิงรตีเอ่ยเสียงนุ่ม ทว่าเนื้อความกลับมีน้ำหนักกดลงบนหัวใจคนฟังอย่างเงียบงัน

“ค่ะคุณแม่ ลินจะพยายามทำหน้าที่ภรรยาและสะใภ้ให้ดีที่สุดค่ะ” ลลินดาตอบอย่างนอบน้อม พร้อมก้มศีรษะลงเล็กน้อยเพื่อซ่อนความประหม่าที่เกิดขึ้นฉับพลัน

“แม่เชื่อว่าหนูเป็นเด็กดี แต่ความดีอย่างเดียวอาจไม่พอสำหรับการยืนข้างทิว เขามีภาระมาก มีคนจับตามองมาก หนูต้องเข้าใจเขาให้มากกว่าคนอื่น” คุณหญิงรตีกล่าวต่อด้วยรอยยิ้มที่ยังคงงดงาม แต่คำพูดกลับเหมือนกำลังวางบททดสอบบางอย่างไว้ตรงหน้าเธอ

“ลินเข้าใจค่ะ ลินจะไม่ทำให้คุณทิวลำบากใจ” ลลินดารับคำอย่างสุภาพ ทั้งที่ในใจเริ่มรู้สึกเหมือนตัวเองถูกเตือนตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่มชีวิตคู่จริง ๆ

“แม่ครับ วันนี้วันแต่งงานของผมกับลิน ให้เธอได้ยิ้มสบาย ๆ สักวันเถอะครับ” ทิวัตถ์พูดขึ้นเรียบ ๆ ขณะขยับมายืนใกล้ภรรยามากขึ้น น้ำเสียงของเขาไม่ได้แข็ง แต่ชัดพอจะทำให้มารดาชะงัก

คุณหญิงรตีมองลูกชายครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มบางกว่าเดิม

“แม่ก็แค่พูดด้วยความหวังดี ทิวอย่าคิดมากสิจ๊ะ” คุณหญิงรตีตอบพร้อมแตะต้นแขนบุตรชาย             เบา ๆ เหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น

“ผมทราบครับ แต่ลินเป็นภรรยาของผมแล้ว ถ้ามีอะไรที่เธอต้องเรียนรู้ ผมจะค่อย ๆ บอกเธอเอง” ทิวัตถ์กล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคง ก่อนจะเหลือบมองลลินดาเพียงเล็กน้อยราวกับต้องการให้เธอรู้ว่าเขาอยู่ตรงนี้

ลลินดาก้มหน้าลงซ่อนรอยยิ้มบาง ๆ ที่ผุดขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ แม้เขาจะพูดน้อย แม้เขาจะไม่เคยบอกรัก แต่ในวินาทีนั้น เธอกลับรู้สึกเหมือนได้รับการปกป้องอย่างเงียบ ๆ จากผู้ชายที่เพิ่งกลายเป็นสามีของเธอ งานเลี้ยงดำเนินไปจนดึก

แก้วแชมเปญถูกยกขึ้นชนครั้งแล้วครั้งเล่า เสียงอวยพรยังคงดังล้อมรอบคู่บ่าวสาว ทิวัตถ์พาลลินดาเดินทักทายแขกอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เขาจับมือเธอไว้แทบตลอดเวลา ราวกับกลัวว่าเธอจะเหนื่อยหรือหลงไปกลางผู้คนมากมาย

“เหนื่อยไหม” ทิวัตถ์ถามหลังพาเธอหลบมายืนพักตรงมุมหนึ่งของห้องจัดเลี้ยง ซึ่งเงียบกว่าพื้นที่ด้านหน้าเล็กน้อย

“นิดหน่อยค่ะ แต่ยังไหว งานแต่งงานใหญ่ขนาดนี้ ลินเพิ่งรู้ว่าการยิ้มทั้งคืนใช้พลังมากกว่าที่คิด” ลลินดาตอบพร้อมหัวเราะเบา ๆ พลางยกมือแตะพวงแก้มที่เริ่มเมื่อยจากการยิ้มต้อนรับแขก

“ถ้าไม่ไหวก็บอกผม ไม่ต้องฝืนเพราะกลัวใครผิดหวัง” ทิวัตถ์บอกเสียงต่ำ ดวงตาคมทอดมองเธอนิ่งอย่างที่ทำให้หัวใจเธอเต้นผิดจังหวะ

“แล้วถ้าคนที่ลินกลัวผิดหวังคือคุณทิวล่ะคะ” ลลินดาถามออกไปโดยไม่ทันคิด ก่อนจะเม้มปากเล็กน้อยเมื่อรู้สึกว่าคำถามนั้นเปิดเผยความรู้สึกเกินไป

ทิวัตถ์เงียบไปอึดใจหนึ่ง สายตาของเขาเลื่อนจากใบหน้าหวานไปยังแหวนแต่งงานบนนิ้วของเธอ ก่อนจะกลับมาสบตาอีกครั้ง

“คุณไม่ต้องพยายามเพื่อให้ผมพอใจตลอดเวลา แค่เป็นลลินดาคนเดิมก็พอแล้ว” ทิวัตถ์ตอบด้วยน้ำเสียงที่นุ่มกว่าปกติ และนั่นทำให้ลลินดารู้สึกราวกับเสียงรอบตัวค่อย ๆ เลือนหายไป

