บทที่ 10 แขกคนพิเศษ

ตอนที่ 10

แขกคนพิเศษ

เมื่ออาหารจานสุดท้ายถูกยกมาวางลงบนโต๊ะ เสียงเครื่องยนต์จากรถคันคุ้นเคยก็ดังขึ้นจากหน้าบ้านพอดีพราวตะวันชะงักมือเล็กน้อย ก่อนหันไปมองนาฬิกาบนผนัง

“พี่พงกลับมาแล้ว” เธอพูดพลางถอดผ้ากันเปื้อนออก

พันดาราซึ่งยืนพิงเคาน์เตอร์อยู่ก่อนแล้วหันไปมองทางหน้าต่างรถยนต์ของพงศธรค่อย ๆ เลี้ยวผ่านประตูรั้วเข้ามาจอดในโรงรถ หญิงสาววางแก้วน้ำลง ก่อนเดินออกไปรออยู่บริเวณประตูบ้าน สองแขนกอดอกหลวม ๆ รอยยิ้มที่เคยประดับอยู่บนใบหน้าเลือนหายไปชั่วครู่ เหลือเพียงแววตานิ่งเย็น จับจ้องพี่เขยที่กำลังก้าวลงจากรถ

คิ้วของพงศธรขมวดเข้าหากันทันที เมื่อเห็นพันดารายืนรออยู่ที่ประตูบ้าน ความประหลาดใจแปรเปลี่ยนเป็นความระแวดระวังในเสี้ยววินาที วันนี้เธอไม่ได้นัดเขาไม่ได้ส่งข้อความ และไม่ได้บอกล่วงหน้าว่าจะมาที่นี่

ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา พงศธรพยายามลดการพบเจอพันดาราลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่ใช่เพราะหมดความสนใจ หากแต่เพราะเขาเริ่มกลัวว่าพราวตะวันจะจับสังเกตความผิดปกติได้และกลัวค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นทุกครั้งที่พบกัน

เงินเดือนแปดหมื่นบาทของเขาดูเหมือนจะไม่น้อยแต่ทุกครั้งที่พันดารานัดออกไปข้างนอกเธอไม่เคยเลือกร้านอาหารธรรมดา โรงภาพยนตร์ระดับพรีเมียม ของขวัญเสื้อผ้า เครื่องสำอาง หนึ่งวันกับเธอ แทบไม่เคยมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าหนึ่งหมื่นบาท และเงินหนึ่งหมื่นบาทในช่วงเวลานี้ ก็ไม่ใช่เงินที่เขาจะจ่ายออกไปได้อย่างไม่รู้สึกรู้สาเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว

พงศธรสูดลมหายใจเข้า ก่อนเดินตรงเข้ามา ยิ่งเข้าใกล้ เขายิ่งมองเห็นแววตาของพันดาราชัดขึ้น มันไม่ได้สดใส ไร้เดียงสา และไม่ได้มีความยินดีที่ได้พบกันเหมือนรอยยิ้มที่เธอมักใช้ต่อหน้าคนอื่น แต่ทันทีที่เสียงฝีเท้าของพราวตะวันดังขึ้นจากด้านหลัง สีหน้าของพันดาราก็เปลี่ยนไปราวกับสวมหน้ากากอีกใบได้อย่างแนบเนียน

“พี่พง ไม่ได้เจอกันตั้งนานเลยนะคะ” น้ำเสียงของเธอฟังดูสดใส

“อืม” พงศธรนิ่งไปเพียงเล็กน้อย

“ช่วงนี้งานยุ่งเหรอคะ หนูถึงไม่ค่อยได้เห็นหน้าพี่พงเลย”

“อือ ยุ่ง”

“วันนี้ยัยดาราแวะมาหาพราวค่ะ เลยจะอยู่กินข้าวด้วยกัน” พราวตะวันเดินออกมามองมายังคนทั้งสอง

“อย่างนั้นเหรอ”

