บทที่ 1 งานยุ่ง

ตอนที่ 1  งานยุ่ง

ความฝันของผู้หญิงทุกคน บางทีมันก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร นอกจากการได้แต่งงานมีครอบครัวที่อบอุ่น มีสามีที่รักและลูกที่น่ารักสัก 1-2 คน ค่อยๆ เติบโตไปด้วยกัน 

พราวตะวัน เธอเองก็เป็นหนึ่งในจำนวนผู้หญิงเหล่านั้น ที่เฝ้าฝันถึงชีวิตครอบครัวอันสมบูรณ์

ภายในบ้านหลังใหม่ขนาดกะทัดรัด กลิ่นดอกไม้หอมซึ่งเธอปักประดับไว้ในแจกันทั้งมุมห้อง บนโต๊ะอาหารลอยอบอวน ทำให้บรรยากาศบ้านทั้งหลังสดชื่น เติมเต็มบรรยากาศภายในบ้านหลังใหญ่ให้ดูอบอุ่นกว่าทุกวัน

“อือ ขาดอะไรอีกหรือเปล่านะ”

พราวตะวัน หญิงสาวเครื่องหน้าสวย อ่อนหวาน เรียบร้อยในวัย 30 ปี ก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว พลางสำรวจโต๊ะอาหารตรงหน้าอย่างละเอียด ผ้าปูโต๊ะสีขาวสะอาดตาถูกจัดจนเรียบตึง แจกันดอกไม้ถูกจัดวางอย่างประณีตอยู่ตรงกลาง รายล้อมด้านข้างด้วยอาหารกับข้าวฝีมือเธอเองที่ตั้งใจทำอย่างพิถีพิถันเพื่อรอให้สามีกลับบ้าน

อาหารทุกจาน ล้วนแล้วแต่เป็นเมนูโปรดของ พงศธร สามีของเธอ พราวตะวันเงยหน้าขึ้นมองนาฬิกาแขวนผนัง อีกไม่ถึง 1 ชั่วโมง เขาน่าจะกลับถึงบ้าน หากแต่ยังไม่ถึงช่วงเวลาสำคัญ เสียงกริ่งหน้าประตูดังขึ้นก่อน

จากนั้นเธอจึงรีบกลับขึ้นไปยังห้อง เพื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ เส้นผมสีน้ำตาลเข้มถูกเกล้าขึ้น อย่างเรียบร้อยอ่อนหวาน ประดับด้วยกิ๊บติดผมที่สามีเคยซื้อให้เป็นของขวัญครบรอบแต่งงาน 1 ปี สีสันเครื่องสำอางขับให้ใบหน้าที่สวยอยู่แล้ว ให้ดูสวยคมยิ่งขึ้น ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มให้ตัวเองในกระจก เมื่อเสียงของโทรศัพท์ดังขึ้น ชื่อบนหน้าจอ ทำให้รอยยิ้มของเธอกว้างขึ้นทันที เพราะนั่งคือชื่อของสามีนั่นเอง

“พี่พงใกล้ถึงบ้านหรือยังคะ” พราวตะวันยิ้มออกมาเมื่อรับสาย หากแต่อีกฝ่ายกลับเงียบไปชั่วขณะ ก่อนเสียงทุ้มจะดังขึ้น

“วันนี้พี่คงกลับดึก หน่อยนะ พอดี...มีประชุมด่วนน่ะ”

“วันนี้เลยหรือคะ” รอยยิ้มบนใบหน้าหญิงสาวคลายลงทันที

“อืม ขอโทษทีนะ” ไม่มีคำอธิบายยืดยาวกว่านั้น สามีกดตัดสายเธอไปเสียดื้อๆ ทิ้งเอาไว้เพียงเสียงตื้ด ยาวๆ พราวตะวันเม้มริมฝีปาก สายตาเหลือบไปยังโต๊ะอาหารที่จัดไว้เรียบร้อยแล้ว ก่อนจะฝืนยิ้มออกมา ลดโทรศัพท์ออกห่างจากใบหูเพราะรู้ว่าไม่มีใครรอฟังเสียงตอบรับของเธอ