“ลินกลัวว่าหลังจากแต่งงาน ทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิมค่ะ” ลลินดายอมพูดความจริงออกมา          เบา ๆ ขณะก้มมองมือของตัวเองที่ยังถูกเขาจับไว้

“มันต้องไม่เหมือนเดิมอยู่แล้ว เพราะจากนี้คุณไม่ใช่แค่เด็กผู้หญิงที่ผมเคยรู้จัก แต่เป็นภรรยาของผม” ทิวัตถ์พูดอย่างจริงจัง พลางใช้นิ้วโป้งลูบหลังมือเธอเพียงแผ่วเบา

“คำว่าภรรยาฟังดูหนักจังเลยนะคะ” ลลินดาพึมพำพร้อมรอยยิ้มจาง ๆ แต่หัวใจกลับอบอุ่นจนแทบล้น

“ถ้าหนัก ผมจะช่วยคุณถือเอง” ทิวัตถ์ตอบ สั้น ๆ แต่คำพูดเรียบง่ายนั้นกลับทำให้ดวงตาของลลินดาร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล

เธออยากถามเหลือเกินว่าเขาแต่งงานกับเธอเพราะรักบ้างหรือไม่ แต่เมื่อมองใบหน้าสุขุมที่คุ้นเคยมาทั้งชีวิต ลลินดากลับไม่กล้าทำลายความงดงามของคืนนี้ด้วยคำถามที่อาจทำให้หัวใจตัวเองเจ็บ เธอจึงเลือกยิ้มให้เขาแทน

หลังงานเลี้ยงสิ้นสุดลง แขกคนสุดท้ายทยอยกลับออกไป โรงแรมที่เคยครึกครื้นค่อย ๆ เงียบลง เหลือเพียงทีมงานที่เก็บดอกไม้และอุปกรณ์จัดงาน ลลินดาถอดรองเท้าส้นสูงในห้องพักเจ้าสาวอย่างโล่งอก ก่อนจะได้ยินเสียงทิวัตถ์เปิดประตูเข้ามา

“เจ็บเท้ามากไหม” ทิวัตถ์ถามทันทีเมื่อเห็นเธอนั่งอยู่บนโซฟาพร้อมรองเท้าส้นสูงที่ถูกถอดวางไว้ข้างเท้า

“มากกว่าที่คิดค่ะ แต่เจ้าสาวทุกคนคงต้องอดทนเพื่อความสวยมั้งคะ” ลลินดาตอบพลางยิ้มเขิน เมื่อเห็นสายตาของเขามองเท้าเธอด้วยความเป็นห่วงอย่างจริงจัง

“คราวหลังไม่ต้องอดทนเพื่อความสวยมากขนาดนี้ คุณสวยอยู่แล้ว” ทิวัตถ์พูดเรียบ ๆ ราวกับไม่ได้เพิ่งเอ่ยคำชมที่ทำให้คนฟังหัวใจสะดุด

“คุณทิวชมลินเหรอคะ” ลลินดาถามพลางเงยหน้ามองเขาด้วยความไม่แน่ใจ เพราะคำพูดแบบนั้นไม่ใช่สิ่งที่เธอได้ยินจากเขาบ่อยนัก

“ถ้าประโยคเมื่อกี้ยังไม่ชัด ผมจะพูดใหม่ก็ได้ วันนี้คุณสวยมาก ลิน” ทิวัตถ์กล่าวช้า ๆ ด้วยน้ำเสียงมั่นคงกว่าเดิม ดวงตาของเขาไม่หลบเลยแม้แต่น้อย

แก้มของลลินดาร้อนขึ้นทันที เธอรีบก้มหน้าลงมองช่อดอกไม้บนตัก ทั้งที่กลีบกุหลาบพร่าเลือนไปหมดเพราะหัวใจเต้นแรงเกินกว่าจะตั้งสติได้

“ขอบคุณค่ะ คุณทิวเองก็หล่อมากเหมือนกัน” ลลินดาตอบเสียงเบา แล้วเกือบกัดริมฝีปากตัวเองเมื่อรู้สึกว่าคำพูดนั้นตรงไปตรงมาเกินไป

“ผมควรถือว่านี่เป็นคำชมจากภรรยาใช่ไหม” ทิวัตถ์ถามพลางถอดสูทพาดไว้บนพนักเก้าอี้ ท่าทางผ่อนคลายขึ้นกว่าตอนอยู่ต่อหน้าผู้คนมาก

“ก็คงใช่ค่ะ เพราะตอนนี้ลินเป็นภรรยาของคุณทิวแล้วจริง ๆ” ลลินดาพูดเสียงแผ่วลงในท้ายประโยค เมื่อคำว่าภรรยาทำให้ความประหม่าแล่นกลับมาอีกครั้ง

ความเงียบตกลงระหว่างคนทั้งคู่ ไม่ใช่ความอึดอัด แต่เป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยความรู้สึกมากมายเกินกว่าจะอธิบาย ลลินดารู้ดีว่าหลังจากนี้พวกเขาต้องกลับไปยังเรือนหอที่ทิวัตถ์เตรียมไว้ และคืนนี้จะเป็นคืนแรกที่เธอกับเขาอยู่ด้วยกันในฐานะสามีภรรยาอย่างแท้จริง

