บทที่ 11 กล้องวงจรปิด

ตอนที่ 11

กล้องวงจรปิด

หลังเก็บจานอาหารออกจากโต๊ะ พราวตะวันรวบรวมจานชามที่ใช้แล้วใส่ถาด เพื่อยกกลับเข้าไปจัดการทุกอย่างต่อในครัว เสียงน้ำไหลจากก๊อกดังขึ้นไม่นานพงศธรจึงพูดขึ้น โดยตั้งใจให้เสียงดังพอจะลอดเข้าไปถึงในครัว

“เดี๋ยวพี่จะออกไปส่งดาราขึ้นรถ ที่หน้าบ้านนะ คืออย่างน้อยก็จะได้กำชับคนขับ ถ้าคนขับเห็นว่ามีคนออกมาส่ง มีคนรอรับ ก็น่าจะขับระมัดระวังมากขึ้น” เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนอธิบายต่อ

“ได้ค่ะ ฝากส่งดาราแทนพราวด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ” พราวตะวันไม่ได้หยุดล้างจาน เธอเพียงตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเรียบ

คำตอบนั้นเรียบง่าย ไม่มีคำถาม การห้าม ไม่มีแม้แต่ความลังเล พงศธรยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง มองแผ่นหลังบอบบางของภรรยา ก่อนจะหันมามองพันดารา และพยักหน้าให้เดินตาม

ภายในห้องครัวพราวตะวันค่อย ๆ ล้างจานทีละใบอย่างใจเย็น น้ำสะอาดไหลผ่านปลายนิ้ว สีหน้าของเธอสงบนิ่ง เธอไม่ได้เดินไปแอบมองผ่านหน้าต่าง ไม่ได้แง้มผ้าม่าน ไม่ได้พยายามฟังบทสนทนาหน้าบ้าน

ทั้งที่เธอทำได้แต่เธอเลือกที่จะไม่ทำ เพราะหากวันนี้เธอเดินออกไปแอบดู ความหมายของมันจะไม่ต่างอะไรจากการยอมรับกับตัวเอง ว่าเธอกลายเป็นภรรยาที่เฝ้าระแวงสามีอยู่ทุกลมหายใจ และนั่นไม่ใช่คนที่เธออยากเป็น

พราวตะวันเชื่อเสมอว่าความจริงไม่จำเป็นต้องถูกไล่ล่าถ้ามันมีอยู่จริง วันหนึ่งมันจะเดินออกมาให้เห็นเอง เธอจึงเลือกทำในสิ่งที่ควรทำ แล้วปล่อยให้เหตุการณ์อีกด้านของประตูบ้าน ดำเนินไปตามธรรมชาติ โดยไม่มีสายตาของเธอเข้าไปแทรกแซงจากนี้ไป เธอจะไม่เป็นฝ่ายวิ่งไล่ตามความจริง แต่จะรอให้ความจริงเป็นฝ่ายเดินมาหาเธอเอง

ไม่นานนัก เสียงประตูหน้าบ้านก็เปิดเข้ามาอีกครั้งพงศธรก้าวเข้ามาในบ้านเพียงลำพัง เขาถอดรองเท้า วางกุญแจรถลงบนโต๊ะข้างประตู ก่อนตะโกนเข้าไปในครัว

“พราว พี่ขึ้นไปอาบน้ำก่อนนะ” เสียงฝีเท้าของพงศธรค่อย ๆ ห่างออกไป ไม่นานก็ได้ยินเสียงประตูห้องนอนชั้นบนปิดลง

บ้านทั้งหลังกลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง พราวตะวันพับผ้าเช็ดมือเข้าที่ ก่อนเดินออกจากห้องครัวอย่างช้า ๆ เธอนั่งลงบนโซฟาตัวเดิม สายตาเงยขึ้นมองภาพถ่ายงานแต่งงานที่แขวนอยู่บนผนัง