“ไม่เป็นไรค่ะ ยังไง...งานก็สำคัญกว่า”

พราวตะวันเดินกลับมายังส่วนหนึ่งของบ้านที่จัดเอาไว้สำหรับใช้นั่งทานอาหารร่วมกัน หญิงสาวยืนมองอาหารที่ตัวเองใช้เวลาเกือบตลอดทั้งวันเตรียมหมักเนื้อ หมักไก่ อบซี่โครงตุ๋นมันจนเปื่อยเพื่อตั้งใจให้สามีได้กินของอร่อย ก่อนจะค่อยๆ ยกฝาแก้วมาครอบไว้ ทุกอย่างถูกจัดเก็บอย่างดี เพื่อเตรียมไว้รอคนที่กำลังจะกลับมาในอีกไม่กี่ชั่วโมง

เกือบเที่ยงคืนแล้ว แต่พราวตะวันยังนั่งอยู่บนโซฟาเพียงลำพัง หนังสือในมือเปิดค้างอยู่หน้าเดิมมานานกว่าชั่วโมง เพราะสายตาของเธอไม่ได้อยู่บนตัวอักษรแม้แต่น้อย ทุก 2-3 นาที เธอจะเงยหน้ามองนาฬิกา แล้วชะเง้อคอออกไปมองประตูหน้าบ้าน

จนกระทั่งแสงไฟหน้ารถสาดเข้ามาภายในรั้ว ประตูรั้วแบบอัตโนมัติถูกดึงเปิดออก พร้อมกับรถของสามีแล่นเข้ามาจอดยังที่ประจำ

“กลับมาแล้วเหรอคะ” รีบเดินออกไปต้อนรับสามีด้วยรอยยิ้มทันที

“อือ เหนื่อยมากเลยวันนี้”

พงศธร สามีวัย 35 ปี ถอนหายใจยาว พลางคลายเนกไทออกหลวมๆ เขาเดินเข้าไปในบ้าน พลางยกมือบีบต้นคอตัวเอง

“ประชุมทั้งวัน แถมยังมีปัญหาของลูกค้าอีก นึกว่าจะได้กลับบ้านเร็ว เล่นเอาซะดึกเลย”

“เหนื่อยแย่เลยนะคะ” พราวตะวัน รับกระเป๋าเอกสาร และช่วยคือเสื้อสูทตัวนอกจากสามีด้วยความเคยชิน

“เหนื่อยสิ เหนื่อยจนแทบไม่มีแรงเดินแล้ว”

“อย่างนั้นรีบขึ้นไปอาบน้ำสิคะ พี่พงทานอะไรมาแล้วหรือยัง พราวจะอุ่นมื้อค่ำให้ดีไหม”

“ไม่ละ พี่เหนื่อยอยากนอนมากกว่า” พงศธรยิ้มตอบบางๆ เป็นรอยยิ้มที่ดูอ่อนล้า จนคนเป็นภรรยาอย่างพราวตะวันไม่กล้าเซ้าซี้

“วันนี้เหนื่อยมาก รู้สึกเหนียวตัว อยากอาบน้ำแล้วนอนเลย” ยกมือคลึงท้ายทอยอีกครั้ง สาวเท้าเดินต่อไปเรื่อยๆ จนถึงบันไดขึ้นชั้น 2

“ค่ะ อย่างนั้น พี่รีบไปอาบน้ำเถอะ” พราวตะวันมองแผ่นหลังกว้างของเขา ก่อนจะก้มมองเสื้อสูทที่เพิ่งรับมาถือไว้ในอ้อมแขน แล้วเดินตามขึ้นไปอย่างเงียบ ๆ