ทิวัตถ์เหมือนจะอ่านความคิดเธอออก เขาจึงเดินมานั่งลงบนโซฟาอีกตัว ห่างออกไปพอสมควรเพื่อไม่ให้เธอรู้สึกถูกคุกคาม

“ลิน ฟังผมให้ดีนะ คืนนี้คุณไม่ต้องฝืนอะไรทั้งนั้น” ทิวัตถ์พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง สายตาของเขาจับอยู่ที่เธออย่างอ่อนโยนกว่าทุกครั้ง

“คุณทิวหมายถึงอะไรคะ” ลลินดาถามทั้งที่เข้าใจความหมาย แต่ความเขินอายทำให้เธอไม่กล้าสบตาเขานานเกินไป

“หมายถึงทุกอย่างที่คุณยังไม่พร้อม ผมแต่งงานกับคุณเพราะอยากใช้ชีวิตกับคุณ ไม่ได้แต่งเพื่อบังคับให้คุณต้องยอมทุกอย่างตั้งแต่คืนแรก”                     ทิวัตถ์อธิบายอย่างชัดเจน พลางเว้นจังหวะให้เธอรับรู้ว่าทุกคำของเขาจริงจังเพียงใด

ลลินดาเงยหน้าขึ้นมองเขา ความตื้นตันไหลขึ้นมาจุกอยู่ตรงลำคอ เธอเคยกลัวว่าความนิ่งของทิวัตถ์อาจแปลว่าเขาไม่เข้าใจความรู้สึกของเธอ แต่คืนนี้เธอกลับรู้ว่าเขาอาจเข้าใจมากกว่าที่พูดออกมาเสมอ

“ลินไม่ได้กลัวคุณทิวค่ะ แค่ตื่นเต้น แล้วก็ไม่รู้ว่าควรทำตัวยังไง” ลลินดาบอกตามตรง น้ำเสียงของเธอสั่นเล็กน้อยแต่ไม่ได้หลบตาอีก

“ไม่ต้องทำอะไรเป็นพิเศษ แค่อยู่กับผมเหมือนที่คุณเคยอยู่ เพียงแต่จากนี้เราอาจใกล้กันมากกว่าเดิม” ทิวัตถ์ตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ดวงตาคมมีแววอ่อนโยนจนหัวใจเธออ่อนยวบ

“ถ้าลินทำอะไรไม่ถูก คุณทิวห้ามหัวเราะนะคะ” ลลินดาพูดพร้อมพยายามยิ้มกลบความประหม่า แต่ปลายนิ้วที่บีบกันบนตักยังเผยความตื่นเต้นชัดเจน

“ผมไม่หัวเราะคุณหรอก แต่ถ้าคุณเขินจนหน้าแดงแบบนี้ทั้งคืน ผมอาจต้องพยายามมากกว่าปกติที่จะไม่ยิ้ม” ทิวัตถ์ตอบเรียบ ๆ ทว่านัยน์ตากลับอ่อนลงจนลลินดารู้ว่าเขากำลังหยอกเธอ

“คุณทิวก็เป็นแบบนี้ทุกที ชอบพูดนิ่ง ๆ แต่ทำให้ลินไปต่อไม่ถูก” ลลินดาบ่นเบา ๆ ขณะที่แก้มแดงขึ้นกว่าเดิม

“ดีแล้ว อย่างน้อยคืนนี้คุณก็คิดถึงผม ไม่ใช่คิดถึงรองเท้าส้นสูงที่ทำให้เจ็บเท้า” ทิวัตถ์กล่าวพลางลุกขึ้นเดินมาหยุดตรงหน้าเธอ ก่อนจะย่อตัวลงอย่างไม่ถือตัว

ลลินดาชะงักเมื่อเขาจับข้อเท้าเธอขึ้นเบา ๆ ชายหนุ่มพิจารณารอยแดงจากรองเท้าอย่างเงียบ ๆ แล้วใช้นิ้วลูบใกล้รอยนั้นอย่างระวังที่สุด

“เจ็บตรงนี้ใช่ไหม” ทิวัตถ์ถามเสียงเบา ใบหน้าคมก้มลงจนเส้นผมด้านหน้าตกปรกหน้าผากเล็กน้อย

“นิดหน่อยค่ะ เดี๋ยวก็หาย” ลลินดาตอบทั้งที่ลมหายใจสะดุดกับความใกล้ชิดเรียบง่ายของเขา

“คำว่าเดี๋ยวก็หายของคุณ เชื่อถือไม่ได้ตั้งแต่ตอนเด็กแล้ว คุณเคยหกล้มเข่าถลอกแล้วยังบอกผมว่าไม่เจ็บ ทั้งที่น้ำตาคลอเต็มตา” ทิวัตถ์พูดขึ้นคล้ายรำลึกความหลัง ขณะวางเท้าเธอลงอย่างเบามือ

“คุณทิวยังจำเรื่องนั้นได้อีกเหรอคะ” ลลินดาถามด้วยความประหลาดใจ เพราะเรื่องนั้นผ่านมานานจนเธอคิดว่าเขาคงลืมไปแล้ว