“ค่ะ พราวทำอาหารทะเลไว้หลายอย่างเลย มีปลากะพงทอดน้ำปลาของโปรดพี่ด้วยนะคะ”

“อ่อ ดีจัง” พงศธรพยักหน้ารับ แต่แทบไม่ได้ฟังว่าพราวตะวันพูดอะไร ความสนใจทั้งหมดของเขายังคงอยู่ที่พันดารา เธอกำลังมองเขาด้วยสายตาที่ทำให้เขารู้สึกว่า การมาที่นี่วันนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

“พี่พราวโชคดีจัง มีสามีที่ดีอย่างพี่พง เลิกงานแล้วก็รีบกลับบ้านทันทีเลย ไม่เถลไถลไปไหน ผู้ชายที่รักครอบครัวแบบพี่พง หาไม่ได้ง่าย ๆ เลยนะคะ”

คำพูดเหล่านั้นฟังดูเหมือนคำชมธรรมดา พงศธรกำมือแน่นอยู่ข้างลำตัว คำว่า รักครอบครัว จากปากเธอ ไม่ได้ฟังเหมือนคำชมแต่มันคือคำเตือน เธอกำลังบอกเขาว่า เธอเห็นแล้วว่าเขาพยายามถอยห่าง เห็นว่าเขารีบกลับบ้านมากขึ้น เห็นว่าเขาเริ่มลดการติดต่อกับเธอและเธอไม่พอใจที่สำคัญเธอกำลังยืนอยู่ในบ้านของเขา อยู่ข้างพราวตะวันมองเห็นทุกอย่างในชีวิตที่เขาพยายามปกป้อง ราวกับต้องการย้ำให้รู้ว่า ระยะห่างที่เขาพยายามสร้างขึ้น ไม่มีความหมายเลย เพราะตราบใดที่เธอยังเป็นน้องสาวของพราวตะวันเธอก็สามารถเดินเข้ามาในบ้านหลังนี้ได้ทุกเมื่อหากเธอต้องการ เธอสามารถก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างความลับกับครอบครัวของเขาได้อย่างง่ายดาย

ระหว่างมื้ออาหารเสียงช้อนกระทบจานดังแผ่วเบาเป็นระยะ พันดาราดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษ เธอตักอาหารใส่จานตัวเอง พูดคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ไม่หยุด ตรงกันข้ามกับพงศธร ตั้งแต่นั่งลง เขาแทบไม่พูดอะไรเลย นอกจากตอบรับสั้น ๆ เป็นครั้งคราว

“วันนี้ทำงานเหนื่อยเหรอคะ” คำถามแสดงความใส่ใจดังมาจากภรรยา

“อ่อ ใช่ ช่วงนี้ที่บริษัทค่อนข้างยุ่ง”

“ค่ะ” พราวตะวันพยักหน้า ยังไม่ทันได้ถามต่อพันดาราก็พูดแทรกขึ้นมาอย่างลืมตัว

“กำลังจะได้เลื่อนตำแหน่งก็ต้องงานยุ่งแบบนี้แหละค่ะ คนมีตำแหน่งใหญ่โตก็ต้องมีความรับผิดชอบมาก คุณพ่อเคยบอกดารา” เสียงช้อนของพงศธรกระทบขอบจานดังขึ้นเบา ๆ เขาเงยหน้าพรวด สายตาที่มองพันดาราเปลี่ยนไปทันที

“ดารู้เรื่องพี่พงจะได้เลื่อนตำแหน่งด้วยเหรอ” พราวตะวันหันไปทางน้องสาว น้ำเสียงของเธอยังคงเรียบ แต่คำถามนั้นทำให้บรรยากาศบนโต๊ะเงียบลงทันที

“หนูก็แค่เดาน่ะ ก็ตอนก่อนพี่พราวจะแต่งงาน พี่พงเพิ่งได้เลื่อนขั้นไม่ใช่เหรอ นี่ก็ผ่านมาตั้งหลายปีแล้ว หนูก็คิดว่าใกล้จะได้เลื่อนอีกครั้งแล้วมั้ง คนเก่ง ๆ แบบพี่พง จะอยู่ตำแหน่งเดิมนานได้ยังไง” พันดารายักไหล่ ถ้อยคำเหล่านั้นฟังดูสมเหตุสมผล เหมือนเป็นเพียงการคาดเดาของคนทั่วไป