เสียงฝักบัวดังแว่วมาจากห้องน้ำ พราวตะวันค่อย ๆ พับเสื้อสูทของสามี แขวนไว้ในตู้ตำแหน่งเดิม จากนั้นหยิบกางเกงขายาวที่วางอยู่ปลายเตียงขึ้นมา เป็นนิสัยที่เธอทำมาตลอด หลังสามีกลับจากที่ทำงาน เธอล้วงมือลงไปในกระเป๋ากางเกง เพื่อสำรวจดูว่ามีเศษกระดาษ เหรียญ หรือกุญแจอะไรที่เขาลืมไว้หรือไม่

ปลายนิ้วสัมผัสกระดาษแผ่นหนึ่ง พราวตะวันดึงมันออกมา อ่านดูตัวหนังสือเพราะต้องการประเมินว่ามันสำคัญมากแค่ไหน จำเป็นต้องเก็บหรือว่าสามารถขยำโยนทิ้งไปได้

กระดาษสีขาวนั้นเป็นสลิปบัตรเครดิตของธนาคาร ซึ่งเธอจำได้ว่าสามีใช้บริการอยู่ ยอดชำระ สี่หมื่นแปดพันเจ็ดร้อยบาท จำนวนเงินที่มากพอสมควรตึงหัวคิ้วของพราวตะวันขยับทันที

“นี่เขาจ่ายค่าอะไรเนี่ยเกือบครึ่งแสน” สายตาเลื่อนลงไปยังชื่อร้าน ซึ่งเมื่ออ่านแล้วพราวตะวันจำได้ในทันทีว่ามันเป็นร้านอาหารที่ครอบครัวของเธอ มักไปทานด้วยกันอยู่บ่อยครั้ง เธอเหลือบมองเวลาที่พิมพ์อยู่บนใบเสร็จ เห็นว่ามันลงวันที่และเวลา ก่อนหน้าที่สามีจะขับรถมาถึงบ้านประมาณ 2 ชั่วโมงกว่า

“ไหนว่ามีประชุมด่วน”

พอดีกับประตูห้องน้ำเปิดออกิ พงศธรเดินออกมาพร้อมผ้าขนหนูพาดอยู่บนไหล่ สวมกางเกงขายาวสำหรับใส่นอน เมื่อเห็นใบเสร็จในมือภรรยา เขาหยุดฝีเท้าชะงักไปเพียงครู่หนึ่ง

“มีอะไรหรือเปล่า พราว” พงศธรก้าวมายืนใกล้ สายตามองลงไปยังสลิปบัตรเครดิต

“พราวจะเอากางเกงไปซักค่ะ แล้วก็เจออันนี้” พราวตะวันยกใบเสร็จขึ้น เธอยิ้มอย่างอ่อนโยน เพราะรู้ดีว่าพงศธรจะต้องมีเหตุผลจำเป็นสำคัญ ในการใช้จ่ายครั้งนี้แน่ ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ยอมจ่ายค่าอาหารมื้อละเกือบเท่าเงินเดือนของตัวเองทั้งเดือนอย่างนี้

“พี่พงบอกว่าติดประชุม แต่ใบเสร็จนี้...” เรื่องใบเสร็จนั่นส่วนหนึ่ง แต่ทำไมเขาไม่ยอมบอกเธอว่าไปกินข้าวกับคนอื่นมาด้วย

“อ๋อ นี่เหรอ โทษทีพี่แค่กลัวพราวจะเสียใจ ที่พี่ไม่ได้กลับมากินข้าวด้วย” พงศธรมองใบเสร็จก่อนหัวเราะเบาๆ ราวกับมันเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย ไร้สาระ

“ประชุมเสร็จก็เกือบสามทุ่มแล้ว ผู้จัดการรู้ว่าวันนี้วันเกิดพี่ เลยพาไปเลี้ยงวันเกิด”

“พาไปเลี้ยงแล้วทำไม พี่พงถึงต้องจ่ายละคะ”

“บัตรเครดิตของเขาเหมือนจะรูดไม่ผ่าน พี่เลยต้องรูดแทน แต่ไม่ต้องห่วงพี่จะเคลียร์เรื่องนี้เอง” มือดึงสลิปบัตรเครดิตนั้นแล้วเดินนำมันไปยัดใส่ลงไปกระเป๋าสะพายใส่เอกสารทำงาน เดินกลับมาวางมือมาลูบศีรษะภรรยาอย่างแผ่วเบา