“เรื่องของคุณ ผมจำได้มากกว่าที่คุณคิด” ทิวัตถ์ตอบสั้น ๆ ก่อนเงยหน้าขึ้นสบตาเธอ หัวใจของ ลลินดากระตุกแรง ถ้อยคำนั้นไม่ใช่คำรัก แต่กลับทำให้เธอรู้สึกเหมือนได้ยินคำรักในแบบของทิวัตถ์

ต่อมาไม่นาน รถยนต์คันหรูของธารากุลแล่นออกจากโรงแรมสู่เรือนหอ ท้องฟ้ายามดึกปกคลุมด้วยม่านสีดำสนิท มีแสงไฟริมถนนทอดยาวเป็นสาย ลลินดานั่งเงียบอยู่ข้างทิวัตถ์ มือวางอยู่บนตักอย่างเรียบร้อย ขณะที่แหวนแต่งงานสะท้อนแสงวูบวาบเป็นระยะ

เรือนหอของพวกเขาเป็นบ้านสองชั้นสไตล์โมเดิร์นคลาสสิก ตั้งอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวไม่ไกลจากบ้านใหญ่ธารากุลมากนัก รอบบ้านมีสวนจัดแต่งอย่างงดงาม ไฟสีอุ่นตามทางเดินทำให้บรรยากาศดูนุ่มนวลโรแมนติกกว่าที่ลลินดาคาดคิด

เมื่อรถจอดหน้าบ้าน ทิวัตถ์ลงจากรถก่อนแล้วเดินอ้อมมาเปิดประตูให้เธอ เขายื่นมือมาให้ ลลินดาวางมือลงบนมือเขาอีกครั้ง และก้าวลงจากรถด้วยความรู้สึกเหมือนกำลังเดินเข้าสู่บทใหม่ของชีวิต

“บ้านหลังนี้ผมเตรียมไว้ให้เรา ถ้ามีตรงไหนที่คุณไม่ชอบ บอกผมได้ทุกอย่าง” ทิวัตถ์บอกขณะพาเธอเดินเข้าบ้าน น้ำเสียงของเขานิ่ง แต่คำว่า “เรา” ทำให้ลลินดาใจสั่นเบา ๆ

“สวยมากค่ะ ลินไม่คิดว่าคุณทิวจะเลือกผ้าม่านสีนี้” ลลินดาพูดพลางมองไปรอบห้องรับแขกที่ตกแต่งด้วยสีครีม เทาอ่อน และน้ำตาลอบอุ่น ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนบ้านมากกว่าคฤหาสน์หรูเย็นชา

“คุณเคยบอกตอนเด็กว่าชอบบ้านที่เปิดไฟแล้วดูอบอุ่น ไม่ใช่บ้านที่สวยแต่เหมือนพิพิธภัณฑ์” ทิวัตถ์ตอบโดยไม่หันมามอง เหมือนสิ่งที่เขาพูดเป็นเรื่องธรรมดาที่สุดในโลก

ลลินดาหยุดเดินไปครู่หนึ่ง เธอจำได้ว่าเคยพูดประโยคนั้นจริง ๆ ตอนอายุสิบหก ในวันที่ต้องไปงานเลี้ยงที่บ้านใครสักคนและเธอบ่นกับเขาว่าบ้านหลังนั้นสวยแต่เย็นจนไม่น่าอยู่ เธอไม่เคยคิดว่าเขาจะจำได้

“คุณทิวจำเรื่องเล็ก ๆ ของลินได้เยอะจนน่ากลัวนะคะ” ลลินดาพูดด้วยน้ำเสียงที่เจือความเขินมากกว่าความกลัวจริง ๆ

“ถ้าผมจำเรื่องของภรรยาตัวเองไม่ได้ คงน่ากลัวกว่านี้” ทิวัตถ์ตอบพลางพาเธอขึ้นบันไดไปยังชั้นสอง

ห้องนอนใหญ่ถูกตกแต่งอย่างเรียบหรู เตียงกว้างปูผ้าสีขาวสะอาดตา มีแจกันกุหลาบสีขาววางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง กลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกไม้และเทียนหอมทำให้บรรยากาศนุ่มนวลจนลลินดารู้สึกถึงความประหม่าอีกครั้ง

ทิวัตถ์ปล่อยมือเธอแล้วเดินไปถอดนาฬิกาข้อมือวางบนโต๊ะอย่างเป็นธรรมชาติ ส่วนลลินดายืนอยู่กลางห้อง ไม่แน่ใจว่าควรทำอะไรต่อ ชุดเจ้าสาวที่เคยงดงามตอนอยู่ในงาน บัดนี้กลับทำให้เธอรู้สึกเคลื่อนไหวลำบากและเขินอายมากขึ้น

“ลิน คุณหายใจอยู่หรือเปล่า” ทิวัตถ์ถามขณะหันกลับมาเห็นเธอยืนตัวแข็งอยู่ที่เดิม

“หายใจอยู่ค่ะ แค่ไม่รู้ว่าควรเริ่มจากตรงไหนก่อน” ลลินดาตอบตามตรง พลางหลุบตามองปลายกระโปรงเจ้าสาวของตัวเอง