ภาพเจ้าบ่าวและเจ้าสาวในวันนั้น กำลังยิ้มให้กันเป็นรอยยิ้มที่ดูจริงใจ อย่างน้อย เธอก็เคยเชื่อเช่นนั้น พราวตะวันทอดสายตามองภาพอยู่นาน ก่อนค่อย ๆ เอื้อมมือไปหยิบไอแพดที่วางอยู่บนโต๊ะกลาง หน้าจอสว่างขึ้น เธอปลดล็อกเครื่อง นิ้วเรียวแตะผ่านแอปพลิเคชันต่าง ๆ อย่างเคยชิน จนมาหยุดอยู่ที่ไอคอนหนึ่ง

ระบบกล้องวงจรปิดภายในบ้าน

เธอนิ่งไป ปลายนิ้วลอยค้างอยู่เหนือหน้าจอ เพียงสัมผัสเดียว เธอก็จะเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นหน้าบ้านเมื่อครู่นี้เห็นว่าใครพูดอะไร ใครมีท่าทีอย่างไร และบางทีอาจได้คำตอบของความสงสัยทั้งหมด แต่ปลายนิ้วนั้นกลับไม่ยอมกดลง เวลาผ่านไปหลายอึดใจ

พราวตะวันมองไอคอนเดิม ราวกับกำลังมองเส้นบาง ๆ ที่แบ่งระหว่างการค้นหาความจริง กับ การไม่ไว้ใจคนที่เป็นสามี เธอไม่เคยเปิดกล้องวงจรปิด เพื่อตรวจสอบพงศธร ไม่เคยเช็กโทรศัพท์ของเขา เพราะเธอเชื่อมาตลอดว่า ความสัมพันธ์ที่ต้องอาศัยการแอบตรวจสอบ ย่อมหมายความว่า ความเชื่อใจได้เริ่มพังลงแล้ว และเธอไม่เคยอยากให้ชีวิตคู่เดินมาถึงจุดนั้น

แต่วันนี้ความผิดปกติหลายอย่างกำลังค่อย ๆ เรียงต่อกัน เหมือนชิ้นส่วนของภาพปริศนา จนเธอเริ่มไม่แน่ใจว่า สิ่งที่กำลังปกป้องอยู่ คือความเชื่อใจ หรือเป็นเพียงความพยายามหลอกตัวเอง

พราวตะวันหลับตาลงช้า ๆ สูดลมหายใจเข้าลึก แล้วลืมตาขึ้นอีกครั้ง ปลายนิ้วค่อย ๆ แตะลงบนหน้าจอแอปพลิเคชันกล้องวงจรปิดเปิดขึ้นอย่างเงียบงัน ภาพจากกล้องหลายตำแหน่งภายในบ้านปรากฏเรียงอยู่บนหน้าจอห้องรับแขก โรงรถ สวนหลังบ้าน ทางเดินด้านข้าง และกล้องบริเวณหน้าประตูรั้ว นิ้วของพราวตะวันหยุดอยู่เหนือภาพนั้น

ปลายนิ้วของพราวตะวันแตะลงบนภาพจากกล้องบริเวณหน้าประตูรั้ว หน้าจอเปลี่ยนเป็นภาพบันทึกย้อนหลัง เธอเลื่อนกลับไปเมื่อประมาณสิบนาทีก่อน ทุกอย่างเริ่มต้นอย่างปกติ พงศธรเดินออกมาส่งพันดาราที่หน้าบ้าน ทั้งสองยืนคุยกัน ไม่มีเสียง มีเพียงภาพเคลื่อนไหวเงียบงันบนหน้าจอ พราวตะวันมองภาพนั้นนิ่ง ๆ พงศธรชี้ไปที่โทรศัพท์มือถือของตัวเอง คล้ายกำลังบอกข้อมูลรถที่เรียกไว้ พันดาราพยักหน้า ทั้งคู่ยังคงยืนหันหน้าเข้าหากัน