พงศธร ปัจจุบันนั่งตำแหน่งผู้จัดการฝ่าย เพิ่งไต่เต้ามาจากการเป็นหัวหน้าฝ่าย จากการเสียสละของพราวตะวัน นั่นคือเธอลาออกเพื่อมาเป็นแม่บ้าน ทั้งที่ในขณะนั้นพราวตะวันขึ้นมาเป็นผู้จัดการฝ่ายที่มีอนาคตไกล แต่เพราะทั้งสองมีแพลนแต่งงาน พงศธรจึงอยากให้เธอลาออกมาเป็นแม่บ้านเต็มตัว โดยให้เหตุผลว่าหากมีลูก พราวตะวันจะได้มีเวลาเลี้ยงลูกเต็มที่

ในเวลานั้นเพราะความรักที่เธอมีต่อสามี และคิดถึงอนาคตความก้าวหน้าของเขา ประจวบเหมาะกับเธอเองก็อยากมีครอบครัวที่สมบูรณ์ จึงยอมลาออกจากงาน เพื่อมาเป็นแม่บ้าน เตรียมตัวเป็นแม่คน

แต่ทุกอย่างไม่ได้ง่ายอย่างนั้น เพราะเมื่อพงศธรเลื่อนตำแหน่ง ดูเหมือนหน้าที่รับผิดชอบของเขาจะมากขึ้น ทำให้ทั้งเครียด และทำงานหนัก เรื่องการมีลูกจึงไม่ประสบความความสำเร็จเสียที

“ขอโทษนะ ช่วงนี้พี่ยุ่งจริงๆ มันใกล้จะถึงช่วงปลายปีที่ประเมินเลื่อนขั้นด้วย พี่อยากขึ้นเป็นผู้อำนวยการ จะได้เงินเดือนเพิ่มอีกสักหน่อย”

เมื่ออีกฝ่ายใช้ข้ออ้างนี้ พราวตะวันจึงไม่กล้าพูดอะไรมาก จริงอยู่ถึงเธอจะเป็นเพียงแม่บ้าน ลาออกจากงานก็จริง แต่ก่อนนั้นเธอเป็นคนฉลาด ในเรื่องของการลงทุนเงินส่วนหนึ่งถูกนำไปลงทุนในกองทุนดัชนีหุ้น ที่จ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ และตราสารที่มีความมั่นคง ทำให้มีรายได้จากเงินปันผล และผลตอบแทนเพิ่มขึ้นทุกปี โดยไม่จำเป็นต้องซื้อขายหรือเก็งกำไร

อีกส่วนหนึ่งพราวตะวัน ยังเลือกลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่แม่ทิ้งไว้ให้ผ่านพินัยกรรม ไม่ว่าจะเป็นห้องเช่า อาคารพาณิชย์ และตึกแถวหลายแห่ง ซึ่งปล่อยเช่าอย่างต่อเนื่อง บางแห่งเธอจัดสรรทำสัญญาเช่าระยะยาวเพื่อความมั่นคง สร้างกระแสเงินสดเข้าบัญชีเป็นประจำทุกเดือน เฉพาะรายได้จากค่าเช่าก็มีมูลค่าเกือบ 300,000 บาทต่อเดือน

พราวตะวันใช้ชีวิตเรียบง่าย ไม่หลงใหลความฟุ่มเฟือย แม้จะมีฐานะมั่นคงก็ตาม ด้วยเหตุนี้ แม้เธอจะไม่ได้ทำงานประจำอีกแล้ว แต่รายได้จากทรัพย์สินและการลงทุนก็ยังเพียงพอให้เธอดำรงชีวิตได้อย่างสบาย โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินของสามีแม้แต่บาทเดียว จะมีก็แต่สามีที่บางเดือนต้องหันมาหยิบยืมจากเธอเท่านั้น