“เริ่มจากถอดเครื่องประดับหนัก ๆ ออกก่อนก็ได้ เดี๋ยวผมเรียกแม่บ้านขึ้นมาช่วย” ทิวัตถ์บอกพร้อมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แต่ลลินดารีบเอ่ยห้าม

“ไม่ต้องค่ะ ดึกมากแล้ว ลินไม่อยากรบกวนใคร” ลลินดาพูดเร็วขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะชะงักเมื่อรู้ว่าถ้าไม่ให้แม่บ้านช่วย คนที่เหลืออยู่ในห้องก็มีเพียงเขา

ทิวัตถ์มองเธอนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะวางโทรศัพท์ลง

“ถ้าอย่างนั้นให้ผมช่วยได้ไหม” ทิวัตถ์ถามอย่างระมัดระวัง น้ำเสียงของเขาไม่ได้เร่งเร้า แต่รอคำตอบจากเธอจริง ๆ

ลลินดาเม้มริมฝีปาก หัวใจเต้นแรงจนเหมือนจะหลุดออกมา เธอรู้ว่าการให้เขาช่วยถอดเครื่องประดับหรือปลดกระดุมชุดเจ้าสาวไม่ใช่เรื่องผิด เพราะเขาเป็นสามีของเธอแล้ว แต่ความเขินอายยังทำให้แก้มร้อนวูบ

“ได้ค่ะ แต่คุณทิวต้องค่อย ๆ นะคะ ชุดนี้ซับซ้อนมาก ลินยังงงกับมันเองเลย” ลลินดาตอบเสียงเบา ก่อนจะหันหลังให้เขาอย่างช้า ๆ

ทิวัตถ์เดินเข้ามายืนด้านหลัง กลิ่นน้ำหอมสะอาดแบบผู้ชายของเขาแตะปลายจมูกเธอ แผ่นหลังของลลินดาเกร็งขึ้นเมื่อสัมผัสได้ถึงปลายนิ้วของเขาที่แตะลงบนกระดุมเม็ดแรกบริเวณท้ายทอย

“ถ้าคุณไม่สบายใจ บอกผมทันที” ทิวัตถ์พูดเสียงต่ำใกล้ใบหู แต่ยังเว้นระยะอย่างสุภาพ

“ลินสบายใจค่ะ แค่หัวใจเต้นแรงไปหน่อย” ลลินดาตอบตามตรง แล้วหลับตาลงเมื่อปลายนิ้วของเขาค่อย ๆ ปลดกระดุมอย่างอ่อนโยน

“หัวใจผมก็ไม่ได้นิ่งอย่างที่คุณคิด” ทิวัตถ์กล่าวเบา ๆ คำสารภาพนั้นทำให้ลลินดาลืมตาขึ้นช้า ๆ เธออยากหันกลับไปมองเขา แต่ไม่กล้า

ความเงียบในห้องไม่ได้ว่างเปล่าอีกต่อไป มันเต็มไปด้วยเสียงลมหายใจ เสียงผ้าขยับ และเสียงหัวใจสองดวงที่ต่างพยายามเก็บงำความรู้สึกไว้หลังท่าทีสงบนิ่งของตัวเอง

เมื่อชุดเจ้าสาวคลายหลวมลงพอให้เธอขยับได้ ลลินดารีบยกมือประคองช่วงอกไว้ด้วยความเขิน ทิวัตถ์ถอยออกไปทันที ไม่ฉวยโอกาสแม้เพียงนิดเดียว

“ผมไปรอข้างนอก คุณเปลี่ยนชุดให้สบายก่อน” ทิวัตถ์บอกพร้อมหันหลังเตรียมเดินออกจากห้อง

“คุณทิวคะ” ลลินดาเรียกเขาไว้ก่อนที่มือของเขาจะแตะลูกบิดประตู

“ครับ” ทิวัตถ์ขานรับพลางหันกลับมามองเธอด้วยสายตานิ่งลึก

“ขอบคุณนะคะ ที่ทำให้ลินไม่รู้สึกกลัวคืนนี้” ลลินดาพูดเสียงเบา แต่ทุกถ้อยคำออกมาจากหัวใจจริง ๆ

“ผมไม่อยากเป็นคนที่คุณต้องกลัว ลิน ผมอยากเป็นคนที่คุณไว้ใจ” ทิวัตถ์ตอบช้า ๆ และน้ำเสียงของเขาก็ทำให้ความรู้สึกบางอย่างในอกของลลินดาอ่อนลงอย่างไม่อาจห้ามได้

หลังจากเปลี่ยนเป็นชุดนอนผ้าซาตินสีขาวนวล ลลินดานั่งอยู่ปลายเตียงด้วยหัวใจเต้นแรงกว่าเดิม แม้ชุดจะเรียบร้อยและไม่ได้เปิดเผยมากนัก แต่การอยู่ในห้องนอนกับทิวัตถ์ในสถานะสามีภรรยา ก็ทำให้ทุกอย่างรอบตัวคล้ายเปลี่ยนความหมายไปหมด