แต่พงศธรรู้ดีว่าไม่ใช่ เรื่องเลื่อนตำแหน่งยังไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการ มีเพียงผู้บริหารไม่กี่คนในบริษัทที่รู้ และเขาเป็นคนบอกพันดาราด้วยตัวเอง ในวันที่เธอถามว่าเมื่อไหร่เขาจะมีเงินมากพอพาเธอไปเที่ยวต่างประเทศตามที่สัญญาไว้

พราวตะวันหันกลับไปมองสามี ขณะที่เขาพงศธรก้มหน้าลง ใช้ช้อนเขี่ยข้าวในจานช้า ๆ หลบสายตาเธออย่างแนบเนียน

มื้ออาหารดำเนินมาจนเกือบจบ พันดาราวางช้อนลง ก่อนเหลือบมองนาฬิกาบนผนัง

“อุ๊ย ค่ำขนาดนี้แล้วเหรอ เกือบสองทุ่มแล้ว” หญิงสาวพูดขึ้นลอย ๆ

“......” พราวตะวันเงยหน้าขึ้นไปมองนาฬิกาแขวนบนผนัง ก่อนจะชะงักเมื่อได้ยินประโยคถัดมาของน้องสาว

“ถ้าอย่างนั้น ขากลับพี่พงไปส่งดาราที่บ้านได้ไหมคะ” มือของพงศธรที่กำลังยกแก้วน้ำชะงักค้าง สีหน้าตื่นตระหนกปรากฏขึ้นเพียงชั่วขณะ ก่อนจะรีบกดมันกลับลงไป

พราวตะวันขมวดคิ้วเล็กน้อย สายตาเคลื่อนจากน้องสาวไปยังสามี พันดาราเห็นเช่นนั้นจึงรีบหัวเราะกลบเกลื่อน

“ก็พี่พงเพิ่งกลับมาจากทำงาน ยังใส่ชุดทำงานอยู่เลย ส่วนพี่พราวเดี๋ยวยังต้องเก็บโต๊ะ ล้างจาน แล้วก็ทำความสะอาดครัวอีก ให้พี่พราวออกไปส่งหนูตอนนี้ก็คงไม่สะดวกหรอก”

พงศธรยังคงนิ่ง ริมฝีปากขยับเล็กน้อย ราวกับกำลังหาคำตอบที่เหมาะสม แต่เขาไม่กล้ารับปาก เพราะกลัวว่าความกระตือรือร้นมากเกินไปจะทำให้พราวตะวันสงสัยและไม่กล้าปฏิเสธทันที เพราะรู้ดีว่าพันดาราคงไม่พอใจ พราวตะวันวางช้อนลงอย่างแผ่วเบา จากนั้นจึงหันไปพูดกับน้องสาวด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ

“ตอนมาดายังนั่งแท็กซี่มาเองได้ ตอนกลับทำไมต้องให้พี่พงไปส่ง อีกอย่างเมื่อครู่ดาก็ได้ยินไม่ใช่เหรอว่าพี่พงเหนื่อยจากงาน วันนี้เขาทำงานมาตลอดทั้งวัน ควรได้พักผ่อนมากกว่า จากบ้านเราไปบ้านคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ใกล้ ไปกลับอาจใช้เวลาหนึ่งถึงสองชั่วโมง พรุ่งนี้พี่พงยังต้องตื่นไปทำงานแต่เช้า ถึงจะพี่พงจะเป็นพี่เขยของดาราแต่ก็ควรรู้จักกาลเทศะและรู้จักความเกรงใจ”