“ไม่เป็นไรค่ะ ยังไงก็ต้องระวังนะคะ” พราวตะวันกำชับ

“อือ ไม่ต้องห่วง สิ้นเดือนพี่จะรีบทวงเงินจากเขา เอาละพี่ง่วงแล้ว ขอนอนก่อนนะ” สามีเดินไปล้มตัวลงนอนบนเตียง หันหลังให้ภรรยา

พราวตะวันยืนนิ่งอยู่ข้างเตียง สายตามองแผ่นหลังกว้างของผู้ชายที่เธอรักที่สุด ก่อนจะเดินไปยังโต๊ะหัวเตียงฝั่งของตัวเองเปิดลิ้นชักเบาๆ

ภายในนั้นมีกล่องของขวัญห่อด้วยกระดาษสีน้ำเงินเข้ม ผูกริบบิ้นสีเงินอย่างประณีต มันคือของขวัญที่เธอเตรียมเอาไว้ให้สามี

“เอาไว้ พรุ่งนี้ค่อยให้ก็ได้ พี่พงอาจจะเหนื่อยจริงๆ ก็ได้” หญิงสาวหันกลับไปมองเตียงอีกครั้ง ก่อนจะถอนหายใจ เก็บกล่องของขวัญกลับเข้าลิ้นชักอย่างทะนุถนอม

พราวตะวันเอนตัวลงนอน ยกผ้าห่มขึ้นจัดชายผ้าให้คลุมถึงไหล่ของสามี เป็นนิสัยที่ทำจนเคยชิน ก่อนจะค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้ ตั้งใจจะซบไหล่ของเขาเหมือนทุกครั้ง

หากแต่ในจังหวะนั้นเอง พงศธรกลับพลิกตัว หันหน้าเข้าหาความมืดอีกด้านของเตียง พราวตะวันชะงัก มือที่กำลังจะเอื้อมไปกอดพลันชะงักลดลงอย่างช้าๆ เพียงนอนลงบนหมอนของตัวเองอย่างเงียบงัน สายตาจ้องอยู่ที่แผ่นหลังกว้างซึ่งหันห่างออกไป

“ปิดไฟสิพราว”

“ค่ะ”

พราวตะวันเอื้อมมือไปปิดสวิตช์ไฟ อยู่ๆ ความรู้สึกหนึ่งพลันผุดขึ้นมาในใจ

นานแค่ไหนแล้วนะ อาจจะสัก 7-8 เดือน ที่ หรือตั้งแต่ช่วงการประกาศของทางบริษัทว่าจะมีการเลื่อนตำแหน่ง หรือตั้งแต่เธอทราบว่าที่บริษัทของเขากำลังจะมีโปรเจคงานยักษ์ทำให้งานของพงศธรมากขึ้น

จากโทรศัพท์ที่เคยโทรหากันบ่อยๆ เริ่มเงียบเสียงขาดช่วงไป ช่วงเวลาหลังเลิกงานที่มักกลับมาทานข้าวเย็นด้วยกันทุกวัน ตอนนี้เธอแทบจำไม่ได้แล้วว่าสัปดาห์ที่ผ่านมาเขาอยู่กินข้าวกันเธอกี่วัน วันหยุดที่น้อยลง บทสนทนาที่เริ่มเงียบมากขึ้นทุกที รวมไปถึงอ้อมกอด ที่หายไปโดยไม่รู้ตัว

พราวตะวันถอนหายใจแผ่วเบาๆ เธอไม่เคยโทษเขาและพยายามเป็นภรรยาที่ดีในทุกวัน ฝึกเรียนทำอาหาร ใช้เวลาจัดบ้านให้น่าอยู่ สะอาด โล่ง ร่มรื่น ดูแลเสื้อผ้า งานบ้านทุกอย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง เท่าที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะทำได้ เพียงเพื่อให้เขาได้ก้าวไปบนเส้นทางแห่งความสำเร็จ

บทถัดไป