ทิวัตถ์กลับเข้ามาในห้องหลังเคาะประตูเบา ๆ เขาเปลี่ยนเป็นเสื้อเชิ้ตสีขาวปลดกระดุมคอเล็กน้อยและกางเกงขายาวเรียบง่าย ท่าทางผ่อนคลายกว่าในงาน แต่ความหล่อคมของเขากลับยิ่งทำให้ลลินดาไม่รู้จะวางสายตาไว้ตรงไหน

“คุณดูเหมือนกำลังคิดหาทางหนี” ทิวัตถ์พูดขึ้นหลังเห็นเธอนั่งหลังตรงเกินจำเป็น

“ลินไม่ได้จะหนีค่ะ แค่ยังไม่ชินกับคำว่าเรือนหอ ห้องนอน และสามีในคืนเดียวกัน” ลลินดาตอบพลางกำมือบนตักแน่นขึ้น

“งั้นเราค่อย ๆ ชินไปด้วยกันก็ได้” ทิวัตถ์บอกแล้วเดินมานั่งลงข้างเธอ เว้นระยะพอให้เธอรู้สึกว่าตัวเองยังมีพื้นที่

ลลินดาหันไปมองเขา ในระยะใกล้ เธอเห็นความเหนื่อยล้าจาง ๆ ในดวงตาของเขาหลังจากรับแขกมาตลอดวัน แต่เหนือกว่านั้นคือความอ่อนโยนที่เขาไม่เคยแสดงออกชัดต่อหน้าคนอื่น

“คุณทิวเต็มใจแต่งงานกับลินจริง ๆ ใช่ไหมคะ” ลลินดาถามในที่สุด คำถามที่กดอยู่ในอกมาตลอดทั้งวันหลุดออกมาเบากว่ากระซิบ แต่ดังชัดในความเงียบของห้อง

ทิวัตถ์นิ่งไป ความเงียบเพียงไม่กี่วินาทีกลับยาวนานเหมือนทั้งคืนสำหรับคนรอคำตอบ ลลินดารีบหลุบตาลง ริมฝีปากสั่นน้อย ๆ เพราะกลัวว่าคำตอบอาจไม่ใช่สิ่งที่เธออยากได้ยิน

“ผมเต็มใจ” ทิวัตถ์ตอบในที่สุด น้ำเสียงหนักแน่นจนลลินดาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น

“เพราะผู้ใหญ่เห็นสมควร หรือเพราะคุณทิวอยากแต่งจริง ๆ คะ” ลลินดาถามต่อ ทั้งที่กลัวคำตอบเหลือเกิน แต่เธอไม่อยากเริ่มชีวิตคู่ด้วยคำถามที่ค้างอยู่ในใจ

“ถ้าผมไม่อยากแต่ง ไม่มีใครบังคับผมได้” ทิวัตถ์ตอบตรง ๆ พลางหันมาสบตาเธออย่างไม่หลบ

“แต่คุณทิวไม่เคยบอกลินเลยว่ารู้สึกยังไง ลินเลยไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ตรงนี้ในฐานะคนที่คุณเลือก หรือแค่คนที่เหมาะสมที่สุดในสายตาผู้ใหญ่” ลลินดาพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเล็กน้อย ความซื่อสัตย์ในดวงตาของเธอทำให้ทิวัตถ์เงียบลงอีกครั้ง

ทิวัตถ์ยกมือขึ้นแตะปลายคางเธออย่างแผ่วเบา บังคับให้เธอสบตาเขาโดยไม่ใช้แรงฝืน

“ผมอาจไม่ถนัดพูดความรู้สึก แต่ผมเลือกคุณ ลิน ไม่ใช่เพราะคุณเหมาะสมที่สุดสำหรับตระกูลผม แต่เพราะคุณเป็นคนเดียวที่ผมนึกถึงเวลาคิดถึงคำว่าบ้าน” ทิวัตถ์พูดชัดเจนทีละคำ ดวงตาคมลึกไม่มีร่องรอยลังเล

ลลินดานิ่งงันไปทั้งตัว คำว่าบ้านจากผู้ชายอย่างทิวัตถ์อาจลึกซึ้งกว่าคำรักหลายประโยค

น้ำตาเม็ดเล็กคลอขึ้นในดวงตาเธอโดยไม่รู้ตัว ทิวัตถ์ใช้นิ้วโป้งเช็ดมันออกอย่างนุ่มนวล ก่อนที่ลลินดาจะยกมือขึ้นแตะมือเขาไว้

“ถ้าอย่างนั้นคืนนี้ ลินอยากลองเชื่อใจคุณทิวนะคะ” ลลินดาพูดด้วยเสียงแผ่วหวาน ใบหน้าแดงระเรื่อ แต่แววตากลับเปิดเผยความรู้สึกอย่างงดงาม

“ผมจะไม่ทำให้คุณเสียใจเพราะเชื่อใจผม” ทิวัตถ์ตอบ ก่อนจะโน้มตัวลงช้า ๆ ราวกับให้เวลาเธอปฏิเสธ

ลลินดาไม่ได้ถอยหนี จูบแรกในฐานะสามีภรรยาแตะลงบนริมฝีปากของเธออย่างอ่อนโยนกว่าที่เธอคาดคิด มันไม่เร่งร้อน ไม่รุกราน แต่หนักแน่นพอจะทำให้หัวใจเธอสั่นสะท้านไปทั้งดวง ลลินดาหลับตาลง ปล่อยให้ความประหม่า ความรัก และความไว้ใจค่อย ๆ หลอมรวมกันในอ้อมแขนของผู้ชายที่เธอรักมานาน