พันดาราขยับก้าวเข้าไปใกล้ เธอยื่นมือขึ้นไป ค่อย ๆ จับปมเนกไทของพงศธร จัดให้เข้าที่อย่างเบามือ จากนั้นลูบปกเสื้อสูทของเขา เหมือนกำลังปัดฝุ่น พงศธรไม่ได้จับมือเธอออก ไม่ได้ถอยหนี เขาเพียงยืนนิ่ง สีหน้าดูตึงเครียดริมฝีปากขยับเหมือนกำลังพูดอะไรบางอย่าง แต่พราวตะวันไม่อาจได้ยิน

พันดาราเงยหน้าขึ้นสบตาเขาก่อนจะยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่พราวตะวันไม่เคยเห็น ไม่ใช่รอยยิ้มออดอ้อนเวลาคุยกับพี่สาว ไม่ใช่รอยยิ้มสดใสเวลาอยู่กับพ่อแม่ แต่เป็นรอยยิ้มของคนที่มั่นใจ ว่าตัวเองเป็นฝ่ายควบคุมทุกอย่าง

จากนั้นน้องสาวต่างแม่เขย่งปลายเท้าขึ้นประทับริมฝีปากลงบนมุมปากของพงศธร เพียงชั่วอึดใจสั้นๆ แต่ชัดเจน พงศธรสะดุ้ง รีบหันมองซ้ายขวา สีหน้าตื่นตระหนกริมฝีปากของเขาเคลื่อนไหวรวดเร็ว เหมือนกำลังตำหนิหรือห้ามปราม แต่พันดารากลับหัวเราะ เธอพูดอะไรบางอย่างช้า ๆ พร้อมรอยยิ้มเดิม

พงศธรยืนนิ่ง ไม่ได้สะบัดตัวหนี้ หรือขยับเท้าถอยห่าง ไม่นานนักรถแท็กซี่ก็เลี้ยวเข้ามาจอดหน้าบ้าน พันดาราหันไปเปิดประตูรถแล้วโบกมือให้ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น รถค่อย ๆ เคลื่อนออกไป แต่พงศธรยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม

ภาพบันทึกสิ้นสุดลง หน้าจอเปลี่ยนกลับเข้าสู่ภาพจากกล้องแบบเรียลไทม์ หน้าประตูรั้วว่างเปล่า มีเพียงแสงไฟหน้าบ้านกับต้นไม้ที่ไหวเอนตามแรงลม พราวตะวันยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ไอแพดวางอยู่บนตัก สองมือวางนิ่งไม่มีแรงแม้แต่จะปิดหน้าจอ

เธอไม่ได้ร้องไห้ ไม่ได้โกรธ ไม่ได้ทุบทำลายสิ่งของเพียงนั่งมองภาพหน้าประตูบ้านที่ว่างเปล่า ราวกับกำลังมองชีวิตแต่งงานของตัวเอง เวลาผ่านไปนานเท่าไร แม้แต่เธอเองก็ไม่รู้

กระทั่งเสียงฝีเท้าดังมาจากชั้นบน พงศธรอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้ว เขาเดินลงบันไดมาช้า ๆ เมื่อเดินมาถึงห้องรับแขก เขาเห็นพราวตะวันยังนั่งอยู่บนโซฟา

“ยังไม่นอนอีกเหรอ”

พราวตะวันเงยหน้าขึ้นมองเขาสบตาสามีอยู่เพียงครู่เดียว ก่อนค่อย ๆ ลดสายตาลง กลับไปมองหน้าจอไอแพดอีกครั้ง บนหน้าจอ ภาพจากกล้องวงจรปิดยังคงถ่ายทอดภาพแบบเรียลไทม์ บริเวณหน้าบ้านว่างเปล่า ไม่มีพงศธร ไม่มีพันดารา ไม่มีรอยจูบ ราวกับเหตุการณ์เมื่อครู่นั้น ไม่เคยเกิดขึ้นเลย