ไม่ใช่เพียงพันดาราเท่านั้นที่รู้สึกหน้าชาจนเหมือนถูกตบ พงศธรเองก็ถึงกับพูดอะไรไม่ออกเหมือนกัน เพราะเหตุผลของพราวตะวันนั้นทุกข้อฟังดูเรียบง่าย ตรงไปตรงมา และไม่มีช่องให้โต้แย้งมากนัก

“เรื่องนั้นดารารู้ค่ะ แต่ตอนมามันยังเป็นกลางวันนี่คะ ตอนนี้มืดแล้ว หนูเป็นผู้หญิงตัวคนเดียว แถมยังสาว ยังสวยขนาดนี้ ถ้าเกิดเจอคนขับรถไม่ดีขึ้นมาจะทำยังไง” เธอยกมือแตะแก้มตัวเองอย่างภูมิใจ

“ถ้ารู้ว่าการเดินทางกลับบ้านดึกอันตราย ครั้งหน้าก็ควรวางแผนเวลาให้ดี อย่าอยู่ข้างนอกจนดึกเกินไป” พราวตะวันมองน้องสาวนิ่ง ๆ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงที่ยังคงอ่อนโยน พันดาราเม้มริมฝีปากเล็กน้อย

“ส่วนคืนนี้ ถ้ากังวลเรื่องแท็กซี่ ก็เลือกใช้บริการรถที่มีระบบติดตามคนขับ มีข้อมูลรถ มีทะเบียน มีประวัติการเดินทาง ก่อนขึ้นรถก็ส่งรายละเอียดให้คุณพ่อคุณแม่ โทรบอกว่ากำลังจะกลับ แล้วแจ้งเวลาคร่าว ๆ ว่าน่าจะถึงกี่โมง อย่างน้อยก็ช่วยลดความเสี่ยงได้ระดับหนึ่ง”

คำพูดเหล่านั้นไม่ใช่คำประชด แต่เป็นคำแนะนำของคนที่คิดถึงปัญหาอย่างเป็นระบบ

“พี่พราวนี่จริงจังตลอดเลยนะคะ”

พงศธรนั่งฟังการสนทนาของสองพี่น้องด้วยความอึดอัด เขารู้ว่าพันดาราต้องการอะไร เธอไม่ได้กลัวการนั่งรถกลับบ้าน เธอเพียงต้องการบังคับให้เขาเลือก ระหว่างความต้องการของเธอ กับความสบายใจของภรรยา

“เอาอย่างนี้แล้วกัน เดี๋ยวพี่เรียกรถให้” พงศธรรีบพูดขึ้น เขาหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาทันที เปิดแอปพลิเคชันเรียกรถ ก่อนกดเลือกจุดรับเป็นบ้านของตนเอง จากนั้นนิ้วโป้งก็เคลื่อนไปยังช่องจุดหมายอย่างรวดเร็ว

พราวตะวันซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามมองการกระทำนั้นเงียบ ๆ พงศธรไม่ได้หันไปถามพันดาราว่า บ้านอยู่ซอยไหนควรปักหมุดตรงจุดใด หรือให้ส่งตำแหน่งมาให้หรือไม่ เขาพิมพ์ชื่อหมู่บ้าน เลือกถนน แล้วเลื่อนแผนที่ไปยังตำแหน่งบ้านของคุณพ่อคุณแม่ได้อย่างแม่นยำ ราวกับเคยใช้เส้นทางนั้นผ่านแอปนี้มาแล้วหลายครั้ง

“ได้แล้ว อีกประมาณเจ็ดนาทีมาถึงพี่จ่ายค่ารถผ่านบัตรเครดิตให้แล้วนะไม่ต้องห่วง”

“ขอบคุณค่ะ พี่พง” พันดารายิ้มกว้าง น้ำเสียงของเธอหวานกว่าปกติเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองพราวตะวันราวกับต้องการแสดงให้เห็นว่า ถึงเขาจะไม่ไปส่งด้วยตัวเองสุดท้ายเขาก็ยังเป็นคนจัดการทุกอย่างให้เธออยู่ดี

บทก่อนหน้า
บทถัดไป