ทิวัตถ์ประคองเธอราวกับเธอเป็นสิ่งล้ำค่าที่สุดในค่ำคืนนี้ ทุกสัมผัสของเขาเต็มไปด้วยการถามไถ่โดยไม่ต้องใช้คำพูด ทุกการขยับเข้าใกล้มีจังหวะให้เธอเลือกตอบรับหรือถอยห่าง ลลินดารู้สึกได้ว่าเขาระวังเธอมากกว่าระวังแก้วเจียระไนราคาแพงเสียอีก

“ถ้าเมื่อไหร่คุณอยากให้ผมหยุด บอกผมทันที” ทิวัตถ์กระซิบชิดหน้าผากเธอ ขณะกอดเธอไว้ในอ้อมแขนอย่างมั่นคง

“ลินไม่อยากให้คุณหยุดค่ะ แต่ลินอยากให้คุณอยู่กับลินแบบนี้ อย่าทิ้งลินไว้คนเดียวก็พอ” ลลินดาตอบเสียงสั่น ก่อนซบหน้าลงกับอกกว้างเพื่อซ่อนความเขินอายและความรู้สึกที่เอ่อล้น

“ผมอยู่ตรงนี้ และจากคืนนี้ไป ผมจะอยู่ตรงนี้ในฐานะสามีของคุณ” ทิวัตถ์บอกด้วยน้ำเสียงต่ำลึก ก่อนกอดเธอแน่นขึ้นราวกับให้คำสัญญานั้นฝังอยู่ในหัวใจของเธอ

คืนนั้น ความรักของทั้งคู่ไม่ได้เกิดขึ้นจากความเร่าร้อนเพียงอย่างเดียว แต่มันค่อย ๆ เบ่งบานจากความไว้วางใจ ความประหม่า และความผูกพันที่สะสมมาตั้งแต่วัยเยาว์ ลลินดาได้เรียนรู้ว่าผู้ชายเย็นชาที่เธอมองมาตลอดชีวิตสามารถอ่อนโยนได้มากเพียงใด ส่วนทิวัตถ์ก็ได้รู้ว่าผู้หญิงในอ้อมแขนไม่ได้เป็นเพียงเจ้าสาวที่ผู้ใหญ่เห็นสมควร แต่เป็นคนที่ทำให้หัวใจแข็งกระด้างของเขาอ่อนลงอย่างไม่มีเงื่อนไข

นอกหน้าต่าง ท้องฟ้ากรุงเทพฯ ยังคงมืดสนิท มีเพียงแสงไฟจากสวนด้านล่างที่ส่องไหวผ่านม่านบางเข้ามาในห้อง ลลินดานอนอยู่ในอ้อมแขนของทิวัตถ์หลังความใกล้ชิดผ่านพ้นไปด้วยความอ่อนโยน เธอได้ยินเสียงหัวใจของเขาเต้นหนักแน่นอยู่ใกล้หู และรู้สึกเหมือนตัวเองได้เดินทางมาถึงที่ที่ปลอดภัยที่สุดในชีวิต

“คุณทิวหลับหรือยังคะ” ลลินดาถามเสียงเบา เพราะไม่อยากทำลายความสงบของค่ำคืน แต่ก็อยากได้ยินเสียงเขาอีกสักครั้ง

“ยัง คุณมีอะไรหรือเปล่า” ทิวัตถ์ตอบพลางก้มลงมองคนในอ้อมแขน แววตาของเขานุ่มลงกว่าที่เคยเป็นในสายตาใคร

“ลินแค่คิดว่า วันนี้เหมือนฝันมากเลยค่ะ ตอนเช้าลินยังเป็นลูกสาวบ้านอัครบดินทร์ แต่พอคืนนี้ลินกลายเป็นภรรยาของคุณทิวแล้ว” ลลินดาพูดพลางวางมือบนแผ่นอกของเขาเบา ๆ ราวกับยังไม่แน่ใจว่านี่คือความจริง

“ถ้าเป็นฝัน คุณอยากตื่นไหม” ทิวัตถ์ถามกลับด้วยน้ำเสียงนิ่ง แต่ปลายนิ้วของเขาลูบไหล่เธออย่างอ่อนโยน

“ไม่อยากค่ะ ลินอยากให้ฝันนี้ดีไปนาน ๆ” ลลินดาตอบอย่างซื่อตรง ก่อนเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยดวงตาเปล่งประกายอบอุ่น

“งั้นเราก็ทำให้มันดีไปด้วยกัน” ทิวัตถ์กล่าว สั้น ๆ ก่อนก้มลงจูบหน้าผากเธออย่างแผ่วเบา