แต่พราวตะวันรู้ดีว่า บางอย่างในชีวิตของเธอได้เปลี่ยนไปตลอดกาลแล้ว ไม่ใช่เพราะภาพที่ปรากฏบนหน้าจอ แต่เพราะความเชื่อใจ ที่เคยมีต่อผู้ชายตรงหน้าได้หายไป พร้อมกับภาพบันทึกเมื่อไม่กี่นาทีก่อนนั้นเอง

“อาบน้ำเสร็จแล้วเหรอคะ”

“ครับ วันนี้เหนื่อยนิดหน่อย”

พราวตะวันเพียงพยักหน้ารับ ก่อนลุกขึ้นเดินไปหยิบแก้วน้ำเย็นมาวางไว้ให้เขาตามความเคยชิน ทุกการกระทำยังเหมือนเดิม ราวกับค่ำคืนนี้ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงหากแต่มีเพียงพราวตะวันเท่านั้นที่รู้ว่าบางสิ่งภายในตัวเธอไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

หัวใจของเธอไม่ได้เจ็บปวดอย่างที่คิด หากแต่มันกลับว่างเปล่าเสียจนเธอเองยังประหลาดใจ ความรู้สึกนั้นคล้ายคนที่หลับใหลอยู่ในความฝันมาเนิ่นนาน แล้วเพิ่งสะดุ้งตื่น

จนเธอเข้าใจความหมายของประโยคหนึ่ง ที่เคยได้ยินมาตลอดชีวิต

ความรัก ทำให้คนตาบอด

ไม่ใช่เพราะความรักทำให้คนไม่มีสติ แต่เพราะเมื่อเรารักใครมากพอ เรามักเลือกมองเฉพาะสิ่งที่หัวใจอยากมอง และอธิบายทุกความผิดปกติ ให้กลายเป็นเรื่องธรรมดา พราวตะวันไม่คิดว่าตัวเองโง่ เธอไม่เคยคิดเช่นนั้น

เธอเชื่อว่าครั้งหนึ่ง ผู้ชายคนนี้เคยรักเธอหมดหัวใจเช่นเดียวกับที่เธอเคยรักเขาหมดหัวใจ ความทรงจำเหล่านั้นไม่ใช่เรื่องโกหก รอยยิ้ม คำสัญญา ความห่วงใยวันที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขมาด้วยกัน ล้วนเคยเกิดขึ้นจริง เธอไม่ต้องการโกหกตัวเอง ด้วยการบอกว่าตลอดเวลาที่ผ่านมามันเป็นเพียงเรื่องหลอกลวงทั้งหมด

เปล่าเลยมันเคยเป็นความรักเพียงแต่ ความรักนั้นอาจไม่ได้อยู่กับเขาอีกแล้ว และในเมื่อหัวใจของเขาเลือกเดินจากไปก่อน ก็คงถึงเวลาที่เธอ จะค่อย ๆ เดินกลับมาหาตัวเองเช่นกัน

พราวตะวันหลุบตาลงลมหายใจของเธอยังคงสม่ำเสมอเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เธอรู้สึกว่า หัวใจของตัวเองไม่ควรเดินนำหน้าสมองอีกต่อไป มันเหนื่อยมามากพอแล้ว

จากนี้เธอจะค่อย ๆ ดึงหัวใจดวงนั้นกลับคืนมา วางมันไว้เคียงข้างเหตุผล ให้ทั้งสองสิ่ง เดินไปด้วยกัน เพราะต่อจากคืนนี้เธอไม่ต้องการเป็นเพียงผู้หญิงที่รักสามีอย่างหมดใจแต่ต้องเป็นผู้หญิงที่รักตัวเองมากพอ ที่จะมองเห็นความจริงทุกอย่าง โดยไม่หลอกตัวเองอีก

บทก่อนหน้า
บทถัดไป