ลลินดายิ้มทั้งที่เปลือกตาเริ่มหนัก เธอซุกตัวเข้าหาเขาอีกนิด และปล่อยให้ความเหนื่อยล้าจากงานแต่งงานพาเธอเข้าสู่ห้วงนิทรา ในใจของเธอเต็มไปด้วยความหวัง ว่าชีวิตคู่ของเธอกับทิวัตถ์จะเริ่มต้นและดำเนินไปอย่างงดงามเหมือนคืนนี้ แต่ในอีกฟากหนึ่งของเมือง ภายในบ้านอัครบดินทร์ที่เงียบสงัดกว่าทุกคืน อรรถพลยืนอยู่ในห้องทำงานเพียงลำพัง ใบหน้าของเขาเคร่งเครียดจนดูแก่ลงหลายปี มือข้างหนึ่งถือแก้วเหล้าที่น้ำแข็งละลายไปเกือบหมด ส่วนอีกข้างกำโทรศัพท์มือถือไว้แน่น

บนโต๊ะทำงานมีแฟ้มเอกสารเก่าถูกเก็บไว้ในลิ้นชักที่ล็อกแน่นหนา เอกสารเหล่านั้นไม่ควรมีใครเห็น ไม่ควรถูกพูดถึง และไม่ควรกลับมาทำร้ายใครอีก โดยเฉพาะลลินดา เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในความเงียบ

อรรถพลสะดุ้งเล็กน้อย เขามองชื่อที่ไม่ปรากฏบนหน้าจอด้วยแววตาหวาดหวั่น ก่อนจะกดรับสายอย่างจำใจ

“แกโทรมาทำไมอีก” อรรถพลถามเสียงต่ำ ในน้ำเสียงมีทั้งความโกรธและความกลัวปะปนกันอย่างปิดไม่มิด

“แต่งลูกสาวเข้าบ้านธารากุลได้แล้วสินะ คุณอรรถพล” เสียงปลายสายดังลอดออกมาเย็นเยียบ ราวกับรอเวลานี้มานาน

“ฉันบอกแล้วว่าอย่ายุ่งกับลิน เรื่องทุกอย่างมันจบไปนานแล้ว” อรรถพลพูดลอดไรฟัน พลางหันไปมองประตูห้องทำงานเหมือนกลัวว่าใครจะได้ยิน

“จบหรือยังไม่จบ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณคนเดียว อย่าลืมว่าเอกสารเก่ายังอยู่กับฉัน และถ้าวันหนึ่งลูกสาวคนสวยของคุณรู้ว่าตัวเองเกี่ยวข้องกับธารากุลมากกว่าที่คิด งานแต่งแสนหวานคืนนี้อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของนรกก็ได้” เสียงปลายสายกล่าวอย่างใจเย็น แต่ทุกถ้อยคำกลับเหมือนมีดที่กรีดลงบนความลับเก่าแก่

“ต้องการอะไร” อรรถพลถามเสียงสั่นเล็กน้อย มือที่ถือแก้วเหล้ากำแน่นจนข้อนิ้วซีด

“ตอนนี้ยังไม่มาก แค่อยากเตือนว่าอย่าคิดลืมคนที่ช่วยเก็บความลับให้ครอบครัวคุณมาตลอดหลายปี” ปลายสายตอบด้วยน้ำเสียงเยาะหยันราวกับถือไพ่เหนือกว่า

“ถ้าแกแตะต้องลิน ฉันไม่ปล่อยแกไว้แน่” อรรถพลขู่กลับ แม้ในใจจะรู้ดีว่าตัวเองแทบไม่มีอำนาจต่อรอง

“คนที่จะทำให้ลลินดาเจ็บ อาจไม่ใช่ฉันหรอก คุณอรรถพล บางทีคนที่ทำร้ายเธอได้มากที่สุด อาจเป็นความจริงที่พวกคุณช่วยกันฝังไว้เอง” ปลายสายพูดทิ้งท้าย ก่อนจะตัดสายไปอย่างไร้เยื่อใย

อรรถพลลดโทรศัพท์ลงช้า ๆ เหงื่อเย็นผุดขึ้นเต็มขมับ เขาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างหมดแรง สายตาจับอยู่ที่ลิ้นชักซึ่งซ่อนเอกสารบางอย่างไว้

เอกสารเกี่ยวกับอดีต เกี่ยวกับเด็กหญิงคนหนึ่ง เกี่ยวกับผู้หญิงชื่ออุษา และเกี่ยวกับไฟไหม้โรงงานเก่าของตระกูลธารากุล

ชายวัยกลางคนหลับตาลงด้วยความเจ็บปวด ภาพลลินดาในชุดเจ้าสาวผุดขึ้นมาในความคิด เธอยิ้มอย่างมีความสุขในวันที่เขาควรยินดี แต่เขากลับรู้ดีว่าความสุขนั้นยืนอยู่บนความลับที่เปราะบางเพียงใด

ค่ำคืนวิวาห์ของลลินดาและทิวัตถ์จึงเริ่มต้นด้วยความหวานล้ำ อ่อนโยน และงดงามราวกับความฝัน ทว่าในเงามืดหลังรอยยิ้มของผู้ใหญ่ ความจริงบางอย่างกำลังขยับตัวตื่นขึ้นอย่างเงียบงัน และเมื่อมันลืมตาเต็มที่เมื่อไร ชีวิตคู่ที่เพิ่งเริ่มต้นของทั้งสองคนอาจไม่เหลือความงดงามให้ประคองไว้ได้ง่าย ๆ อีกต่อไป

บทถัดไป